ไลฟ์สไตล์
100 year

ไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ม็อบราษฎรนัด 8 พ.ย.

ไทยรัฐฉบับพิมพ์6 พ.ย. 2563 05:25 น.
SHARE

“กลุ่มราษฎร” นัดชุมนุมใหญ่ 8 พ.ย. สตาร์ตอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก่อนเคลื่อนพลยื่นจดหมาย 3 ข้อเรียกร้องถึงเบื้องสูง “ชวน” ไม่ง้อม็อบเมินร่วมวงสมานฉันท์ ลุยต่อจ่อขอความเห็นประธานองคมนตรี “วิษณุ” ขออย่าเพิ่งติเรือทั้งโกลน เน้นต้องจับเข่าคุยคู่ขัดแย้งตัวจริง และคนอยู่เบื้องหลัง นายกฯย้ำ นศ.วปอ. ดรีมทีมคนรุ่นใหม่ต้องมีวิสัยทัศน์ “เจ๊หน่อย” เสนอออกเป็น พ.ร.ก.ให้อำนาจชุดสมานฉันท์ “วิโรจน์” ดักคอต้องไม่ใช่แค่นั่งร้าน ชี้คนรู้ทันแผนชั่วขนม็อบชนม็อบ ปชป.ขอทุกฝ่ายอย่ารีบปิดโอกาส แกนนำกลุ่มราษฎรพาเหรดเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก

“ธนาธร-ปิยบุตร-ช่อ” โดน ม.116 หลายกรรมหลายวาระ บช.น.แจงยอดจับกุมม็อบ 140 คดี ใน 26 จังหวัด ยอมรับคดี “ตาร์” หายตัวไม่คืบ ภาคี นศ.ศาลายาลั่นไม่ลดเพดาน 3 ข้อเดิมตามที่กลุ่มราษฎรปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเป็นกรรมการสมานฉันท์ เพราะมองว่าเป็นแค่เกมยื้อเวลาของฝ่ายรัฐบาล ล่าสุดแกนนำกลุ่มราษฎรประกาศนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 8 พ.ย. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมประกาศให้มวลชนทุกคนเขียนจดหมายยืนยันใน 3 ข้อเรียกร้องเดิม เพื่อนำพาประเทศหลุดพ้นจากวิกฤตินี้

ข่าวแนะนำ

“ราษฎร” นัดเคลื่อนพลใหญ่ 8 พ.ย.

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 5 พ.ย. เครือข่ายม็อบราษฎรแจ้งนัดหมายการชุมนุมผ่านเฟซบุ๊กเพจเยาวชนปลดแอก ระบุว่า “เราจะชนะได้รึเปล่า? เราจะเดินไปสู่จุดไหน เราจะทำให้จบในรุ่นเราได้จริงหรือไม่ คำถามเหล่านี้ไม่มีใครสามารถตอบได้ แต่สิ่งเดียวที่เราตอบได้คือถ้าทุกคนออกมาให้ได้มากที่สุด เราได้ขับเคลื่อนกงล้อแห่งประวัติศาสตร์นี้ไปข้างหน้าร่วมกันแล้ว ไม่มีอะไรมาประกันความสำเร็จ แต่สิ่งเดียวที่ช่วยยืนยันว่าแสงสว่างของประชาชนอยู่ไม่ไกล คือ การออกมาของประชาชนหลายล้านคนทั่วประเทศ เป็นเวลากว่า 4 เดือนนับแต่มีการเริ่มออกมาประท้วงบนท้องถนน ออกมาร่วมกันให้แสงสว่างนั้นขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม 8 พ.ย.นี้! เวลา 16.00 น. ออกมาร่วมกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก่อนเตรียมเดินขบวน เขียนจดหมายของทุกคน เพื่อเตรียมยื่นถึงกษัตริย์ของเรา ขอทุกคนจงออกมาร่วมกันยืนยันว่าประเทศนี้ดีกว่านี้ได้ร่วมกันยืนยันใน 3 ข้อเรียกร้อง 1.ประยุทธ์และองคาพยพต้องออกไป! 2.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จากประชาชน 3.ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้กลับมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ในประเทศไทยได้อย่างสง่างาม นี่ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือหนทางเดียวที่จะนำพาประเทศหลุดพ้นวิกฤตินี้ได้!”

