สมดังคำประกาศของเนติบริกร นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ที่ว่ารัฐบาลสามารถทำอะไรได้แนบเนียนกว่าผู้ที่มิใช่รัฐบาล ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมง เพื่อพิจารณาวาระการประชุมรวม 71 วาระ ทิ้งทวนในวันเดียววาระการประชุมที่สำคัญได้แก่ การอนุมัติให้ขึ้นค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านสารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เช่น กำนันเพิ่ม 2,000 บาท จาก 10,000 บาท เป็น 12,000 บาท ผู้ใหญ่บ้านจาก 8,000 บาท เป็น 10,000 บาท รวมทั้งหมดเป็นเงิน 4,795 ล้านบาท เพื่อให้เป็นขวัญและกำลังใจรวมทั้งให้ทัดเทียมกับเจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทั่วประเทศ ก็จะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มกันโดยถ้วนหน้า เป็นการเพิ่มตามรายได้ของแต่ละ อบต.ที่ไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น อบต.ที่มีรายได้ปีละ 10–25 ล้านบาท นายก อบต.ได้เดือนละ 35,600 บาท สมาชิกสภาได้ 9,660 บาทก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติให้เพิ่มค่าตอบแทนให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศ จากเดือนละ 1,000 บาท เป็น 2,000 บาท เพิ่มขึ้นถึง 100% เป็นงบการบริหารประเทศตามปกติ หรือเป็นงบหาเสียง ดูได้จากปฏิกิริยาของ 3 พรรคร่วมรัฐบาล ที่แย่งกันเป็นผลงานของพรรคการอนุมัติเพิ่มค่าตอบแทนให้ อสม., อบต. และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ใช่ เป็นแค่ “สัญญาว่าจะให้” แต่องค์กรทั้งสามจะได้รับเงินเพิ่ม ตั้งในปีงบประมาณ 2567 แต่เริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายจึงพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า รัฐบาลสามารถทำอะไรได้แนบเนียนกว่าฝ่ายค้านเนื่องจากรัฐบาลต้องบริหารราชการแผ่นดิน อีกทั้งยังไม่มีประกาศยุบสภา รัฐบาลจึงยังมีอำนาจเต็ม ไม่ใช่ “รัฐบาลรักษาการ” ที่ต้องห้ามทำอะไรมากมาย น่าสงสัยว่ารัฐบาลจะต้องปฏิบัติตามระเบียบการหาเสียงของ กกต.ที่เรียกกันว่า “กฎเหล็ก” ที่ใช้บังคับเป็นเวลานานถึง 180 วัน ก่อนถึงวันเลือกตั้งหรือไม่เมื่อ กกต.ออกระเบียบการหาเสียงเลือกตั้ง ที่จะบังคับใช้กับบรรดาผู้สมัครกับพรรคการเมืองนานถึง 6 เดือน และแต่ระดับผู้ใหญ่ของ กกต.ยังยอมรับว่าเป็นกติกา “ที่สุจริตแต่ไม่เที่ยงธรรม” ขัดต่อภารกิจสำคัญของ กกต. รัฐบาลสามารถแจกเงินหาเสียงได้แบบเนียนๆ ไม่ถือว่าใช้เงินประชาชนซื้อเสียงประชาชน.