ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    พ.ร.ก. 1.9 ล้านล้านผ่านฉลุย ก้าวไกล แฉแบ่งเค้ก ส.ส. 80 ล้าน

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์1 มิ.ย. 2563 05:23 น.
    SHARE

    "ชาดา" ฉะคลังล้มเหลว แค่แจกเงินยังโดนด่า สมคิดบ่น-เบื่อเต็มที พลังประชารัฐ 2 ก๊วนใส่กันนัว ธรรมนัส-วิรัชวัดพลัง

    สภาโหวตฉลุย พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับตามคาด งูจรจัดโผล่ประปราย ส.ส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาลดาหน้าถล่มปิดจ๊อบ “สุทิน” เติมฉายา “นักกู้ลุ่มน้ำเจ้าพระยา-บิดาความเหลื่อมล้ำ” ส.ส.ก้าวไกลแฉยับอุ้มทุนใหญ่ใกล้ชิดรัฐบาล เฉือนเนื้อคนจนไปช่วยคนรวย “พิจารณ์” ปูดลือหึ่งแบ่งเค้กให้ ส.ส. 80 ล. หวังปิดปากให้อยู่ในโอวาท “ศรัณย์วุฒิ” ชี้ 4 เครื่องยนต์ “สมคิด” ดับเกลี้ยง “ชาดา” ฉะยับ ก.คลังล้มเหลว แค่แจกเงินยังถูกด่า “อุตตม” โต้ข้อหาอุ้มคนรวย “สมคิด” อ้างจำเป็นต้องกู้ ทิ้งไพ่ตายบ่นเบื่อกับงานเต็มที อยากปั้นคนใหม่ๆขึ้นมาแทน “บิ๊กตู่” ไม่ขวางตั้ง กมธ.สอบเงินกู้ จะตรวจสอบก็ทำไปแต่อย่ามาดึงให้ช้า พท.ไม่เชื่อมั่น ป.ป.ท.จะกล้าสอบ ปชป.ทวงถามธรรมาภิบาล “ลุงตู่” ศึกภายใน พปชร.เกินเยียวยา “ธรรมนัส-วิรัช” ระดม ส.ส.วัดพลัง “สิระ” เย้ยกลุ่มสี่กุมารชุบแป้ง ส.ส. “ไผ่” ตอกกลับอีกฝ่ายเหลือเวลาน้อยแล้ว “สนธิรัตน์” ไม่ถือสา “สิระ”

    ในที่สุดที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็มีมติผ่านฉลุย พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ วงเงินรวมกว่า 1.9 ล้านล้านบาท ขณะที่สังคมยังต้องติดตามตรวจสอบการใช้เงินมหาศาลนี้กันต่อไป เมื่อทางฝ่ายรัฐบาลยังไม่มีท่าทีชัดเจนว่าจะให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้หรือไม่

    ไม่เชื่อมั่น ป.ป.ท.ตรวจสอบเงินกู้

    เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 31 พ.ค. ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ว่า ฝากถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม รัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รับฟังข้อเสนอของพรรคฝ่ายค้านเพราะมีหลายสิ่งที่ต้องปรับ และขอให้นายกฯพูดให้ชัดว่าจะให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯเพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับหรือไม่ รวมถึงการขอให้ปรับการรายงานผลการทำงานจากเดิมปีละครั้ง มาเป็น 3 เดือนต่อครั้ง เมื่อถามว่าฝ่ายค้านรับได้หรือไม่หากรัฐบาลไม่รับข้อเสนอตั้ง กมธ.วิสามัญฯ โดยใช้หน่วยงานอื่น เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) แทน นายสุทินตอบว่า หน่วยงานดังกล่าวเป็นการตรวจสอบปกติ แต่คิดว่าคงไม่เพียงพอ เพราะเรื่องที่อยู่ในระบบก็ไม่ไหวอยู่แล้ว จึงไม่เชื่อมั่นว่า ป.ป.ท.จะมีกำลังตรวจสอบ

    หมดยุค “งูเห่า” เหลือแต่ “งูจรจัด”

    นายสุทินกล่าวต่อว่า ยืนยันว่าต้องตั้ง กมธ.วิสามัญฯขึ้นมาตรวจสอบการใช้งบประมาณ และจากการอภิปรายที่ผ่านมา ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ต่างเห็นด้วยให้ตั้ง กมธ. ดังนั้น ที่อ้างว่าระบบตรวจสอบมีอยู่แล้ว ขอย้ำว่าไม่เพียงพอ ต้องมีการตรวจสอบซ้ำรอบสองรอบสาม เมื่อถามว่ากังวลจะมีงูเห่าเกิดขึ้นในสภาฯอีกหรือไม่ นายสุทินตอบว่า คิดว่าตอนนี้คงไม่มีงูเห่า แต่เป็นยุคของงูจรจัด ที่ลงคะแนนเสียงไปเรื่อยแบบจรจัด

    “พิเชษฐ์” รับยากตั้ง กมธ.วิสามัญฯ

    นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมถึง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ จำนวนหนึ่งเสนอญัตติให้ตั้ง กมธ.วิสามัญฯตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน ว่า ส.ส.หลายคนเป็นห่วงการใช้งบประมาณเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท อาจมีความไม่โปร่งใส ฝ่ายค้านปัจจุบันมี 211 เสียง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่เห็นด้วยอีกประมาณ 20-30 เสียง แต่พอถึงเวลายกมือโหวตคงอยู่ที่ฝ่ายรัฐบาลว่าจะยอมหรือไม่ ถ้าไม่ยอมคงมีการใช้กำลังภายใน เพราะตอนนี้มีลิงหลายตัวในจำนวน 211 เสียงไปกินกล้วยหลายคน แม้ฝ่ายค้านจะหวังดีต่อประเทศชาติอย่างไรแต่ถ้าฝ่ายรัฐบาลไม่ยอม คงเป็นเรื่องยากที่จะตั้ง กมธ.วิสามัญฯชุดนี้ขึ้นมาได้ อยากให้ทุกกรรมาธิการในสภาฯช่วยเป็นหูเป็นตาตรวจสอบการใช้งบประมาณ