“ชวน” ไม่ง้อม็อบเมินร่วมวง

ก่อนหน้านี้ช่วงเช้าที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา กล่าวถึงกรณีกลุ่มราษฎรประกาศไม่เข้าร่วมคณะกรรมการสมานฉันท์ ว่า คณะกรรมการฯยังไม่ได้ตั้งขึ้นมา ขณะนี้กำลังติดต่อผู้ใหญ่เพื่อขอรับฟังความคิดเห็นในฐานะผู้มีประสบการณ์ เรื่องนี้เป็นการส่งลูกมาจากทางรัฐบาล ถ้าปฏิเสธไม่รับก็เหมือนมองข้ามความสำคัญการแก้ไข ไม่มีอะไรแก้ได้ทั้งร้อย แต่ถ้าลดลงมาได้ก็เป็นประโยชน์ ผู้ใหญ่ที่คุยด้วยไม่ได้หมายความว่าจะมาเป็นกรรมการ แต่คนเหล่านั้นเห็นด้วยกับการหาแนวทางการแก้ปัญหาบ้านเมือง รายละเอียดต้องหารือกันอีกครั้ง เมื่อถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่คณะกรรมการชุดนี้ต้องมีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามานั่งด้วย นายชวนตอบว่า ต้องเอาความสมัครใจ เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ประธานสภาฯจะไปพบกับกลุ่มเยาวชนให้มาร่วมกระบวนการสมานฉันท์ นายชวนตอบว่า ใครที่เต็มใจจะไปคุยด้วย แต่ถ้ามีคณะกรรมการแล้ว เป็นหน้าที่คณะกรรมการ ตนมีหน้าที่แค่ดูว่าใช้รูปแบบใด เราตั้งใจเอาคนที่ตั้งใจจะเห็นการปรองดอง แต่ใครที่ยื่นคำขาดมาก็เรื่องของเขา บอกเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าไปแล้วว่า ให้แยกระหว่างเรื่องการชุมนุมกับเรื่องอนาคต

จ่อขอความเห็น ปธ.องคมนตรี

นายชวนกล่าวต่อว่า ส่วนการหารือกับอดีตนายกฯนั้น ยังติดต่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯไม่ได้ ตั้งใจจะพูดกับทุกคน รวมถึงจะไปกราบเรียนประธานองคมนตรี ในฐานะเป็นผู้ใหญ่และเป็นนายกฯเช่นกัน แต่สำหรับนายธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกฯ ต้องดูก่อนว่าสุขภาพไหวหรือไม่ จะลองสอบถามดู เพราะรู้จักกับครอบครัวท่าน การเดินสายขอความคิดเห็นไม่ได้เจาะจงเฉพาะอดีตนายกฯ ตั้งใจจะคุยกับอดีตประธานสภาฯด้วย พยายามประสานกับบุคคลหลายฝ่าย ตั้งใจเอาคนที่ประสงค์มองการแก้ไขในวันข้างหน้าร่วมกัน ไม่ใช่เอามาทะเลาะกัน เมื่อถามว่าการไปหารือกับประธานองคมนตรีแสดงว่าจะหารือเรื่องสถาบันด้วยหรือไม่ นายชวนตอบว่าไม่มี แค่หารือในฐานะอดีตนายกฯคนหนึ่ง ส่วนตัวได้โทรศัพท์ไปขออภัยต่อบุคคลที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ที่พูดต่อว่าอดีตนายกฯ ตนไม่ได้ตั้งใจประกาศชื่อพวกท่าน เพื่อให้คนเอาชื่อมาพูดในทำนองไม่เหมาะสม

“บิ๊กป้อม” หวังสักวันคงยอมรับ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงท่าทีกลุ่มราษฎรไม่ร่วมวงคณะกรรมการสมานฉันท์ ว่า เป็นเรื่องของสภาฯที่จะเดินหน้าต่อไป คิดว่าไม่กระทบอะไร เมื่อถามว่าทางรัฐบาลยังคงสนับสนุนแนวทางการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เป็นเรื่องของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เมื่อถามอีกว่าคิดว่ายังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ใช่หรือไม่ แม้กลุ่มผู้ชุมนุมจะไม่ยอมรับ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “ไม่เดินหน้าแล้วจะไปไหน คงต้องเดินหน้าต่อไป รอเวลาว่าเขาคงยอมรับสักวัน” เมื่อถามว่าตามที่นายชวนเตรียมทาบทามอดีตนายกฯ 4 คน มาร่วมเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์ มีความเหมาะสมหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “ไม่ทราบ ผมไม่ทราบ แล้วแต่พวกคุณจะคิดอย่างไร จะมาเกี่ยวอะไรกับผมล่ะ”

“วิษณุ” ขออย่าติเรือทั้งโกลน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่กลุ่มราษฎรปฏิเสธไม่เข้าร่วมคณะกรรมการสมานฉันท์ เพราะมองว่าเป็นแค่การซื้อเวลาของรัฐบาลนั้น ได้แต่เอาใจช่วย ถ้าคลอดไม่ได้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ขอให้ประธานรัฐสภาทำของท่านไป ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆจะลุกขึ้นฟิตจัดมาทำเอง แต่เป็นในสภาเป็นคนโยนไปให้ท่าน โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ อย่าเพิ่งไปพูดอะไรตอนนี้ ปล่อยให้เขาพยายามทำกัน อาจได้ผลขั้นต้นก็ได้ คือให้มีตัวบุคคลเข้ามานั่งพูดคุยกัน ส่วนขั้นที่สองคือมีข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการชุดนี้ ปล่อยให้เขาทำงาน อย่าเพิ่งติเรือทั้งโกลน ลุกขึ้นตีปี๊บ ถ้าลุกขึ้นแห่กันหรือโห่กันว่าไม่สำเร็จ ถ้าเป็นนายชวนตนก็ไม่อยากทำเหมือนกัน ต้องเริ่มต้นว่าใครขัดแย้งกับใคร เหมือนที่นายกฯบ่นมาก่อนหน้านี้ ว่าท่านอยากเชิญมาคุยแต่ไม่รู้จะเชิญใคร เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าเชิญนาย ก. แล้วนาย ข.นาย ค. ไม่มา แล้วนาย ก.ก็กลับไปพูดอะไรกับ นาย ข. นาย ค.ไม่ได้ จะพูดกับคนที่อยู่เบื้องหน้าหรือที่อยู่เบื้องหลังก็ไม่รู้ แล้วถ้าไม่เอาผู้อยู่เบื้องหลังมาคุยด้วย เอาแต่เบื้องหน้ามาแล้วจะได้อะไร
ต้องลงไปดูที่สาเหตุ

