ไลฟ์สไตล์
100 year

5 ผู้ต้องหาขวางขบวนเสด็จ ศาลอาญาให้ประกัน "รีเดม" ลุยจ่อนัดชุมนุมอีก

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
1 เม.ย. 2564 05:28 น.
SHARE

ศาลให้ประกันชั่วคราวเอกชัยพร้อมพวกรวม 5 คน หลังอัยการสั่งฟ้องคดีประทุษร้าย-กีดขวางขบวนเสด็จ “พระราชินี-องค์ที” ส่วนโตโต้หัวหน้าการ์ดวีโว่ ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยชั่วคราว พนักงานสอบสวนเบิกความจับเพื่อระงับเหตุร้ายตามรายงานสันติบาล นัดดูเอกสารผลตรวจพิสูจน์เสื้อเกราะที่ยึดมาจากจำเลยอีกครั้งวันที่ 1 เม.ย. ขณะเดียวกัน 45 การ์ดวีโว่ทยอยพบพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน รับทราบ 4 ข้อหาเพิ่มเติม รอง ผบช.น.เผยเตรียมถอดภาพการชุมนุมบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐเอาผิดผู้ชุมนุม ยันเข้าข่ายผิดหลายข้อหา ส่วน REDEM จ่อเคลื่อนไหวครั้งใหม่ ประกาศกร้าวหลีกเลี่ยงความรุนแรงแต่พร้อมปกป้องตนเองและผู้ชุมนุม

ภายหลังตำรวจจับกุมแกนนำราษฎรและแนวร่วมกระทำความผิดในข้อหา ม.112 ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ควบคุมโรคและอื่นๆที่เกี่ยวข้อง คดีอยู่ในชั้นศาล ยังไม่ได้รับการประกันตัว แต่มวลชนยังเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมทางการเมืองต่อเนื่องเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิก ม.112 ปฏิรูปสถาบัน และให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลาออก ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ข่าวแนะนำ

“เอกชัย” พบอัยการคดีขวางขบวนเสด็จ

ความคืบหน้าคดีความที่แกนนำและแนวร่วมที่ถูกจับกุมและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เมื่อ เวลา10.00น. วันที่ 31 มี.ค. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารรัชดาภิเษก นายเอกชัย หงส์กังวาน นายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง หรือฟรานซิส นักเคลื่อนไหวทางการเมือง นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ หรือตัน ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง หรือกลุ่ม Active Youth, นายชนาธิป ชัยชะยางกูร และนายภาณุภัทร ไผ่เกาะรวม 5 คน มารายงานตัวตามที่พนักงานอัยการคดีอาญา 10 นัดสั่งคดีกรณีพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต มีความเห็นสมควรสั่งฟ้องในความผิดฐาน ประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ตาม ป.อาญา ม.110 กับข้อหามั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เกิดความวุ่นวายม.215 และกีดขวางการจราจร กรณีชุมนุมใกล้ขบวนเสด็จพระราชินีเมื่อวันที่ 14 ต.ค.2563

มาขอความเป็นธรรมศาล

นายเอกชัยเผยว่า วันนี้ได้เตรียมหลักทรัพย์มายื่นประกันตัว ส่วนจำนวนเท่าใดไม่ขอเปิดเผย คดีนี้ก่อนหน้านี้ในชั้นฝากขัง ศาลเคยไม่ให้ประกันตัวเพราะโทษสูงกลัวหลบหนี และอยู่ระหว่างการสอบสวน ต่อมาศาลปล่อยตัว วันนี้อัยการส่งฟ้อง การสอบสวนสิ้นสุดแล้ว เวลาผ่านมาเกือบ 5 เดือน หากหลบหนีทำได้ง่ายแต่ไม่เคยคิดจะหนี ส่วนประเด็นที่เคยร้องขอให้อัยการสอบพยานเพิ่ม เท่าที่คุยกับทนายความระบุอัยการรับ แต่ยังไม่จำเป็นต้องพิจารณาตอนนี้ เข้าใจว่าวันนี้ส่งฟ้องไปก่อน ทั้งนี้ ไม่ได้มาขอความเมตตาจากศาล แต่ต้องการความเป็นธรรม