    “เชาว์” ทวงธรรมาภิบาล “บิ๊กตู่”

    นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ธรรมาภิบาลคือความโปร่งใส ถ้ามีจริงเหมือนปากว่าต้องหนุนตั้ง กมธ.สอบงบโควิด-19” น่าผิดหวังกับคำตอบของนายกฯ ที่มีท่าทีเมินเฉยต่อเสียงเรียกร้องให้ตั้ง กมธ.วิสามัญฯตรวจสอบการใช้งบโควิด-19 โดยอ้างว่าเป็นเรื่องของฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องไปตกลงกันเอง จึงมีคำถามว่าท่านไม่ใช่ผู้นำรัฐบาลหรือ ถ้าใช่ต้องมีบทบาทนำสนับสนุนให้ใช้กลไกสภาฯตรวจสอบถ่วงดุลการใช้จ่ายเงินของรัฐ โดยเฉพาะเงินกู้ที่ได้มาจากการออก พ.ร.ก.ที่ยังขาดรายละเอียด ไร้ช่องทางเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทั่วไปตรวจสอบได้ทุกโครงการ แต่ยังดีใจที่มี ส.ส.ประชาธิปัตย์ออกมาสนับสนุนเรื่องนี้ เพราะเป็นบทบาทของพรรคการเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชนพึงกระทำ

    อย่าปากว่าตาขยิบเมินกลไกสภาฯ

    นายเชาว์กล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ใช้ประโยชน์จากการเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกฯในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ ท่านต้องเคารพกลไกตรวจสอบของรัฐสภา การสนับสนุนให้ตั้ง กมธ.วิสามัญฯตรวจสอบการใช้เงินกู้โควิด-19 เป็นบทพิสูจน์ถึงธรรมาภิบาลที่ท่านพร่ำพูดอยู่เป็นประจำ งานนี้ถ้าพรรคพลังประชารัฐคัดค้าน ก็แสดงว่าผู้นำของท่านไม่ต้องการให้เกิดการตรวจสอบโดยสภาฯเสียเอง ทั้งที่เป็นภาระหนี้ที่ประชาชนต้องแบกรับ

    “วิษณุ” แย้ม ป.ป.ท.อาสาสอบใช้เงิน

    ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การตั้ง กมธ.วิสามัญฯให้เป็นเรื่องของสภาฯว่ากันเอง ในส่วนของรัฐบาลมีหน่วยงานตรวจสอบอยู่แล้ว ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ ป.ป.ท.เสนอมาตรการตรวจสอบมายังรัฐบาล โดยนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ก็ทราบเรื่องนี้ ถือเป็นกลไกตรวจสอบในฝ่ายบริหาร โดย ป.ป.ท.จะเป็นผู้ตรวจสอบเองด้วยการสร้างองคาพยพขึ้นมา ที่ผ่านมา ป.ป.ท.ก็เป็นผู้ตรวจสอบกรณีเงินทอนวัด และกรณีทุจริตเงินผู้ยากไร้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ด้วย โดยตนเป็นผู้เสนอ แต่ขณะนี้ยังต้องรอบรรจุเป็นวาระเข้าสู่ที่ประชุม ครม.

    “สนธิรัตน์” โยนวิป รบ.เร่งหาข้อยุติ

    นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า เรื่องการตั้ง กมธ.วิสามัญฯ วิปรัฐบาลต้องเร่งหารือและหาข้อยุติ แต่ตอนนี้คงยังไม่ส่งผลต่อเอกภาพของวิปรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ความเห็นเรื่องการตั้ง กมธ.วิสามัญฯยังมีความแตกต่างกันอยู่ ต้องเร่งประเมินหาทางออกว่าทำอย่างไร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับวิปรัฐบาล และให้การทำงานของรัฐบาลราบรื่น

    “ธรรมนัส” ไม่เห็นจำเป็นต้องตั้ง

    ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ แกนนำพรรคพลังประชารัฐกล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะตั้ง กมธ.วิสามัญฯ เรามีกรรมาธิการชุดต่างๆคอยตรวจสอบอยู่แล้ว การใช้เงินแผ่นดินไม่ว่าจะเป็นเงินกู้หรือเงินจากส่วนใด ผู้ใช้ต้องระมัดระวังอยู่แล้ว รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ องค์กรอิสระก็ร่วมตรวจสอบการใช้เงิน จึงไม่เห็นด้วยที่จะตั้ง กมธ.วิสามัญฯขึ้นมาอีกชุด เป็นการทำงานซ้ำซ้อนกัน

    “ชินวรณ์” ชงให้เครื่องราชฯ อสม.

    ต่อมาเวลา 09.30 น. เริ่มการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ ต่อเป็นวันที่ 5 นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มอภิปรายว่า อยากเสนอให้เครื่องราชฯแก่ชาวอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ทำงานอย่างหนักในการสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 การแก้ปัญหาครั้งนี้ไม่ใช่มิติด้านสาธารณสุข แต่รวมถึงด้านเศรษฐกิจ และสังคมด้วย งบฟื้นฟู 400,000 ล้านบาท นายกฯต้องขับเคลื่อนจริงจัง โปร่งใสตรวจสอบได้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน นำไปสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างสร้างสรรค์ กระตุ้นเศรษฐกิจครัวเรือน ส่งเสริมให้ อปท. สถานศึกษา ส่งเสริมอาชีพในระดับฐานรากอย่างแท้จริง