นายกฯย้ำแผน วปอ.ทำได้จริง

ที่หอประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวบรรยายหัวข้อ “บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมืองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ” ระหว่างเป็นประธานเปิดหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 63 มีนักศึกษา 285 คนเข้าร่วม ว่า เราเป็นคนรุ่นใหม่เป็นดรีมทีมที่จะเดินหน้าไปด้วยกัน ต้องมีวิสัยทัศน์ทำให้ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อยากให้เข้าใจบริบทโลกปัจจุบันให้ลึกซึ้ง ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังการตัดสินใจไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศและอาเซียน ภาวะโลกที่ผันผวนภัยพิบัติรุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และโรคติดต่ออุบัติใหม่ระบาด เช่น โควิด-19 เป็นความท้าทายความมั่นคงแบบองค์รวมเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นแนวทางป้องกันแก้ไขต้องเป็นแผนที่ปฏิบัติได้จริง น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ และประเทศไทยจะยังคงยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

พท.รอดูหน้าตา กก.สมานฉันท์

ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ท่าทีพรรคเพื่อไทยต่อการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ ยอมรับว่ามีประโยชน์ แต่ขอดูว่า รูปแบบที่ชัดเจนก่อน เพราะรูปแบบที่ประธานสภาฯพูดยังไม่สมบูรณ์ บอกเพียงว่าจะเชิญอดีตนายกฯเข้าร่วมเท่านั้น ส่วนอื่นยังไม่พูดถึง พรรคขอรอดูรูปแบบที่ชัดเจนก่อน จากนั้นจะนำมาหารือทั้งภายในพรรค และในพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อพิจารณาว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ แต่ที่ผ่านมาการดำเนินการลักษณะนี้ยังไม่เคยแก้ปัญหาได้จริง และเงื่อนไขที่ให้นายกฯลาออก ยังเป็นประเด็นที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ จึงอยากได้รับคำตอบตรงนั้นก่อนตัดสินใจ และที่กลุ่มราษฎรประกาศไม่เข้าร่วมก็ถือเป็นประเด็นปัญหาหนึ่งเพราะคู่ขัดแย้งคือนายกฯกับผู้ชุมนุม เมื่อผู้ชุมนุมไม่เข้าร่วมจะทำให้การเจรจาเดินหน้าไปลำบาก

“เจ๊หน่อย” เสนอออกเป็น พ.ร.ก.

ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ต้องแสดงความจริงใจหากจะตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ ต้องออกเป็น พ.ร.ก. โดยนำหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ที่ทั่วโลกใช้มาเป็นหลักการและแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้ทุกฝ่ายไว้วางใจกันในการพูดคุยแสวงหาทางออกให้ประเทศ และนำข้อเสนอที่เห็นพ้องกันแล้วไปสู่การปฏิบัติจริง โดยเสนอให้รัฐบาลออกกฎหมายที่มีหลักการสำคัญ ประกอบด้วย (1) ให้พักการดำเนินคดีแก่ผู้ชุมนุมทางการเมืองไว้เป็นการชั่วคราวในระหว่างการพูดคุย หากผู้ชุมนุมถูกควบคุมตัวให้ปล่อยตัว เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้เข้าสู่เวทีเจรจา (2) ให้ผู้ที่พูดคุยเจรจาในเวทีที่รัฐสภาตั้งขึ้น ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองไม่ถูกฟ้องทั้งในทางแพ่งหรือทางอาญา (3) ให้นำข้อเสนอของที่ประชุมเข้าพิจารณาในที่ประชุมรัฐสภา หากที่ประชุมเห็นด้วยในประเด็นใด ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ หากไม่ปฏิบัติให้เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ แบบนี้เชื่อว่าทุกฝ่ายจะเข้าสู่เวทีพูดคุยโดยไม่มีข้อรังเกียจ อีกประเด็นที่สำคัญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่นายกฯและ ส.ว.ต้องแสดงความจริงใจ และรับผิดชอบต่อปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจที่ท่านสร้างขึ้น ด้วยการนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 7 ร่าง มาพิจารณาในรัฐสภาให้เสร็จทั้ง 3 วาระ ภายในต้นเดือน ธ.ค. จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ควรเสียสละลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้วิกฤติความขัดแย้งของชาติที่มีตัว พล.อ.ประยุทธ์เป็นศูนย์กลางยุติลง