“บุญเกื้อหนุน” แถลงยันไม่ผิด

ขณะที่นายบุญเกื้อหนุนได้อ่านคำแถลงอันมีสาระสำคัญสรุปได้ว่า เราไม่มีความประสงค์ หรือความพยายามที่จะกระทำตามข้อกล่าวหา ยืนยันในความบริสุทธิ์ของพวกเรามาตลอด แต่หลังจาก 5 เดือนผ่านไป พร้อมกับความอัปยศและความยากลำบาก รับทราบถึงข้อสรุปจากอัยการได้ตัดสินใจเตรียมการส่งคดีฟ้องต่อศาลอาญา และจะเป็นช่วงการยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อไป หากไม่สำเร็จ พวกเราทั้ง 5คน จะต้องถูกขังถูกลิดรอนเสรีภาพของพวกเราโดยทันที ถึงจุดนี้คงเพียงพูดแค่ว่า เป็นความภาคภูมิใจอย่างสูงสุดที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการนี้ ถ้าหากความเป็นอยู่ต้องจบลงในขณะที่ถูกจองจำ จะเผชิญหน้าต่อไปโดยปราศจากความเสียใจ ต่อกรกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพร้อมรอยยิ้มและความพึงพอใจที่ได้รู้ว่าสิ่งที่ได้สละชีพให้จะมีความหมาย ชื่อเสียงเรียงนามจะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ โดยที่รู้ว่าจิตวิญญาณจิตใต้สำนึก และความศรัทธาของเราจะไม่มีวันถูกทำลายได้อย่างแน่นอน

เตรียมหลักทรัพย์คนละ 3 แสน

ด้าน น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความผู้ต้องหากล่าวถึงเรื่องการปล่อยชั่วคราวหากถูกยื่นฟ้องว่า ตามหลักการตามกฎหมายผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนี ไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน และก่อเหตุภยันตรายประการอื่น หรือก่อให้เกิดอุปสรรคต่อพนักงานสอบสวน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ต้องหาได้เตรียมหลักทรัพย์คนละ 3 แสนบาท ขอปล่อยชั่วคราวหากถูกฟ้องตกเป็นจำเลย จากนั้นในเวลา 11.00น. พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา นำตัวยื่นฟ้องต่อศาลอาญาในช่วงบ่าย

ศาลนัดตรวจหลักฐาน 26 เม.ย.

ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายเอกชัย, นายบุญเกื้อหนุน, นายสุรนาถ, นายชนาธิป และนายภาณุภัทร์ เป็นจำเลยที่ 1-5 ต่อศาล ศาลรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำ อ.778/2564 สอบคำให้การจำเลยทั้งหมดแล้ว จำเลยทั้งหมดแถลงให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี ศาลนัดพร้อมตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 26 เม.ย. เวลา 09.00 น.

จำเลยชุมนุมบนเส้นทางเสด็จ

สำหรับคำฟ้องใจความว่า กลุ่มคณะราษฎร 2563 ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันที่ 14 ต.ค.63 เวลาประมาณ 14.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล ตลอดเส้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนได้ตั้งเครื่องกีดขวางหลายจุด ทำให้ผู้ชุมนุมบางส่วนมีจำเลยที่ 1-5 รวมอยู่ด้วย แยกตัวออกมาจากขบวน เดินล่วงหน้าไปรวมตัวกันที่ถนนพิษณุโลก ใกล้ทำเนียบรัฐบาลเพื่อรอขบวน ขณะนั้นตลอดเส้นทางถนนพิษณุโลก ยังไม่ปิดการจราจร เนื่องจากยังต้องดำรงไว้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินตามหมายกำหนดการขบวนเสด็จของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ

อคฝ.จัดแถวอารักขา “ราชินี-องค์ที”