    ก้าวไกลแฉยับอุ้มทุนใหญ่รัฐบาล

    น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า พ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือที่เรียกว่า พ.ร.ก.อุ้มตราสารหนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตั้งกองทุนรักษาสภาพคล่องการระดมทุนในตราสารหนี้ สามารถอุ้มคนรวยได้เกือบทั้งหมด แสดงให้เห็นความลำเอียงของรัฐบาลเลือกช่วยเหลือทุนใหญ่มากกว่าประชาชนและเอสเอ็มอี ค้นข้อมูลของสมาคมตราสารหนี้ พบว่ามีบริษัทเข้าหลักเกณฑ์การช่วยเหลือจาก พ.ร.ก.ฉบับนี้ 125 บริษัท เมื่อเทียบกับวงเงิน 400,000 ล้านบาท สามารถช่วยเหลือได้บริษัทละ 3,200 ล้านบาท ขณะที่ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน วงเงิน 500,000 ล้านบาท มีเอสเอ็มอีเข้าหลักเกณฑ์ช่วยเหลือ 1.9 ล้านราย หรือเฉลี่ยได้รับการช่วยเหลือรายละ 263,158 บาท ต่างกันถึง 12,167 เท่า บ่งบอกว่ารัฐบาลลำเอียงเข้าข้างทุนใหญ่ชัดเจน ที่สำคัญหน้าตาของทุนใหญ่ 125 บริษัทมีมูลค่าตราสารหนี้รวม 8.9 แสนล้านบาท พบว่าทุนเกือบครึ่งหนึ่งเป็นของทุนใหญ่จาก 4 บริษัท ได้แก่ เครือซีพี 1.8 แสนล้านบาท เครือไทยเบฟฯ 9 หมื่นล้านบาท เครือเอสซีจี 7.5 หมื่นล้านบาท และ ช.การช่าง 1.5 หมื่นล้านบาท ถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องอุ้มเศรษฐี กลัวเศรษฐีไม่มีเงินใช้หนี้ ทุนใหญ่เหล่านี้ล้วนใกล้ชิดรัฐบาล อยากให้ทุนใหญ่ประกาศว่าจะไม่ใช้ผลประโยชน์จากกองทุนนี้ เพื่อให้กันวงเงิน 400,000 ล้านบาทของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ไปช่วยธุรกิจเอสเอ็มอี

    เฉือนเนื้อคนจนไปช่วยคนรวย

    น.ส.ณธีภัสร์กล่าวว่า ยังมีประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์ คือคณะกรรมการชุดต่างๆ ใน พ.ร.ก. เต็มไปด้วยคนของกระทรวงการคลัง และ ธปท. เป็นการชงเองกินเอง รวมทั้งมีตัวแทนกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย ทั้งที่ กบข.เป็นผู้ลงทุนในตราสารหนี้รายใหญ่ 1.1 แสนล้านบาท ถามว่ามีอะไรรับประกันว่าจะไม่เกิดความลำเอียงในการเลือกตราสารหนี้ที่จะได้รับการช่วยเหลือ เมื่อ กบข.ได้เปรียบมีข้อมูลวงใน จะเอาเปรียบหรือไม่ และผิดหลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ขณะที่มาตรา 19 ของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ เปิดช่องให้ รมว.คลังซื้อตราสารหนี้ในตลาดรอง โดยไม่จำกัดขอบเขตจำนวนเงิน เท่ากับตีเช็คเปล่าให้ รมว.คลัง สั่งซื้อตราสารหนี้ตัวไหน จำนวนเท่าไรก็ได้ ทั้งที่ตราสารหนี้ในตลาดรองมีความเสี่ยงสูงกว่า และอาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 77 วรรคสาม การให้อำนาจคนคนเดียวมากไปถ้าเกิดความเสียหายขึ้นมา กระทรวงการคลังต้องเข้าไปชดใช้สูงสุดถึง 40,000 ล้านบาท เป็นการเฉือนเนื้อคนจนไปอุ้มคนรวยหรือไม่

    ปูดบริษัทยักษ์ข่มขู่ลูกจ้างให้ออก

    น.ส.วรรณวิภา ไม้สน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า พ.ร.ก.ตราสารหนี้ เป็น พ.ร.ก.อุ้มนายทุน ส่งเสริมให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นในสังคม บางกลุ่มทุนที่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์เหล่านี้เคยกดขี่แรงงาน แต่กลับได้รับการโอบอุ้มจากรัฐซ้ำแล้วซ้ำอีก ขณะที่ประชาชนตกที่นั่งลำบาก แรงงานนับหมื่นต้องถูกเลิกจ้าง วิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงถึงบรรดาลูกจ้างและผู้ใช้แรงงาน เพราะเจ้าของบริษัท เจ้าของโรงงานได้เรียกลูกจ้างมากดดันให้เซ็นชื่อในใบลาออกรายวัน เช่น บริษัทยักษ์ใหญ่ ช. มีพฤติกรรมนี้ หรือแม้กระทั่งบริษัทยักษ์ใหญ่เครือโรงแรม ที่ประกาศให้ลูกจ้างสมัครใจหยุดงาน โดยไม่ได้รับค่าจ้าง มีทั้งขอร้อง และข่มขู่ จนบางคนไม่มีแม้แต่เงินจะเดินทางกลับบ้าน แล้วเขาจะอยู่อย่างไร ขอเสนอต่อรัฐบาลว่าบริษัท เจ้าของโรงแรม หรือกลุ่มทุนใหญ่ใดที่จะขอพึ่งพาใช้เงินในส่วนนี้ รัฐบาลต้องมีเงื่อนไข อาทิ ต้องมีเครดิตด้านแรงงาน ไม่กดขี่ข่มเหงผู้ใช้แรงงาน และรัฐบาลอย่ากลัวการตรวจสอบ เราขอสนับสนุนให้ตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบการใช้งบฯ พ.ร.ก.เงินกู้ครั้งนี้