ชุดสมานฉันท์ต้องไม่ใช่นั่งร้าน

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า คณะกรรมการสมานฉันท์ต้องเป็นอิสระ ไม่เป็นนั่งร้านให้ พล.อ.ประยุทธ์อ้างเพื่อดำรงตำแหน่งอีกต่อไป ท่าทีของพรรคยังไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ “ไม่นานนี้หรอกระเบิดที่ชนวนกำลังวิ่ง คือปัญหาปากท้อง หนี้สาธารณะ หนี้เอ็นพีแอล ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ภัยแล้ง เขายังไม่ได้เจอม็อบเกษตรกร ม็อบแรงงาน ม็อบปากท้อง เชื่อว่า coming soon กำลังจะมาแน่นอน คือนรกของจริงที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีสติปัญญาจะแก้ไข ถ้าต่อยครบยกก็แพ้น็อก วันนี้มองพี่เลี้ยง มอง พล.อ.ประวิตร (วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ) ว่าจะโยนผ้าหรือเปล่า ประชาชนทั้งในรุ่นนี้รุ่นหน้าต้องจำเป็นบทเรียน อย่าไปเชื่อว่าโจรจะมาบริหารประเทศได้ อย่าเชื่อว่าเอาดอกไม้ไปเสียบปลายกระบอกปืนแล้ว หวังให้คณะกบฏที่ก่อการรัฐประหารจะมาพัฒนาประเทศให้ดีขึ้น”

คนรู้ทันแผนชั่วขนม็อบชนม็อบ

นายวิโรจน์กล่าวว่า วันนี้คนที่ใช้คำปฏิรูปฟุ่มเฟือย หรือโหนคำว่าปฏิรูปมาก่อน กลับพยายามใช้วาทกรรมทำลายคำว่าปฏิรูปเสียเอง ว่าปฏิรูปเท่ากับล้มล้าง การพูดคุยเท่านั้นจะทำให้เราหาทางออกได้ไม่ใช่ว่าเกณฑ์ม็อบมาชนม็อบ ต้องเข้าใจว่าคนที่ใส่เสื้อเหลืองจริงๆก็มี วันนี้คนที่รักในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่ไม่พึงพอใจการกินรวบอำนาจสูบกินประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์นั้นมี เชื่อว่าเยอะด้วย ดีใจที่วันนี้กลุ่มผู้ชุมนุมยอมรับการมีอยู่ของคนที่ใส่เสื้อเหลือง แล้วขึ้นเวทีพูดคุยด้วยกัน การโอบรับความแตกต่างหลากหลายเป็นสัญญาณที่ดีของสังคมนี้ แต่เป็นสัญญาณที่ไม่ดีกับ พล.อ.ประยุทธ์ เท่ากับว่าแผนการร้ายที่จะเอาเสื้อเหลืองมาเป็นเกราะคุ้มกันตัวเอง กำลังถูกประชาชนรู้ทันและทำลายแผนชั่วร้ายนี้แล้ว

ปชป.ขอทุกฝ่ายอย่าปิดโอกาส

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค และประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีกลุ่มราษฎรประกาศจุดยืนไม่ร่วมคณะกรรมการสมานฉันท์ ถือเป็นสิทธิ แต่คณะกรรมการชุดนี้ยังไม่เกิด จึงยังไม่อยากให้ปฏิเสธช่องทางการมีเวทีพูดคุย หันหน้าเข้าหากันเพื่อแสวงหาทางออกร่วมกัน ยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง แต่การปฏิเสธเวทีเจรจาทำให้แต่ละฝ่ายเพิ่มแรงเผชิญหน้ากันมากยิ่งขึ้น และอาจทำให้ประเทศเดินหน้าสู่สภาวะอันตราย ขอให้แต่ละฝ่ายคิดทบทวน การแสวงหาทางออกให้ประเทศอาจมีหลายช่องทาง การใช้เวทีรัฐสภาที่มีประธานรัฐสภาเป็นผู้นำที่หลายฝ่ายให้การยอมรับ เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่พอจะทำประโยชน์ ดีกว่าปล่อยให้สถานการณ์เดินไปจนถึงทางตันทุกฝ่ายจึงควรช่วยกันหาทางออกให้ประเทศ

อย่าชิงตั้งกำแพงยังมีทางพูดคุย

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทุกฝ่ายควรตั้งต้นคิดหาทางออกให้ประเทศ ถ้าคิดแต่เพื่อประโยชน์ฝ่ายตน ไม่มีทางที่จะเกิดสมานฉันท์ การที่ประธานสภาฯมีแนวคิดจะให้อดีตนายกฯ อดีตประธานสภาฯ มาร่วมหารือ ถือเป็นเรื่องที่ดี ไม่อยากตั้งกำแพงแล้ววิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง การสมานฉันท์ควรเริ่มต้นจากการช่วยกันคิดที่ดี ลดการใช้วาจาที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง สำหรับกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศเจตนาชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมนั้น ยังเชื่อว่าหากเห็นโครงสร้างและรูปแบบของกรรมการชุดนี้ และหากได้มีโอกาสพบปะเจรจาพูดคุยกัน อาจเข้ามาร่วมก็เป็นได้