จำเลยทั้งห้ากับพวกจำนวนหลายร้อยคนยืนบนพื้นผิวจราจร ถนนพิษณุโลก กทม. ช่วงตั้งแต่หน้าประตู 3 ทำเนียบรัฐบาล จนถึงเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ในลักษณะกีดขวางการจราจร โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนได้จัดแถวคู่ขนานขบวนเสด็จพระราชดำเนินตลอดแนวขบวน เพื่อเป็นแนวสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้เข้ามาประชิดใกล้ขบวนเสด็จ จากนั้นตำรวจแถวหน้าได้ขยับเดินไปข้างหน้านำขบวนเสด็จให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าตามรถนำขบวน 4 คันแรกดังกล่าวไปอย่างช้าๆ

จำเลยพาผู้ชุมนุมขวางขบวน

ในทันใดนั้น จำเลยทั้งห้ากับพวกได้ร่วมกันเดินเข้าไปขวางเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน โดยช่วยกันใช้กำลังผลักดันแถวแนวหน้าตำรวจควบคุมฝูงชนที่กำลังเคลื่อนเดินหน้านำขบวนเสด็จไปยังเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ เพื่อขัดขวางไม่ให้ขบวนเสด็จสามารถเคลื่อนผ่านขึ้นสะพานชมัยมรุเชฐไปยังแยกนางเลิ้งได้ มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งการนำจำเลยที่ 2-5 กับพวก เข้าไปขัดขวางเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน โดยร่วมกันใช้กำลังผลักดันแถวหน้าตำรวจควบคุมฝูงชนไม่ให้นำขบวนเสด็จพระราชดำเนินเคลื่อนที่ขึ้นไปข้างหน้าได้

พฤติกรรมไม่บังควร ชู 3 นิ้วใส่

เมื่อจำเลยทั้งห้ากับพวกไม่สามารถต้านทานแรงผลักดันของตำรวจควบคุมฝูงชนได้ จำเลยที่ 3 สั่งการให้ผู้ชุมนุมนั่งลงบนถนนพิษณุโลก ขัดขวางเส้นทางเสด็จ ทำให้ตำรวจควบคุมฝูงชนต้องหยุดรอตำรวจมาเสริมกำลังหน้าแถว ตำรวจได้ช่วยกันดึงและผลักดันพวกของจำเลยทั้งห้าที่นั่งขวางบนถนนพิษณุโลก บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ จนจำเลยทั้งห้ากับพวกไม่สามารถต้านทานแรงผลักดันได้ ยอมถอยออกไปจากเส้นทางขบวนเสด็จ แต่ยังคงยืนอยู่บนถนน ขณะที่ขบวนเสด็จกำลังเคลื่อนผ่าน จำเลยที่ 1, 4, 5 กับพวกได้ชูสามนิ้วใส่ขบวนเสด็จอีก ขอให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันพยายามกระทำการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการให้เกิดความวุ่นวายฯ โดยจำเลยที่ 1 และ 3 เป็นหัวหน้าหรือผู้สั่งการ, กีดขวางการจราจร และกีดขวางทางสาธารณะ ตาม ป.อาญา ม.110, 215, 385 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก เหตุเกิดที่แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ ขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมาย หลังจากนี้ศาลจะนัดตรวจพยานหลักฐานต่อไป

ปล่อยตัวชั่วคราวไร้เงื่อนไข

ต่อมาเวลา 16.00 น. ที่ศาลอาญา ศาลพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ต้องหาคดีขัดขวางขบวนเสด็จ ศาลพิเคราะห์แล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว นายเอกชัย หงส์กังวาน จำเลยที่ 1 กับนายสุรนาถ แป้นประเสริฐ หรือตัน จำเลยที่ 3 ได้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์คนละ 3 แสนบาท ส่วนนายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง หรือฟรานซิส จำเลยที่ 2, นายชนาธิป ชัยชะยางกูร จำเลยที่ 4 และนายภาณุภัทร์ ไผ่เกาะ จำเลยที่ 5 ได้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์คนละ 2 แสนบาท โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใดๆ

“บุญเกื้อหนุน” ยันไม่หนีคดี

นายเอกชัยเปิดเผยหลังได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวพร้อมกับเพื่อนๆรวม 5 คนว่า เมื่อเช้าตอนออกจากบ้านทำใจไว้แล้วว่าจะไม่ได้ประกันตัว แต่ได้ประกันตัวจากศาล อาจเป็นเพราะว่าเป็นคดี ม.110 ไม่ใช่คดี ม.112 เลยเป็นเหมือนมาตรฐานใหม่ให้คดี ม.110 ขั้นต่ำจำคุก 16 ปีแล้ว มีอัตราโทษสูงกว่า ม.112 แต่เราประกันตัวได้ ตนและนายสุรนาถได้ประกันในวงเงิน 3 แสนบาท ที่เหลือคนละ 2 แสนบาท โดยไม่มีข้อแม้และเหตุผลใด มองว่าที่มีผู้ถูกคุมขังอยู่มากกว่า 10 คนในคดี ม.112 จะได้ประกันตัวโดยไม่มีข้อแม้เช่นกัน ขณะที่นายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง ระบุว่า รู้สึกยินดีที่ศาลอาญาได้อนุญาตประกันตัววันนี้ แต่การต่อสู้ยังไม่จบ เพราะยังต้องเดินทางมาที่ศาลอาญาอยู่เพื่อต่อสู้กับคำกล่าวหาที่เกิดขึ้น ยืนยันเช่นเดิมว่าไม่เป็นธรรมไม่เป็นความจริง และยังไม่ได้มองถึงข้อเท็จจริงด้วย อยากยืนยันกับทุกคนและประชาชนว่าพวกตนไม่หนี ยังยืนยันในความบริสุทธิ์ พร้อมยืนหยัดต่อสู้ในชั้นศาลต่อไป

นัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยโตโต้

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 11.00 น. ศาลอาญานัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนายปิยรัฐ จงเทพ หัวหน้าการ์ดกลุ่มวีโว่ ม็อบคณะราษฎร ผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ ซ่องโจร ฯลฯ จากการถูกตำรวจจับกุมตัวเมื่อช่วงค่ำวันที่ 6 มี.ค. 64 ที่ห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ สาขารัชโยธิน เป็นวันเดียวกับเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่ม REDEM หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขัง โดยในวันนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวนายปิยรัฐมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พร้อมทนายความ และพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน มาร่วมการไต่สวน

ทนายนำหลักฐานแถลงสู้

ทนายความนายปิยรัฐ ผู้ต้องหา ได้แถลงขอนำพยานวัตถุมาแสดงต่อศาล ประกอบด้วย คลิปไลฟ์สดเหตุการณ์ขณะถูกจับกุมบริเวณอาคารจอดรถห้างสรรพสินค้าเมเจอร์รัชโยธิน ใบเสร็จค่ารับประทานอาหารที่ระบุเวลา 17.52 น. ภาพนิ่งจากกล้องวงจรปิดที่ระบุเวลา และประเด็นพฤติการณ์การจับกุมในคำร้องฝากขังที่แจ้งว่าได้ยึดของกลางจากนายปิยรัฐ คือเสื้อคล้ายเกราะเท่านั้นที่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ขณะที่นายปิยรัฐไม่เคยถูกดำเนินคดีข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจรมาก่อน แต่ถูกดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯที่อยู่ระหว่างการสอบสวน

พงส.เบิกความจับระงับเหตุร้าย

ด้าน พ.ต.ท.พิภัสสร์ พูนลัน พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน เบิกความต่อศาลว่า การจับกุมนายปิยรัฐ เป็นการระงับเหตุร้าย เป็นไปตามการสืบสวนสอบสวนของตำรวจสันติบาล ที่ระบุว่าผู้ต้องหาเกี่ยวข้องเป็นผู้สั่งการในเหตุรุนแรงที่หน้า สน.ดินแดง เมื่อวันที่ 28 ก.พ.64 แต่ไม่ได้แนบสำเนารายงานดังกล่าวมาในบันทึกการจับกุม และได้รับรายงานพิสูจน์ของกลางว่าหลักฐานดังกล่าวเป็นยุทธภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย ส่วนการจับกุมนายปิยรัฐ ที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ฯ รัชโยธินวันดังกล่าว เป็นการจับกุมภายหลัง ต่อเนื่องกันกับการจับกุมพวกผู้ต้องหารายอื่นๆ

ศาลรอผลตรวจเสื้อเกราะ 1 เม.ย.