    “บิ๊กตู่” ออกโควิดหาย-ศก.ดีแน่

    นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ที่ผ่านมาไม่มีสัญญาณบ่งบอกตลาดตราสารหนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ หลายบริษัทหาเงินทุนมาพยุงตัวเองได้ ไม่มีปัญหาการขาดสภาพคล่อง การแก้ปัญหาจะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่ความเชื่อมั่นของผู้นำ แต่ผู้นำบ้านเราตัดสินใจช้า บางทีก็ตอบกันไปคนละทาง ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เคยพูดว่าจะไม่ยึดอำนาจ จะไม่เป็นนายกฯ จะไม่เล่นการเมืองต่อ แต่สุดท้ายก็สืบต่ออำนาจ รัฐบาลชุดนี้คิดแบบไม่เห็นหัวประชาชน รวบอำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว สร้างภาระหนี้สินให้ประชาชนชั่วลูกชั่วหลาน ตอนนี้เมืองไทยจะล้มละลาย วิธีการแก้มีอย่างเดียวโดยคนคนเดียวคือ “ประยุทธ์ออกไปเถอะ รับรองโควิดหาย เศรษฐกิจดี”

    “ชาดา” ฉะ ก. คลังแจกเงินยังถูกด่า

    ด้านนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า กระทรวงการคลังสอบตกคณิตศาสตร์ชั้นประถม เอาอะไรมาคิดจะให้คนนู้นคนนี้ แต่บางคนได้บางคนไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรให้ 10 ล้านครอบครัว ไม่รู้ว่าจะได้กี่คน เพราะครอบครัวหนึ่งมีหลายคน ระวังจะจ่ายเงินเกินจำนวนประชากรคนไทยต้องได้ถ้วนหน้าคนละ 5,000 บาท เพราะทุกคนเดือดร้อน แม้แต่นายกฯยังเดือดร้อนแล้วคนทั่วไปจะไม่เดือดร้อนหรือ คิดว่ามี 4-5 คนข้างนายกฯที่ไม่เดือดร้อน อีกทั้งการจ่ายเงินยังตกหล่นมากมาย กระทรวงการคลังเขียนกฎหมายเงินกู้ตลกมาก นายกฯอย่าไปร่วมเป็นจำเลยขอให้เบี่ยงตัวออกมา และดูลูกน้องท่านว่าทำถูกหรือไม่ ปัญหาการกู้เงินไม่เกี่ยวกับนายกฯ แต่เป็นกระทรวงการคลังทำงานล้มเหลว ดูถูกประชาชน แจกเงินเหมือนเป็นเจ้าของเงิน ทั้งที่เป็นภาษีประชาชน และเป็นที่เดียวในโลกที่แจกเงินแล้วถูกด่า นายกฯต้องรับฟังและเอาไปประมวลคิด ถึงเวลาเปลี่ยนวิธีคิด และวิธีการทำงานแล้ว

    เติมฉายา “บิดาความเหลื่อมล้ำ”

    นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายร่ายยาวกว่าชั่วโมงครึ่งว่า เป็นห่วงแนวรบด้านเศรษฐกิจ แม้คุมโรคโควิดสำเร็จแต่เศรษฐกิจพัง วันที่ พล.อ.ประยุทธ์มารับตำแหน่งนายกฯ มีหนี้สาธารณะร้อยละ 36 แต่ตอนนี้พุ่งไปเกือบร้อยละ 60 ถ้าดูความจำเป็นแม้จะต้องกู้ แต่รัฐบาลต้องนับเงินในกระเป๋าก่อน ดูว่าจะเกลี่ยงบปี 63 มาใช้ได้หรือไม่ แล้วค่อยกู้ ถ้านับเงินในกระเป๋าดีๆอาจไม่ต้องกู้ถึง 1 ล้านล้านบาท อาจกู้แค่ 1 แสนล้านบาทก็ได้ และถามว่าจะไปกู้จากใคร ที่สำคัญจะกู้ได้จริงหรือไม่ ไอเอ็มเอฟจะเอาเงินจากที่ไหนมาให้ เพราะทุกประเทศเดือดร้อนกันทั่วโลก สิ่งที่น่าห่วงคือหนี้การบินไทย 1.7 แสนล้านบาท วันนี้ยื่นเข้าสู่กระบวนการล้มละลายมีแต่หนี้ต่างประเทศ ถ้าไปเบี้ยวหนี้เขาเรตติ้งประเทศไทยจะตกวูบ ทำให้กู้เงินต่างประเทศไม่ได้ ส่วนการกู้ในประเทศโดยการออกพันธบัตรเราไม่ทิ้งกันที่ให้ดอกเบี้ยร้อยละ 3 เกินกว่าตลาด 3 เท่า เศรษฐีพากันไปซื้อพันธบัตรจนรวยยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำ ขอเติมฉายาให้เป็น “นักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา บิดาแห่งความเหลื่อมล้ำ”

    ข้องใจคงประกาศฉุกเฉินเปิดช่องโกง

    นายสุทินกล่าวอีกว่า ส่วน พ.ร.ก.ตราสารหนี้ ล่าสุดสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า มีกลุ่มทุนใหญ่ของไทย ระดมเงินไปฝากธนาคารร่วม 8 แสนล้านบาท ไหนบอกว่าไม่มีเงิน เป็นห่วงว่าตำนานล้มบนฟูกจะกลับมา โดยทำเป็นแกล้งจน เป็นห่วงว่านายกฯจะรู้ไม่ทันนักลงทุน ไม่เชื่อว่าการกู้เงินครั้งนี้รัฐบาลต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ต้องการหมุนเงินเร็วๆ ถือว่าใจร้ายมาก ดูทรงแล้วไม่ได้ผล และจะล้มเหลว สมัยหน้าใครเป็นรัฐบาลเท่ากับมาอุ้มศพ เป็นห่วงว่าจะมีการทุจริตนำเงินมาแจกจ่ายพวกเดียวกันเอง ทราบว่ามีการแก้ไขระเบียบจัดซื้อจัดจ้างจากเดิมที่การประมูลงานเกิน 500,000 บาทต้องใช้วิธีอีบิดดิ้ง หรือประมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ถ้ายังมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีอีบิดดิ้ง ดังนั้นการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่มีเจตนาอะไรกันแน่ จะเปิดทางทุจริตหรือไม่ การทำงานฝ่ายค้านถือว่าน่าเห็นใจ ถ้าค้านมากก็ถูกด่า ถ้าไปเห็นด้วยกับรัฐบาลถูกหาว่าซูเอี๋ย ถูกปล่อยข่าวเอากล้วยมาหลอกลิงอีก