ผบ.ตร.–ผบช.น.เท กมธ.ตำรวจ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ตามที่คณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานฯ ทำหนังสือเชิญ ผบ.ตร. ผบช.น. เข้าชี้แจงมาตรการการรักษาความปลอดภัยและควบคุมผู้ชุมนุม ในวันที่ 5 พ.ย. แต่ปรากฏว่าพอถึงเวลาได้มีตัวแทนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ บช.น. ได้แจ้งขอเลื่อนการเข้าชี้แจง นายนิโรธกล่าวว่า เพิ่งทราบว่าหนังสือเชิญของ กมธ.ตำรวจ เพิ่งถึงหน่วยงานทั้ง สตช. และ บช.น. เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ดังนั้น ทางตัวแทนทั้ง 2 หน่วยงานชี้แจงว่าจะขอเลื่อนการชี้แจง เป็นวันที่ 12 พ.ย.เวลา 10.00 น. เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ประกอบกับแผนงานต่างๆของหน่วยงานทั้งสองต้องมีความรัดกุมรอบคอบ ตนเข้าใจในการขอเลื่อนการชี้แจงดังกล่าว

โฆษกลั่น “บิ๊กปั๊ด” ต้องมาแจงเอง

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย โฆษก กมธ.ตำรวจ แถลงว่า สตช.มีหนังสือแจ้งมาว่าเป็นการเชิญในระยะกระชั้นชิด ไม่สามารถเตรียมเอกสารได้ทัน กมธ.จึงเรียกร้องให้ สตช.ให้ความสำคัญต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยจะเชิญเข้ามาชี้แจงอีกครั้งวันที่ 12 พ.ย.นี้ พร้อมตั้งคำถาม 7 ข้อให้ สตช.ชี้แจง คือ 1.การปฏิบัติตามกฎหมายต่อการชุมนุมสาธารณะ 2.การดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ชุมนุม 3.ขั้นตอนและมาตรการสลายชุมนุม การใช้สารเคมีผสมน้ำฉีดพ่น และการดำเนินการหากผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ 4.การดำเนินคดีกรณีผู้ต้องหามีหมายจับในหลายคดีและต่างท้องที่ 5.มาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยกรณีมีการเผชิญหน้าของผู้เห็นต่าง 6.การควบคุมการชุมนุมระหว่างมีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 7.สิทธิและสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ยืนยันว่า กมธ.ตำรวจ จะไม่แสดงละครตบตาประชาชนเพียงเพื่อฟอกขาวให้กับองค์กรใด และย้ำว่าวันที่ 12 พ.ย.นี้ ผบ.ตร.ต้องมาชี้แจงด้วยตัวเอง

นศ.โร่ร้อง ส.ส.ถูกคุกคามหนัก

ที่รัฐสภา นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา และนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ รับหนังสือร้องเรียนจากนายอับดุลเลาะ สิเดะ ตัวแทนนักศึกษา กรณีถูกตำรวจคุกคามจากการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองที่จัดขึ้นโดยกลุ่มนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ใน กทม. เป็นการเข้าร่วมกิจกรรมแสดงความคิดเห็นอย่างสงบภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่มีตำรวจไปที่บ้านพักของนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม และสอบถามข้อมูลส่วนตัวจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ และเพื่อนบ้าน พร้อมทั้งอ้างว่าจะเชิญตัวไปสอบปากคำโดยไม่มีหมายศาล การกระทำนี้เข้าข่ายมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐหยุดคุกคามต่อความปลอดภัย และสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของนักศึกษา นายซูการ์โน มะทา กล่าวว่า จะนำเรื่องนี้ให้ฝ่ายกฎหมายพรรคทำหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำการดังกล่าว และจะเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม กมธ.กฎหมาย เพื่อพิจารณาต่อไป

แกนนำ end game หวิดถูกอุ้ม

เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 4 พ.ย.ที่ สน.ลาดกระบัง นายณัฐวุฒิ สมบูรณ์ทรัพย์ แกนนำกลุ่ม All People end game เข้าแจ้งความกับ พ.ต.อ.อดิศักดิ์ ชูพันธ์ ผกก.สน.ลาดกระบัง ถูกชายฉกรรจ์ปริศนาเข้าล็อกคอพยายามทำร้ายร่างกาย นายณัฐวุฒิเผยว่า ขณะเดินทางกลับที่พักย่านถนนร่มเกล้า เขตลาดกระบัง มีชายฉกรรจ์ 2 คน รูปพรรณสัณฐานคล้ายตำรวจ-ทหาร ใส่เสื้อผ้าสีทึบ สวมหมวกแก๊ปสีดำ สวมแมสก์ปิดบังใบหน้า ปรี่เข้ามาหาจากด้านหลังใช้มือกระชากตัวแล้วล็อกคอ ระหว่างนั้นมีผู้หญิงผ่านมาเห็นเหตุการณ์ตะโกนถามว่า “จะทำอะไรกัน” ชายทั้งสองตกใจรีบหลบหนี จึงกลับที่พักไปตั้งสติก่อนเข้าแจ้งความ ระหว่างแจ้งความเจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายจับศาลอาญามีนบุรี ข้อหาผิด พ.ร.บ.ชุมนุมฯ กรณีปราศรัยที่แยกกิ่งแก้ว เมื่อวันที่ 18 ต.ค. และหมายเรียกข้อหาผิด พ.ร.บ.ชุมนุมฯ และ ป.อาญามาตรา 116 ที่แยกกิ่งแก้ววันที่ 24 ต.ค. ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาจะให้การในชั้นศาล