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าวันนี้ได้เบิกตัวพนักงานสอบสวนมาไต่สวนแล้ว 1 ปาก ขณะที่ทนายความกับพนักงานสอบสวนได้แถลงว่า หมดพยานที่จะไต่สวนเพียงเท่านี้ คงมีประเด็นขอให้พนักงานสอบสวนนำเสนอรายงานการตรวจพิสูจน์ว่าเสื้อที่นายปิยรัฐ ผู้ต้องหา สวมใส่เป็นเสื้อเกราะตามกฎหมายยุทธภัณฑ์หรือไม่ ให้นัดไต่ส่วนพยานเอกสารอีกครั้งในวันที่ 1 เม.ย. เวลา 13.30 น. ต่อไป

45 การ์ดวีโว่รับทราบ 4 ข้อหา

ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกันนั้น เมื่อเวลา 10.00 น. วันเดียวกัน กลุ่มการ์ดวีโว่ 45 คน เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน เพื่อรับทราบข้อหารวม 4 ข้อหา ประกอบด้วย ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน, ต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่เจ้าพนักงาน, มียุทธภัณฑ์ทางทหารไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ยุทธภัณฑ์ และมีวิทยุสื่อสารไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม กรณีการชุมนุมหน้าศาลอาญาเมื่อวันที่ 6 มี.ค.64 ก่อนเกิดการปะทะที่บริเวณหน้าห้างเมเจอร์รัชโยธินและที่แยกรัชโยธิน วันดังกล่าวมีการ์ดวีโว่ถูกจับกุมรวมถึงนายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ หัวหน้าการ์ดวีโว่ ถูกจับไปควบคุมตัวที่ ตชด.ภาค 1 โดยกลุ่มการ์ดขัดขวางการจับกุมของเจ้าหน้าที่ โดยวันนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดทยอยมารับทราบข้อกล่าวหามี พล.ต.ต.สุคุณ พรหมายน รอง ผบช.น. ควบคุมการสอบสวน หลังแจ้งข้อกล่าวหาเสร็จ เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวทั้งหมดไปโดยไม่ต้องใช้หลักประกัน

สมาชิกทะลุฟ้าแจ้งจับ ตร.

ต่อมาเวลา 15.00 น. ที่ สน.นางเลิ้ง นายกันฒพัฒน์ พีรกิจธิรภูวดล อายุ 25 ปี 1 ในสมาชิกกลุ่มทะลุฟ้า เข้าแจ้งความกับ พ.ต.อ.นิมิตร นูโพนทอง ผกก.สน.นางเลิ้ง และ พ.ต.ต.กฤษณ์พจน์ ชาญณรงค์ สว. (สอบสวน) สน.นางเลิ้ง ให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์และกักขังหน่วงเหนี่ยว หลังอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่แย่งกุญแจรถ และพยายามขัดขวางไม่ให้กลับบ้าน โดยก่อนนี้ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจขับรถกระบะอีซูซุ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียนตราโล่ 67550 ปาดหน้า จอดขวางหน้ารถกระบะของสมาชิกหมู่บ้านทะลุฟ้า และดึงกุญแจรถออกจากเบ้า เหตุเกิดเมื่อเวลา 22.50 น. ของวันที่ 30 มี.ค.64 ช่วงแยกนางเลิ้งมุ่งหน้าถนนพระรามที่ 6