    “อุตตม” โต้ออก พ.ร.ก.อุ้มคนรวย

    ต่อมานายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ชี้แจงว่า การกู้เงินมีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าใช้เพื่อการลงทุนเท่านั้น ส่วน พ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพระบบการเงินฯมาตรา 5 ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าให้อำนาจ รมว.คลังมากเกินควรนั้น ยืนยันไม่ใช่แม้จะให้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดแก่ รมว.คลัง แต่การใช้อำนาจของรัฐมนตรีต้องอยู่ภายใต้หลักสุจริต โปร่งใส อยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาล ไม่ได้ให้อำนาจสูงสุดแก่รัฐมนตรีจนเทียบเท่าศาล หากไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยสามารถใช้กระบวน– การศาลตรวจสอบการใช้อำนาจ รมว.คลังได้ทุกเวลา พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ได้อุ้มคนรวย บริษัทใหญ่ หรือบริษัทที่ออกตราสารบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่มีความจำเป็นจริงๆที่ต้องดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ออกหุ้นกู้ ไม่ว่าจะขนาดเท่าไหน

    ชี้ 4 เครื่องยนต์ “สมคิด” ดับเกลี้ยง

    จากนั้นนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย อภิปรายเป็นคนต่อไปว่า การที่นายกฯ ยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ ถือเป็นการโอเวอร์รีแอ็ก ทำเศรษฐกิจชาติพัง เป็นการเสพติดอำนาจ ชอบใช้รัฐราชการ และยังชอบขู่ประชาชนว่าถ้าเกิดระบาดรอบสองใครจะรับผิดชอบ คนที่คิดมาตรการเยียวยาแจกเงิน 5,000 บาทนี้มีแต่ 1.คนบ้า 2.คนโง่ที่สุด วันนี้ ธปท.ที่ควรเป็นกลางได้เสียเอกราชให้กระทรวงการคลังไปแล้ว โดยมีเนติบริกรออกกฎหมายมารองรับให้โควิด-19 จะอยู่กับเราอย่างน้อย 2-3 ปี ทำให้เศรษฐกิจไทยจะเป็นได้ทั้ง V-shape คือการช่วยเหลือแล้วฟื้น หรือ L-shape คือช่วยแล้วสูญเปล่า ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น และ U-shape คือการช่วยเหลือที่ต้องใช้เวลาเพื่อฟื้นตัว ขอให้ระวังเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทั้ง 4 ตัวของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มันดับไปหมดแล้ว ขอให้นายกฯส่งเสริมเรื่องการเกษตร ในโอกาสนี้เกษตรกรจะฟื้น ให้สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กทั่วประเทศ อาหารอินทรีย์ปลอดภัยคือความต้องการของคนบนโลก

    ก้าวไกลแฉแบ่งเค้กให้ ส.ส. 80 ล้าน

    ด้านนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทที่กำลังจะผ่านสภา มีคนพูดกันมากว่างบ 400,000 ล้านบาทเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ได้กันไว้ให้ ส.ส.คนละ 80 ล้านบาท ผ่านทางจังหวัด โดยให้ ส.ส.เข้าไปชี้กำหนดว่างบ 80 ล้านบาทนี้จะนำไปใช้ในโครงการอะไร นำมาซึ่งเงินทอน หัวคิว และเอื้อผลประโยชน์แก่พวกพ้อง เชื่อว่างบ 400,000 ล้านบาท ที่คิดว่าจะสร้างความยั่งยืนสร้างงานให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น คงไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ไม่ใช่โครงการของประชาชน แต่จะสร้างความมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืนให้แก่นักการเมือง และ ส.ส.บางกลุ่ม นายกฯจะปฏิเสธไม่รู้เห็นไม่ได้ นี่เป็นการบ่อนทำลายประเทศ เพราะใช้งบประมาณแผ่นดินไปใช้ทางการเมือง ปิดปาก ส.ส.ให้อยู่ในแถวตามที่ต้องการ และทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ

    “สมคิด” ทิ้งไพ่เบื่อกับงานเต็มที

    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า รัฐบาลและสภาฯต้องร่วมกันทำงานอีก เพราะโควิดยังอยู่ไปอีกนาน ข้อเสนอของสภาฯเป็นสิ่งที่ดี ทุกหน่วยงานจะรับไปพิจารณา การออก พ.ร.ก.ดูแลตราสารหนี้ อย่าคิดว่าเป็นการอุ้มเจ้าสัว แต่เป็นมาตรการจำเป็นให้ภาคธุรกิจมีหลังพิง เพราะการเยียวยา 3 เดือน เงินก็หมดแล้วไม่เกินเดือน ก.ค. จากนั้นเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจจะมาจากไหน จะอาศัยการส่งออกอย่างเดียวไม่ได้ ไม่มีประเทศใดไม่เดือดร้อน แต่ประเทศไทยโชคดีโครงสร้างมีความน่าเชื่อถือ ไม่ต้องไปหาไอเอ็มเอฟ เพราะมีหนี้ต่อจีดีพีน้อยมาก ที่ผ่านมา ธปท.ไม่เคยเข้ามาแทรกแซงตลาดเงิน แต่ครั้งนี้ถ้า ธปท.ไม่เข้ามา จะทำให้ตลาดเงินตลาดทุนอยู่ไม่ได้ การเอาเงินมาฟื้นฟูทำแบบเดิมไม่ได้ สถานการณ์โควิดอาจลามถึงปีหน้า คิดว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นต้องเป็นจุดแข็ง ขณะที่งบประมาณปี 2564 ต้องปรับแนวทางใหม่ สร้างให้คนมีงานทำ ตนทำงานมา 10 ปีแล้ว เบื่อเต็มทีอยากสร้างคนใหม่ๆเข้ามาดูแลแทนคนเก่าคนแก่ที่อายุมากแล้ว ยืนยันว่าไม่มีลัทธิสมคิด ถ้าเราเตรียมโครงสร้างพื้นฐานไว้พร้อม เมื่อโควิดผ่านพ้นเราจะก้าวกระโดดทันที ถ้าจะมาตรวจสอบความโปร่งใสย่อมเป็นสิ่งที่ดี