“มายด์” มอบตัว สน.ทุ่งมหาเมฆ

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์ แกนนำกลุ่มมหานครประชาธิปไตย พร้อมนายศุภณัฐ บุญสด ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เข้าพบ พ.ต.อ.พิทักษ์ สุทธิกุล รอง ผบก.อคฝ. รรท.ผกก.สน.ทุ่งมหาเมฆ ตามหมายเรียกกรณีร่วมชุมนุมกับกลุ่มราษฎร ที่หน้าสถานทูตเยอรมนี วันที่ 26 ต.ค. ตาม ป.อาญามาตรา 116 โดยมี พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. ร่วมสอบปากคำ ใช้เวลา 3 ชั่วโมง น.ส.ภัสราวลีให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา พิมพ์ลายนิ้วมือ และให้ปล่อยตัวชั่วคราวไม่ต้องวางหลักทรัพย์ประกันตัว นัดฟังส่งฟ้องคดีหรือไม่ในวันที่ 8 ธ.ค. ต่อมานายกรกช แสงเย็นพันธ์ (ปอ) นายชนินทร์ วงษ์ศรี นายชลธิศ โชติสวัสดิ์ น.ส.เบนจา อะปัญ และนายวัชรากร ไชยแก้ว ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกในคดีเดียวกัน

เดินหน้าสู้รู้เกมตัดกำลังม็อบ

น.ส.ภัสราวลีกล่าวว่า ตอนนี้มีคดีความทั้งหมด 4 คดี เป็นหมายจับ 1 คดี มารายงานตัวตามขั้นตอนกฎหมาย เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำตามกระบวนการกฎหมายเช่นกัน ไม่มีความกังวลใจ รู้ว่านี่เป็นเกมของรัฐบาลที่ต้องการตัดความสำคัญของเรา ยืนยันจะเดินหน้าเรียกร้องกันต่อไป

ศปปส.จี้จับม็อบหมิ่นสถาบัน

ที่ สน.ท่าพระ นายอานนท์ กิ่งแก้ว แกนนำกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศ.ป.ป. ส.) นายมหัศจักร โสดี ทนายความและสมาชิกกว่า 20 คน เข้าพบ พ.ต.อ.ปรีชา เพ็งเภา ผกก.สน.ท่าพระ ร้องทุกข์กล่าวโทษกลุ่มราษฎร ที่แยกท่าพระ 2 พ.ย.เนื่องจากพบว่ามีผู้ชุมนุมบางส่วนแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยการแต่งกายเลียนแบบ เดินแฟชั่นล้อเลียนหมิ่นสถาบันฯ มีการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งภาพนิ่งและคลิปจากสื่อต่างๆยื่นประกอบ ส่วนที่กลุ่มราษฎรจะชุมนุมใหญ่วันที่ 8 พ.ย.นั้น ศ.ป.ป.ส.ยืนยันยังไม่มีแผนการระดมคนจัดชุมนุมในวันเดียวกันเพื่อเผชิญหน้า ไม่มีนโยบายชุมนุมม็อบชนม็อบ แต่วันที่ 9 พ.ย. จะนัดรวมตัวกันครั้งใหญ่ที่ ม.รามคำแหง

“เอกชัย” แจ้งจับ ผบ.ตร.–ผบช.น.

ที่ สน.ลาดพร้าว นายเอกชัย หงส์กังวาน แนวร่วมกลุ่มราษฎร เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.สำรวย แสน-สมรอง รอง ผกก. (สอบสวน) สน.ลาดพร้าว ให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. กรณีการจัดเส้นทางขบวนเสด็จฯชนกับการชุมนุม หน้าทำเนียบรัฐบาล วันที่ 14 ต.ค. โดยไม่แจ้งผู้ชุมนุมล่วงหน้า เอาผิดตาม ป.อาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

นครบาลแจงยอดจับกุมม็อบ

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. แถลงว่า ในห้วงที่ผ่านมา บช.น.จับกุมผู้ต้องหาคดีเกี่ยวกับความมั่นคงและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องไปแล้ว 85 ราย เป็นผู้ต้องหา 79 คน ข้อหาสำคัญ คือข้อหามั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, กระทำผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 68 ราย, ความผิดประทุษร้ายตามมาตรา 110 จำนวน 3 ราย, กระทำผิดตามมาตรา 116 จำนวน 13 ราย และความผิดพ.ร.บ.เปรียบเทียบปรับ เช่น พ.ร.บ.ความสะอาด หรือ พ.ร.บ.อื่นๆ 2 ราย ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า นับแต่กลางเดือนก.ค. มีการรวมตัวชุมนุมกันของกลุ่มต่างๆ มีการกระทำผิดกฎหมายภาพรวมทั่วประเทศ 140 คดี ใน 26 จังหวัดทั่วประเทศ