ปาดหน้าให้จอดก่อนดึงกุญแจรถ

นายกันฒพัฒน์กล่าวถึงคืนวันเกิดเหตุว่า ได้ขนพัดลมจาก สน.นางเลิ้ง ที่ถูกยึดจากการสลายการชุมนุมหมู่บ้านทะลุฟ้ากลับบ้านย่านสมุทรปราการ โดยขับไปตามถนนพิษณุโลก เมื่อถึงแยกนางเลิ้ง มีเจ้าหน้าที่ขับรถกระบะทะเบียนตราโล่ บีบแตรให้ตนจอดรถ แต่ตนไม่จอดเพราะเป็นที่มืด เขาขับมาขวางข้างหน้ารถพอจะถอยหลังก็ถูกสกัดอีก แล้วมีตำรวจจราจรในละแวกนั้นมาคุยกับตน ก่อนตนจะลงจากรถไปคุยด้วย ทั้งนี้ ยอมรับว่าได้ใช้แผ่นเทปปิดแผ่นป้ายทะเบียนรถจริง หากจะจับกุมข้อหาตาม พ.ร.บ.จราจรก็ยอม แต่เจ้าหน้าที่ที่ขับรถกระบะ ไม่ยอมแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่จะขอดูบัตรประจำตัวตนฝ่ายเดียว ซ้ำยังถูกดึงกุญแจรถไป มองว่าเกินกว่าเหตุหรือไม่ ระหว่างนั้นได้วิดีโอคอลตามเพื่อนๆ เข้ามากดดันจนได้กุญแจคืน ส่วนเจ้าหน้าที่คนนั้นขับรถหนีไป เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

ผกก.อ้อมแอ้มให้ความเป็นธรรม

ด้าน พ.ต.อ.นิมิตรกล่าวว่า ตรวจสอบแล้วพบว่าตำรวจนายนั้นไม่ใช่ตำรวจนางเลิ้ง แต่เนื่องจากกฎหมายระบุไว้ว่าตำรวจมีอำนาจสืบสวนทั่วทั้งประเทศ จากนี้เมื่อรับแจ้งความแล้วจะสอบปากคำรวบรวมพยานหลักฐาน หากมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้มาปฏิบัติหน้าที่จะติดตามตัวตำรวจนายนี้มาสอบถามข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไรก่อนดำเนินการตาม ขั้นตอนกฎหมายต่อไป ยืนยันต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

จ่อแจ้ง 2 ข้อหาผู้ชุมนุม 30 มี.ค.

ก่อนนี้เมื่อเวลา 09.00 น. พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. เปิดเผยถึงการดูแลความเรียบร้อยการชุมนุมทางการเมืองบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ เมื่อวันที่ 30 มี.ค.64 ว่า ภาพรวมสามารถควบคุมสถานการณ์ให้เป็นไปโดยสงบ มีเหตุกระทบกระทั่งเล็กน้อยจากกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มหลังที่พยายามไม่ปฏิบัติตามคำเตือนของเจ้าหน้าที่ ต้องเจรจาขอความร่วมมือหลายครั้งจึงยอมไปอยู่ในจุดที่กำหนด ส่วนเรื่องการดำเนินคดีตามกฎหมาย ในช่วงนี้ยังมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ และตามคำสั่งระบุชัดเจนตามมาตรา 9 เรื่องการห้ามมิให้มีการชุมนุม มั่วสุม หรือทำกิจกรรมใดๆ ในสถานที่แออัด หรือกระทำการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ทำให้ต้องดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมทุกกลุ่มอย่างน้อยใน 2 ข้อหา คือ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเสี่ยงต่อการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ ส่วนจะมีบุคคลใดเข้าข่ายต้องถูกดำเนินคดีบ้าง ต้องรอผลการตรวจสอบภาพ คลิปวิดีโอก่อน นอกจากนี้ ยังมีข้อหาอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาด้วย เช่น กรณีการไม่ปฏิบัติตามประกาศ พยายามฝ่าฝืนก่อความวุ่นวายในการชุมนุม ต้องนำไปพิจารณาว่ามีกี่คนที่เข้าข่ายต้องถูกดำเนินคดี