    “บิ๊กตู่” ไฟเขียวตั้ง กมธ.สอบเงินกู้

    จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวปิดท้ายว่า ไม่เคยได้รับประโยชน์จากเศรษฐี วันนี้เรามองทุกกลุ่มคนต้องได้รับการเยียวยา จะเพิ่มช่องทางให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เอื้อรายใหญ่ ไม่เอื้อรายเล็ก อย่าไปคิดแบบนั้น ส่วนการบริหารงบประมาณฟื้นฟู 400,000 ล้านบาทนั้น ก็เป็นห่วงไม่น้อยกว่าท่าน เพราะเป็นผู้รับผิดชอบจึงต้องดูแลให้ดีที่สุด เงินกู้เหล่านี้ต้องไปสนับสนุนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจให้ไปต่อได้ ต้องรักษาเครื่องยนต์เศรษฐกิจไว้ในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจประเทศไม่แน่นอน ต้องช่วยดูแลภาคการผลิต การส่งออก การแปรรูปและเน้นสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ยืนยันยินดีให้ตรวจสอบการใช้งบเงินกู้ การเสนอโครงการต่างๆ ต้องทำแผนให้ละเอียด ผ่านการกลั่นกรองทุกขั้นตอน กว่าจะขึ้นมาถึงคณะกรรมการกลั่นกรอง มีทุกหน่วยงานคอยตรวจสอบ องค์กรอิสระก็ตรวจสอบได้ อะไรที่ยังไม่เกิดอย่าอ้างของเดิม เดี๋ยวจะไปกระทบบางคนด้วย นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส สศช.จะจัดเว็บไซต์ให้สามารถติดตามความก้าวหน้า มีการแสดงผลลัพธ์ของโครงการ ตนไม่คัดค้านการตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ขอให้เชื่อมั่นไว้ใจตนและรัฐบาลเหมือนที่ผ่านมา

    โหวตฉลุยตามคาดงูจรจัดโผล่อีก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลการออกเสียง พ.ร.ก.จำนวน 3 ฉบับ ในส่วน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีมติเห็นชอบ 274 ต่อ 0 งดออกเสียง 207 คะแนนที่ลงมติเห็นชอบมาจาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด รวมถึง น.ส.พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย รวมถึง ส.ส.พรรคเศรษฐกิจ–ใหม่ทั้ง 5 คนที่ลงมติเห็นชอบ ยกเว้นนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ลงมติงดออกเสียงเหมือน ส.ส.ฝ่ายค้าน ขณะที่ พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีมติเห็นชอบ 275 ต่อ 1 งดออกเสียง 205 เสียง ส่วน พ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 274 ต่อ 195 งดออกเสียง 12 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง ปรากฏว่านายประทวน สุทธิอำนวยเดช ส.ส.ลพบุรี พรรคพลังประชารัฐ โหวตไม่ลงคะแนน

    ไม่ขัดตั้ง กมธ.แต่อย่าดึงให้ช้า

    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า มีหลายอย่างที่จะนำไปพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม มีมาตรการในการใช้อย่างไร การคัดกรองโครงการ นำเข้าคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัด และกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) ถ้าใครไม่ไปก้าวล่วง เมื่อประชาชนเสนออะไรมาก็ต้องตรวจสอบว่ามีความเป็นไปได้อย่างไร จะตรวจสอบจากงานที่ปรากฏและร้องทุกข์กล่าวโทษไป เหมือนการจัดซื้ออุปกรณ์ถ้าผิดกฎหมายก็ต้องผิด ตนไปสั่งให้กฎหมายทำงานไม่ได้ เพราะกฎหมายต้องทำงานด้วยตัวมันเอง เมื่อถามว่าที่บอกไม่ขัดข้องหากจะตั้ง กมธ.วิสามัญฯตรวจสอบการใช้เงินกู้ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เป็นการพิจารณาในระยะต่อไป บอกว่าไม่ขัดข้องถ้าตั้งได้ก็ตั้ง แต่ในพรรคต้องหารือร่วมกันว่าจะตั้งหรือไม่ตั้ง ไม่ได้ขัดข้องและไม่ได้คัดค้านอะไรทั้งสิ้น แต่ต้องไม่ทำให้ชักช้าจนไม่ทันการณ์ เกรงว่าจะทำให้ล่าช้าและไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน

    คุยมิติใหม่จับมือฝ่ายค้านทำงาน

    เมื่อถามนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯระบุว่า ป.ป.ท.จะตั้งคณะกรรมการติดตามตรวจสอบเรื่องนี้เช่นกัน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เขาต้องทำอยู่แล้ว เรื่องนี้เป็นวาระสำคัญที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่กู้เงินมาทำงานแบบนี้ แต่ก่อนเป็นการกู้ไปลงทุน เช่น สมัยที่เกิดต้มยำกุ้งก็คนละแบบ เสถียรภาพทางการเงินก็คนละอย่าง ประเทศไทยวันนี้สถานะการเงินเราเข้มแข็งมาก จึงคลายกังวลเรื่องนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าสถานการณ์จะยาวไปแค่ไหน วันหน้าต้องหาเงินเพิ่มหรือเปล่ายังไม่รู้ อย่างน้อยเงินตรงนี้ก็ต่อลมหายใจให้ประชาชนเดินหน้าต่อไปได้ ลูกจ้างพนักงานไม่ตกงาน ถ้าตกงานรัฐบาลจะดูแลเดือนละ 5,000 บาท วันนี้ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องช่วยกันเดินไปข้างหน้า เข้าใจว่าทุกคนหวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองทั้งนั้น แต่วิธีการคิดยังไม่ตรงกันและอาจมีความรู้สึกภายในว่าคนละพรรคกันรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่บางทีอาจร่วมมือกันทำประโยชน์ให้ชาติและประชาชนเป็นแนวใหม่แบบที่ทุกคนต้องการ ทั้งเศรษฐกิจใหม่และชีวิตวิถีใหม่ ต้องร่วมมือกันสู้