ยอมรับคดี “ต้าร์” หายตัวไม่คืบ

ผู้สื่อข่าวถามถึงคดีของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ หรือต้าร์ ผู้ลี้ภัยทางการเมือง ที่หายตัวไปในประเทศกัมพูชา พ.ต.อ.กฤษณะตอบว่า ตำรวจมีผู้ช่วยทูตตำรวจประจำกัมพูชา ประสานงานและข้อมูลกับตำรวจกัมพูชาอยู่ตลอด ในประเทศก็มีการสืบสวนสอบสวน ผ่านมา 5 เดือน ยังไม่ได้รับรายละเอียด หรือข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์มากนัก ล่าสุดทราบว่าญาติของนายวันเฉลิมจะไปยื่นเรื่องที่ประเทศกัมพูชา

“ธนาธร-ปิยบุตร-ช่อ” เข้าพบ ตร.

เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ สน.พญาไท นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า พร้อมนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เข้าพบ พ.ต.อ.บวรภพ สุนทรเลขา ผกก.สน.พญาไท และพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ตามหมายเรียกในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 โดยมีมวลชนหอบดอกกุหลาบแดงมาให้กำลังใจ ทั้งนี้ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. มาร่วมสอบสวนด้วย ต่อมาเวลา 12.30 น. นายปิยบุตรกล่าวภายหลังเข้าให้ปากคำว่า สาเหตุที่ถูกดำเนินคดีมาจากนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ (อดีตพุทธะอิสระ) อ้างถึง การเขียนบทความเก่า หนังสือ และการบรรยายในห้องเรียน สมัยยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะที่นายธนาธร และ น.ส.พรรณิการ์ถูกอ้างอิงถึงการบรรยายเรื่องงบประมาณ ของพระมหากษัตริย์ ทั้งหมดเป็นเรื่องเก่านานกว่า 10 ปี แต่ถูกนำมาโยง ทั้งที่เป็นการอภิปรายด้วยความ ปรารถนาดี เพื่อหาทางออก ได้สอบถาม ผบช.น.ว่า เคยรวบรวมสถิติการดำเนินคดีตาม ม.116 หรือไม่ ว่าศาลยกฟ้องหรือยกคำร้องไปกี่คดี

แจ้งเอาผิด ม.116 ในหลายกรรม

ด้าน น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า กล่าวว่า ฝากถึงนายกฯว่าอาวุธที่รัฐบาลใช้มาตลอด คือการดำเนินคดีกับผู้เห็นต่าง แต่ปัจจุบันอาวุธนี้เปรียบเป็นกระสุนด้าน การถูกดำเนินคดีไม่ได้ทำให้พวกเราหยุด แต่กลับยิ่งทำให้ได้รับแรงสนับสนุน และความเห็นใจจากประชาชน แลกกับการเสียเวลาในการทำงานเท่านั้น พวกเราจะพิสูจน์ให้เห็นว่า จะสามารถเอาชนะอิทธิพลเถื่อนได้ทั้งในระดับจังหวัดและระดับชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาบุคคลทั้ง 3 ในความผิดตามมาตรา 116 หลายกรรมหลายวาระ และเหตุเกิดทั่วราชอาณาจักร ซึ่งทั้ง 3 คนให้การปฏิเสธ ขณะที่ ทนายความได้ขอยื่นคำให้การของทั้ง 3 คน เป็นลายลักษณ์อักษร ภายใน 30 วัน

แห่ให้กำลังใจ 10 แกนนำมอบตัว

ช่วงเช้าที่สถานีตำรวจภูธรประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี มวลชนแนวร่วมกลุ่มราษฎรรวมตัวให้กำลังใจ 10 แกนนำที่เข้ามอบตัว ได้แก่ นายณัฐวุฒิ สมบูรณ์ทรัพย์ นายณรงค์ชัย อินทรกวี น.ส.สุวรรณา ตาลเหล็ก นายชาติชายแกดำ นายณรงค์ศักดิ์ น.ส.สุธิดา ลือคำ น.ส.ศรีไพร นนทรี น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว (ลูกเกด) นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ (จ่านิว) และนายศรรัก ทองชัย กรณีจัดชุมนุมวันที่ 20 ต.ค.ที่ลานกิจกรรมตรงข้ามศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต โดยมี น.ส.ณัฎฐธิดา มีวังปลา พยาบาลอาสา ที่ตำรวจออกหมายเรียกและถอนหมายในภายหลัง ร่วมขบวนอยู่บนรถเครื่องเสียง พ.ต.อ.ณัฐ พรหมเทพ ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ออกหมายเรียก 10 แกนนำที่ขึ้นปราศรัยเมื่อวันที่ 20 ต.ค. ข้อหาหลักคือร่วมกันจัดกิจกรรมรวมกลุ่มชุมนุม ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุม, ร่วมกันโฆษณาโดยเครื่องขยายเสียงไม่ได้รับอนุญาต เมื่อสอบสวนเสร็จจะปล่อยตัวทั้งหมด