คงกำลังคุมที่ตั้งหมู่บ้านทะลุฟ้า

พล.ต.ต.ปิยะเปิดเผยต่อว่า ส่วนความผิดฐานกีดขวางจราจร แม้ผู้ชุมนุมจะอ้างว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้นำตู้คอนเทนเนอร์ไปวางกีดขวางเอง แต่ในข้อเท็จจริง ยังมีการเปิดการจราจรบางส่วนตามปกติอยู่ อีกทั้งผู้ชุมนุมได้ลงไปทำกิจกรรมบนพื้นผิวถนน ไม่ปฏิบัติตามคำเตือนที่ประกาศให้อยู่บนทางเดินเท้า จำเป็นต้องดำเนินคดีข้อหานี้ด้วย สำหรับการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่สำคัญทางราชการนั้น หลังยุติชุมนุมเมื่อวานนี้ ในเวลา 22.00 น. ได้ให้เคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์บนสะพานชมัยมรุเชฐออก เพื่อเปิดการจราจรกลับมาเป็นปกติ แต่บริเวณข้างคลองผดุงกรุงเกษม ที่ผู้ชุมนุมเคยใช้เป็นสถานที่ตั้งหมู่บ้านทะลุฟ้า ยังคงให้เจ้าหน้าที่ไปดูแลความสงบเรียบร้อย จนกว่าสถานการณ์ข่าวจะเชื่อได้ว่าไม่มีเหตุความวุ่นวาย

REDEM จ่อเคลื่อนไหวครั้งใหม่

วันเดียวกัน มีรายงานว่า กลุ่มรีสตาร์ตเดโมเครซี หรือ REDEM ได้ประกาศแนวทางการเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของกลุ่มผ่านเพจ “เยาวชนปลดแอก” ว่า แม้จะเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่มีแกนนำปราศรัย แต่การเคลื่อนไหวของ REDEM มีทีมงานพร้อมช่วยเหลือและจัดการการชุมนุม ในการชุมนุมของ REDEM 2 ใน 3 ครั้งที่ผ่านมาพบว่าหากเป็นชุมนุมในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับใจกลางปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบัน การชุมนุมนั้นจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรงเกินกว่าเหตุ ขัดต่อหลักสากลอย่างสิ้นเชิง รวมถึงการดักทำร้ายผู้ชุมนุม REDEM จากกลุ่มปกป้องสถาบันฯ

ปรับปรุงแก้ไขวางแนวปฏิบัติ 3 ข้อ

ทีมงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้นำข้อบกพร่องและข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากปัญหาข้างต้นไปปรับปรุงแก้ไขในการเคลื่อนไหวของ REDEM นำมาสู่แนวปฏิบัติ 3 ข้อ ดังนี้ 1.การต่อสู้ที่ไม่เน้นตัวบุคคล การเคลื่อนไหวในรูปแบบ Restart Democracy หรือ REDEM เป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวที่มวลชนเป็นเจ้าของร่วมกันภายใต้เงื่อนไขของการไม่มีแกนนำ แต่มีการจัดการจากทีมงานที่อยู่หน้างาน รวมถึงการประสานการเคลื่อนไหวกับผู้ชุมนุมผ่าน Telegram และ Facebook

ยังคงยืนยัน 3 ข้อเรียกร้อง

2.หลีกเลี่ยงความรุนแรง แต่พร้อมปกป้องตนเองและผู้ชุมนุมคนอื่นหากเกิดอันตราย เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงโดยไม่จำเป็นและการฉวยโอกาสใช้ความรุนแรงจากรัฐ การชุมนุมของ REDEM จะไม่มีการใช้ความรุนแรง อย่างไรก็ตาม เราไม่ปิดโอกาสที่จะปกป้องตนเองและมวลชนจากการใช้ความรุนแรงโดยฝ่ายรัฐ และ 3.REDEM ยืนยัน 3 ข้อเรียกร้อง คือ 1.จำกัดอำนาจสถาบันกษัตริย์ 2.ขับไล่ทหารออกจากการเมือง และ 3.ทำลายทุนผูกขาด ลดความเหลื่อมล้ำด้วยรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า นอกจากนี้ กลุ่ม REDEM ยังประกาศหาแนวร่วมการต่อสู้และร่วมโหวตการนัดหมายการชุมนุมครั้งใหม่ทางเทเลแกรมของกลุ่ม REDEM