    ฝ่ายค้านยันโหวตไม่มีเสียงแตก

    ที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภา น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมแกนนำพรรคฝ่ายค้าน อาทิ นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงชี้แจงผลลงมติของฝ่ายค้าน นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า พรรคฝ่ายค้านยึดตามหลักการในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไม่เสีย หลักการ ไม่เสี่ยงต่อความเสียหายของประเทศชาติ ส่วนกรณีเสียงฝ่ายค้านที่ไม่เท่ากันในการโหวต พ.ร.ก.แต่ละฉบับนั้น พรรคเสรีรวมไทยแจ้งแต่ต้นแล้วว่าไม่รับหลักการเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน จึงได้งดออกเสียงทั้ง 3 ฉบับ ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมว่า ยืนยันว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านโหวตไปในทางเดียวกัน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เสียงที่ไม่เท่ากันบ้างถือเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.บางคน ต้องมีการตรวจสอบกันอีกครั้ง เบื้องต้นยืนยันว่าเราโหวตไปในทิศทางเดียวกัน

    “พิจารณ์” อ้างข้อมูลมีคนคุยกัน

    เมื่อถามว่านายพิจารณ์ระบุในการอภิปรายว่ามีการให้เงิน 80 ล้านบาทกับ ส.ส.ฝ่ายค้านแลกกับการโหวตผ่าน พ.ร.ก. นายพิจารณ์ตอบว่า เมื่อช่วงเช้าได้ยินหลายคนพูดถึงประเด็นนี้ จึงมีความห่วงใยเพราะเป็นเงินจำนวนมหาศาล หากถูกจัดสรรมาในลักษณะดังกล่าวจริง ประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย จึงยกขึ้นมาอภิปราย มีสมาชิกหลายคนมาพูดคุยกัน เลยเป็นที่มาของการเรียกร้องให้รัฐบาลตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้เพราะมีพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนเห็นด้วยกับหลักการของเรา ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวเสริมว่า ในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงก่อนโหวต ระบุชัดเจนแล้วว่าเห็นด้วยที่ต้องมีการตรวจสอบการใช้เงินกู้อย่างรัดกุม โปร่งใส จึงหวังว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะให้ความร่วมมือ ตั้ง กมธ.วิสามัญฯ

    “สนธิรัตน์” บอกไม่ถือสา “สิระ”

    ส่วนประเด็นความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ ที่เริ่มรุนแรงขึ้น เมื่อนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. ออกปากไล่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ รวมถึงนายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกกระทรวงพลังงาน ออกไปจากพรรค วันเดียวกันที่รัฐสภา นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ กล่าวว่า ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งตอบโต้กันไปมา ไม่อยากเห็นการสร้างบรรยากาศแตกแยก ขอให้มุ่งหน้าทำงาน ไม่ใช้สื่อตอบโต้กันทางการเมือง ความเห็นต่างกันได้เป็นธรรมชาติทางการเมือง แต่ควรต้องช่วยกันระงับความเห็นต่าง เมื่อถามว่า นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. ไล่ให้ออก จากพรรคไปพร้อมกับนายวัชระ กรรณิการ์ นายสนธิรัตน์ตอบว่า ไม่ถือสา อย่านำคำพูดบางคำมาเป็นประเด็น “สิระก็คือคุณสิระ”

    “ธรรมนัส-วิรัช” ระดม ส.ส.วัดพลัง

    เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้ระดม ส.ส.จำนวน 50 คน อาทิ ส.ส.กาญจนบุรี ขอนแก่น พะเยา ตาก อุบลราชธานี กทม.บางเขต กำแพงเพชรบางเขต นครสวรรค์บางเขต สมุทรปราการบางเขต และกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ มาประชุมที่ห้อง 419 ขณะที่ นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ที่มีข่าวว่าผนึกกำลังกับส.ส.กลุ่มนี้ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่นั่งทำงานอยู่ห้องข้างๆ ในเวลาเดียวกันนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล ได้เรียกประชุม ส.ส.ของพรรคเช่นกัน ที่ชั้น 6 อาคารรัฐสภา โดยมี ส.ส.ในกลุ่มนายวิรัช และนายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี 20 คน ส.ส.กลุ่มสามมิตร 20 คน กลุ่ม กทม.7 คน และกลุ่มนายสันติ พร้อมพัฒน์ เข้าร่วม

    จับตาคดี “วิรัช” อาจส่งผลกระทบ

    สำหรับวงประชุมที่ห้อง 419 ที่มี ร.อ.ธรรมนัส เป็นโต้โผใหญ่ ส.ส.ที่ร่วมประชุมเปิดเผยว่า ไม่ได้รวมตัวแสดงพลังสนับสนุนนายอุตตม หรือนายสนธิรัตน์ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะมีการปรับ ครม. และเปลี่ยนแปลงผู้บริหารพรรคในช่วงนี้ พร้อมกับมองว่านายวิรัชทำงานเกินหน้าที่ เพราะการเรียกประชุมส.ส. เป็นหน้าที่หัวหน้าพรรค นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ถึงอนาคตของนายวิรัช ที่ขณะนี้คดีทุจริต จัดสรรงบประมาณก่อสร้างสนามฟุตซอล จ.นครราชสีมา งวดเข้ามาทุกที อยู่ระหว่างการพิจารณาสำนวนของคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการกับ ป.ป.ช. หากมีการสั่งฟ้อง และศาลฎีกาฯรับฟ้อง นายวิรัช รวมถึงนางทัศนียา รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา ภรรยานายวิรัช และนางทัศนาพร เกษเมธีการุน ส.ส.นครราชสีมา น้องสาวนางทัศนียา ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลในคดีเดียวกัน จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และมีผลต่อตำแหน่งประธานวิปรัฐบาลด้วย

    ชี้ “ผู้กองนัส”ดิ้นกลัวหลุด รมต.