ภาคี นศ.ศาลายาลั่นไม่ลดเพดาน

วันเดียวกันเวลา 17.00 น. ที่บริเวณหอนาฬิกา หน้ามหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จ.นครปฐม แนวร่วมกลุ่มราษฎร ในนามภาคีนักศึกษาศาลายา ประกอบด้วยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งในเขต จ.นครปฐมและเขตใกล้เคียง รวมไปถึงพระภิกษุสงฆ์เข้าร่วม นำโดย น.ส.ฉัตรรพี อาจสมบูรณ์ อายุ 22 ปี นักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ มหิดล ศาลายา ประธานภาคีนักศึกษาศาลายา จัดกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์การเมือง ประกาศยืนหยัดใน 3 ข้อเรียกร้องเดิม ไม่มีการลดเพดาน คือ 1.ประยุทธ์และองคาพยพต้องลาออก 2.จัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 3.ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ รวมถึงยังประกาศอีก 1 จุดยืน คือ “ไม่ร่วมสังฆกรรมกรรมการสมานฉันท์” เพราะเล็งเห็นว่าเป็นแค่การต่ออายุให้รัฐบาลกบฏ ต่อมาเวลา 18.00 น. มีการยืนตรงเคารพธงชาติและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการชูสามนิ้ว บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก

ผู้ต้องขังหญิงแฉแหลกถูกละเมิด

เวลา 16.30 น.ที่บริเวณหน้าประตูทางเข้า-ออก ทัณฑสถานหญิงกลาง ถนนงามวงศ์วาน น.ส.พลอย เดชวงษา อดีตผู้ต้องขังหญิง ในนามกลุ่มนักกิจกรรมอิสระ กับพวกอดีตผู้ต้องขังหญิง พากันชูป้ายข้อความ “ปลดโซ่ตรวน นักโทษทางการเมือง” และ “มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ” โดย น.ส.พลอยอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้กรมราชทัณฑ์ ปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองว่า ผู้ต้องขังต้องได้รับการจำแนกจากผู้ต้องโทษ และได้รับการปฏิบัติให้เหมาะสม เมื่อยังไม่ได้ถูกตัดสินว่ามีความผิดตามคำพิพากษาของศาล ไม่ควรถูกปฏิบัติราวกับนักโทษ หรือใช้กฎเกี่ยวกับนักโทษ ควรแยกอาศัยที่ไม่ใช่เรือนจำ และสะดวกต่อการเยี่ยมญาติและทนาย ที่สำคัญต้องให้ความคุ้มครองมิให้ถูกแทรกแซง หรือลบหลู่ละเมิดสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกาย ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่มาตัดผม ตรวจภายใน รวมถึงไม่ให้ตำรวจนอกเครื่องแบบชาย เข้าไปควบคุมตัวถึงในเรือนจำอย่างกรณี “รุ้ง-ปนัสยา” ที่ถูกจับกุมจากคดีชุมนุมทางการเมือง หลังจากนี้จะยื่นหนังสือถึง รมว.ยุติธรรม และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ให้แก้ไขระเบียบการควบคุมตัวผู้ต้องขังหญิง หากไม่ดำเนินการจะรวบรวมกรณีที่เกิดขึ้นยื่นฟ้องต่อศาลโลก ทางกลุ่มฯยืนยันว่าข้อเรียกร้องนี้เป็นคนละส่วนกับการต่อสู้ของคณะราษฎร แต่หลังจากนี้จะเข้าร่วมชุมนุมกลุ่มราษฎร เพราะถือว่าข้อเรียกร้อง 3 ข้อ หากได้รับการปฏิบัติจะทำให้การเมืองและชีวิตของผู้ต้องขังหญิงดีขึ้น

สั่งปรับ“เจมส์”ปลุกแฟลชม็อบ

วันเดียวกัน ศาลแขวงเชียงใหม่นัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่นายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ (เจมส์) นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และสมาชิกกลุ่มสมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย ข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯมาตรา 10 จากกิจกรรมแฟลชม็อบ#ไม่ถอยไม่ทน ที่บริเวณลานประตูท่าแพ วันที่ 14 ธ.ค.2562 โดยศาลพิพากษาลงโทษปรับเป็นเงิน 9,000 บาท แต่คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง ให้ลดโทษปรับ 1 ใน 3 คงเหลือโทษปรับเป็นจำนวน 6,000 บาท หลังฟังคำพิพากษาจำเลยได้ทำการจ่ายค่าปรับต่อศาล แต่ยังคงประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากคดีนี้นายประสิทธิ์ยังมีคดีตามหมายจับข้อหาชุมนุมมั่วสุม ปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ, รวมตัวจัดชุมนุมอันเป็นการฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ฝ่าฝืน พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ กรณีจัดชุมนุมที่ลานข่วงประตูท่าแพ เมื่อวันที่ 19 ก.ค. และวันที่ 29 ก.ค. 2 คดีนี้นายประสิทธิ์พร้อมแกนนำนักศึกษาคนอื่น ที่ถูกหมายจับได้เข้ามอบตัวและปฏิเสธข้อกล่าวหา

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1ชุมนุมใหญ่กลุ่มราษฎรอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยยื่นจดหมายสมานฉันท์ข่าววันนี้ข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563 เวลา 08:59 น.