รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ทำตามคำมั่นสัญญา ประกาศลดค่าไฟทันที ในการประชุม ครม.นัดแรก หน่วยละ 35 สตางค์ เหลือ 4.10 บาทต่อหน่วย ราคาน้ำมันดีเซล ให้เหลือลิตรละไม่เกิน 30 บาท ที่เหนือความคาดหมาย ประกาศ จะจ่ายเงินเดือนข้าราชการ เดือนละสองครั้งทีนี้ว้าวุ่นเลยแทนที่ชาวบ้านจะดีใจ ราคาค่าไฟฟ้าที่ลดลงราคาน้ำมันทั้งดีเซลและเบนซินก็จะลดลง กลับไปโฟกัสที่การจ่ายเงินเดือนข้าราชการแทน และที่ไปโฟกัสผิดจุดก็คือ การทำหน้าที่โฆษกรัฐบาล ของ น.สพ.ชัย วัชรงค์ จะว่าเป็นมือใหม่หัดขับก็ไม่ผิด การทำหน้าที่โฆษกรัฐบาลไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะถ้าหลักไม่ดี ไหวพริบไม่ดี จะไม่มีที่ยืนเช่นเดียวกับการทำหน้าที่ รัฐมนตรีของแต่ละกระทรวง ถ้าผิดฝาผิดตัว โอกาสจะพลาดมีเยอะมาก จะถูกสอนมวยเอาง่าย เช่น คำสั่งนายกฯ มติ ครม. คำสั่ง คสช. ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน มีความสำคัญที่แตกต่างกันตามลำดับชั้น ซึ่งจะยกเลิกหรือแก้ไขจะต้องผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร หรือเป็นมติ ครม. หรือเป็นประกาศกระทรวง ไม่ใช่เรื่องของ รัฏฐาธิปัตย์แต่ประการใดส่วนใหญ่คำว่ารัฏฐาธิปัตย์มักจะหมายถึงการเมืองเกิดการยึดอำนาจและผู้ยึดอำนาจสถาปนาตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ หรืออีกนัยคือ อำนาจประชาธิปไตยที่เป็นอำนาจปกครองสูงสุดของรัฐและยังหมายถึงรัฐธรรมนูญนอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ยังมีการแต่งตั้งเลขาฯที่ปรึกษากันเต็มคาราเบล ในจำนวนนั้นมีชื่อของ แพทองธาร ชินวัตร เป็นรองประธานคณะกรรมการด้านนวัตกรรม มีชื่อของ นลินี ทวีสิน เป็นที่ปรึกษานายกฯและผู้แทนการค้าไทย ซึ่งเมื่อสืบประวัติดูแล้ว นลินีไม่ได้เป็นญาติหรือเกี่ยวข้องอะไรกับ นายกฯเศรษฐา แค่นามสกุลเหมือนกันเฉยๆ เคยช่วยงานในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ก็มีรัฐมนตรีบางกระทรวงที่ตั้งเครือญาติเป็นที่ปรึกษา เป็นเลขาฯ เมื่อไม่มีกฎหมายห้ามเอาไว้จะไปโทษใครได้ เป็นเรื่องของจริยธรรมล้วนๆเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญ โฆษกรัฐบาลแถลงว่า หลักการง่ายๆ คือ ครม.มีนโยบายจะแก้รัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และไม่มีการแก้ไขหมวดหนึ่งและหมวดสองที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ส่วนจะแก้อย่างไรเป็นไปตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่มาที่ไปของงบประมาณ ที่จะใช้ในการลดแลกแจกแถม ยังมีความไม่ชัดเจน รู้ที่ปลายเหตุแต่ไม่รู้ต้นเหตุและต้นทุน จะเอาเงินมาจากไหน มีผลกระทบอะไรบ้าง กับภาระที่ต้องชดเชยค่าครองชีพให้กับประชาชนแผนการคลังระยะยาว ที่ ครม.อนุมัติไปหมาดๆ ระยะปานกลางปี 2567–2570 ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังเสนอ ในการทำกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี มีการปรับการขาดดุลงบประมาณ จาก 5.93 แสนล้าน เป็น 6.93 แสนล้าน เพิ่มขึ้นมาอีก 1 แสนล้านเมื่อรวมการขาดดุลงบประมาณและการเก็บรายได้เพิ่มขึ้น รัฐจะมีวงเงินในการจัดทำงบประมาณเพิ่มขึ้นที่ 1.3 แสนล้านเท่านั้น ประมาณการสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่ที่ร้อยละ 64 การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2567 จะอยู่ที่ร้อยละ 3.2 สัญญาณการเงินการคลังของประเทศไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ สำหรับรัฏฐาธิปัตย์.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ "คาบลูกคาบดอก" เพิ่มเติม