เหตุใน พลังประชารัฐไม่ง่ายอย่างที่คิด...ระหว่างที่สภามีการอภิปรายว่าด้วย พ.ร.ก.กู้เงินนั้นกลับมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองซ้อนขึ้นมาน่าสนใจกว่า น่าลุ้นกว่าก็ปัญหาความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลที่ค้ำจุนเก้าอี้นายกฯให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาว่าไปแล้วท่วงทำนองในการก่อเกิดของพรรคนี้เพราะเหตุใด มีความเป็นไปอย่างไรคงทราบกันดีอยู่แล้วจนกระทั่งกุมเสียง ส.ส.ได้เป็นรัฐบาลด้วยเสียงข้างมาก แต่ก็เป็นได้แค่เพียงรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำเรียกว่าเผลอเป็นเสร็จแน่แต่ก็เอาตัวรอดมาจนได้ยิ่งเปิดปฏิบัติ “แจกกล้วย” สำเร็จทำให้มีเสียงข้างมากจนทำให้เสถียรภาพมีความมั่นคงอยู่ได้สบายๆหากไม่เกิดการแย่งชิงอำนาจภายในไม่ต่างกับ “อำนาจบังตา” จนเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกที่ยังคาดการณ์ไม่ได้จะมีจุดจบอย่างไรเมื่อมีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จากประธานยุทธศาสตร์พรรคไปสู่เก้าอี้หัวหน้าพรรคพ่วงด้วยการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีกันใหม่“4 กุมาร” คือเป้าหมาย?นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคและทีมงานบุกเบิกภายใต้เสื้อคลุม “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”ร่องรอยที่เกิดขึ้นนั้นมีมาเป็นระยะๆแต่เพราะเงื่อนไข “โควิด-19” ซึ่งเป็นอุปสรรคที่ทำอะไรได้ไม่เต็มที่แต่คาดการณ์กันว่าหลังไวรัสเบาบางลงจะต้องเกิดเหตุใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะความขัดแย้งนั้นกินลึกมีการแสดงตัวตน อย่างชัดเจนทั้ง “ขุน” ทั้ง “เบี้ย” เปิดหน้าสู้กันแล้วจนกระทั่ง พล.อ.ประวิตรประกาศชัดเจนว่าจะต้องมีการปรับ ครม.ก็เท่ากับส่งสัญญาณว่าจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ยากจะปฏิเสธด้วยประเมินว่ามีความเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนด้วยเสียงในมือที่มากกว่าแม้ในส่วนของกรรมการบริหารพรรคที่สูสีกันแต่สุดท้ายก็ไม่น่าพลาดยิ่งความรู้สึกที่ว่าใครเป็น “เจ้าของเงิน” คือ “เจ้าของคอก” อีกด้วยทว่าด้วยความหลากหลายในพลังประชารัฐมีหลายกลุ่มหลายก๊กด้วยผลประโยชน์ในตำแหน่งแห่งหนถึงที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องที่ยอมกันได้ง่ายๆฝ่ายที่มีแต้มต่อน้อยกว่าจึงต้องพยายามดิ้นสู้ด้วยการสะสมผู้สนับสนุนให้ได้มากที่สุดจึงได้เป็นบรรดานักการเมืองอย่างน้อยๆก็ 60 คน ที่จับมือกันเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเป็นการสั่งสมกำลังอย่างที่อีกฝ่ายคาดไม่ถึงว่าจะเจอแบบนี้แม้จะไม่ถือว่ามีแต้มต่อที่เหนือกว่าแต่ก็พอที่จะทำให้อีกฝ่ายต้องคิดหนักไม่น้อยแสดงถึงการไม่ยอมจำนนหากประเมินสถานการณ์ในศึกแย่งชิงกันใหญ่ในพลังประชารัฐ แล้วทางหนึ่งก็คือการเพิ่มอำนาจต่อรองไม่ใช่จะมาเขี่ยทิ้งกันได้ง่ายๆอย่างน้อยก็ต้องตั้งโต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกไม่ให้เสียหน้าเสียตากันมากนักเพราะต้องไม่ลืมว่าตัวเลข 60 คนนั้นล้วนมีความหมายอันหมายถึงความล่มสลายของพลังประชารัฐและรัฐบาลได้.“สายล่อฟ้า”