“สิระ” บอกหัวโจกอยู่คุกสบาย

ที่รัฐสภา นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ประธานคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน (กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค. กมธ.ฯเข้าไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อดูความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังมีความแออัด และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ได้พูดคุยสอบถามความเป็นอยู่กับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน นายจตุภัทร์บอกว่าอยู่สบายดี หน้าตาแจ่มใสกว่าอยู่ด้านนอกด้วยซ้ำ กรมราชทัณฑ์ให้แยกอยู่ ไม่ได้อยู่รวมกับผู้ต้องหาคนอื่น มีบริการซักผ้า ส่งข้าวส่งอาหารอย่างดี มีห้องอาบน้ำ ไม่ต้องปะปนคนอื่น เป็นที่ประจักษ์ว่าไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ประชาชนไม่ต้องกังวล ผู้ต้องขังในคดีการเมืองอยู่สบายและปลอดภัย แต่ไม่ได้พูดคุยกับนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน เพราะไฟดับพอดี ส่วนการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กของแกนนำกลุ่มราษฎรถึงการถูกปฏิบัติไม่ดีในเรือนจำนั้น การโพสต์หรือการติดต่อภายนอกไม่สามารถทำได้ มีพวกบิดเบือนสร้างสถานการณ์ คนที่อยู่ภายนอกไม่ต้องเรียกร้องปล่อยเพื่อนกู

“โรม”แฉราชทัณฑ์กังวล “กวิ้น”

ด้านนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กมธ.กฎหมายฯ สภาฯ กล่าวว่า ร่วมติดตามไปพร้อม กมธ.ฯ ได้พบกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ส่วนคนอื่นได้เพียงแค่โบกมือทักทาย พูดคุยกับนายจตุภัทร์ ผ่านวิดีโอคอลประมาณ 1 นาที สอบถามความเป็นอยู่ อาหารการกิน ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานเรือนจำ ส่วนประเด็นการตรวจโควิด-19 รอบค่ำ คงไม่มีแล้ว เพราะอาจเป็นการละเมิดสิทธิ์ ทั้งนี้ กรณีนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน กรมราชทัณฑ์ยอมรับว่ากังวล เพราะร่างกายอ่อนแอจริง เมื่อยังไม่ได้รับการประกันตัว กรมราชทัณฑ์ก็ดูแล มองว่าแกนนำทั้งหมดควรได้รับการประกันตัว เพราะไม่ได้หลบหนี ไม่ได้ลี้ภัย การที่เขาไม่ได้รับการประกันตัวจนสุดท้ายรับสารภาพตามกระบวนการที่ทำให้เขาต้องยอมจำนน

เล็งเชิญตัวแทนศาลฎีกาแจง

นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า สืบเนื่องจากที่มีการพูดคุยกันอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ ว่าประธานศาลฎีกาถูกตั้งคำถามในที่ประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกา ว่าเหตุใดถึงไม่อนุญาตให้ประกันตัว แกนนำราษฎร ปรากฏว่ามีการพูดถึงบุคคลภายนอก ต่อมาโฆษกของศาลยุติธรรมแถลงปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง แต่การชี้แจงไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพียงพอ จึงเสนอเรื่องนี้ต่อ กมธ.กฎหมายฯ เพื่อให้เชิญผู้พิพากษา ประธานศาลฎีกา หรือตัวแทนมาชี้แจง เบื้องต้นท่าทีโดยรวมของ กมธ.ฯไม่มีใครปฏิเสธ แต่ยังไม่มีมติว่าจะรับหรือไม่รับ ในการประชุมในวันที่ 1 เม.ย. จะทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึง กมธ.กฎหมายให้ดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัด เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นการตั้งคำถามต่อความอิสระของศาล

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

REDEMศาลให้ประกันเอกชัย หงส์กังวานบุญเกื้อหนุน เป้าทองพูนสุข พูนสุขเจริญขบวนเสด็จข่าวหน้า1ข่าววันนี้

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564 เวลา 08:10 น.