    ขณะที่วงประชุมของนายวิรัช กลุ่มสามมิตร และกลุ่มนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ที่ชั้น 6 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงตัวหัวหน้าและเลขาธิการพรรคนั้น มองว่าการที่ ร.อ.ธรรมนัสพยายามระดม ส.ส. เพราะเกรงว่าตัวเองเป็น 1 ในรัฐมนตรีที่อาจถูกปรับออกจากตำแหน่งในการปรับ ครม.ครั้งหน้า จึงไปจับมือกับ นายสนธิรัตน์ อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์พรรค พปชร. ที่เดินทางมาประชุมสภาฯไม่ได้เข้าร่วมประชุมกับกลุ่มใด เพราะเกรงจะถูกมองว่าเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และวันเดียวกัน ยังมีการปล่อยภาพการพบกันของกลุ่มสามมิตรกับ พล.อ.ประวิตร โดยในภาพมี พล.อ.ประวิตรนั่งอยู่หัวโต๊ะ มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯนั่งอยู่ข้างๆ แต่ตรวจสอบพบว่าเป็นรูปพบกันตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค.

    “สิระ” เย้ยกลุ่มสี่กุมารชุบแป้ง ส.ส.

    นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีมีรายงานข่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นแกนนำนำ 60 ส.ส.ของพรรค ตบเท้าให้กำลังใจนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง และหัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรค ทำหน้าที่ต่อไปว่า วันนี้พรรคพลังประชารัฐนัดประชุมพรรค เวลา 10.30 น.ที่รัฐสภา แต่นายอุตตม นายสนธิรัตน์ และ ร.อ.ธรรมนัส กลับนัด ส.ส.ในกลุ่มตัวเองในเวลาเดียวกัน อยากถามไปถึงทั้ง 3 คนว่ารู้จักหน้าที่ตัวเอง และให้เกียรติพรรคหรือไม่ทั้งที่แจ้งล่วงหน้า แต่ไม่สนใจกิจกรรมพรรค หรือว่าทั้ง 3 คน คิดจะไปตั้งพรรคใหม่ตามที่มีข่าวออกมา ขอถามนายอุตตมและนายสนธิรัตน์ว่ายังสมควรดำรงตำแหน่งหัวหน้าและเลขาธิการพรรคต่อไปหรือไม่ การกระทำเช่นนี้ทำไปเพื่อสร้างความขัดแย้งภายในพรรค หวังผลให้แตกแยกหรือไม่ ทั้ง 3 คนควรที่จะหยุดบิดเบือนสร้างความแตกแยกได้แล้ว และตนมีรายชื่อ ส.ส.ที่ไปร่วมมีแค่ 26 คน แต่กล่าวอ้างถึง 60 คนนั้นพูดให้ดูมีจำนวนมาก เสมือนนำ ส.ส.ไปชุบแป้งทอด ให้ดูใหญ่และเยอะขึ้น และคาดว่าน่าจะเป็นแป้งจากประเทศออสเตรเลีย

    “ไผ่” ตอกกลับเหลือเวลาน้อยแล้ว

    นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรค พปชร. กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส กล่าวตอบโต้นายสิระว่า การรวมกลุ่ม ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัส ไม่ได้ทำให้พรรคทะเลาะกัน แต่เราคุยกันเพื่อสร้างความปรองดองให้ทุกคนทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ไม่ได้มีใครพูดถึงการแบ่งกลุ่มก๊วนภายในพรรค มีแต่มาพูดกันว่าจะทำอย่างไรให้ภาพลักษณ์ของพรรคออกมาในทางที่ดีขึ้น นายสิระควรมาคุยกันในพรรค ไม่ควรออกไปพูดในแง่ลบข้างนอก น่าจะทำอะไรให้คนจดจำในทางที่ดี เพราะเวลาการเป็น ส.ส.เหลือน้อยแล้ว ส่วนเรื่องการปรับ ครม.เป็นอำนาจของนายกฯ

    “เอ๋” ชี้แค่ลูกๆตีกันในครอบครัว

    น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงความขัดแย้งในพลังประชารัฐว่า ครอบครัวย่อมมีปัญหาที่ลูกๆจะต้องทะเลาะกันบ้าง ต้องเข้าใจ แรงบ้างเบาบ้าง สุดท้ายก็รักกัน ส่วน ที่ถึงขั้นออกมาไล่กันออกจากพรรคจนถูกมองว่ารุนแรงเกินไปนั้น ตนว่าไม่รุนแรงเท่าไหร่ ปกตินายสิระเป็นคนพูดตรงไปตรงมา คนอื่นอาจมองว่าแรง แต่จริงๆเป็นเพียงแค่เรื่องลิ้นกับฟัน ยืนยันพลังประชารัฐยังเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ เมื่อถามว่าได้คุยกันหรือไม่หากเปลี่ยนหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ น.ส.ปารีณาตอบว่า “ใครเป็นก็ได้ กับลุงป้อมทุกคนในพรรครักที่สุดในสามโลก” เมื่อถามย้ำว่าประเมินการทำงานของนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันเป็นอย่างไร น.ส.ปารีณาตอบว่า ท่านก็มีความตั้งใจทำงานในหน้าที่ของท่าน

    กรี๊ดใส่ “ปิยบุตร” ริแตะ “ลุงป้อม”

    น.ส.ปารีณากล่าวอีกว่า เตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า ที่พาดพิงถึงมติ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลเรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ว่าไม่มี ความผิด หากนายปิยบุตรยังไม่หยุดใส่ร้าย พล.อ.ประวิตร จะดำเนินคดีไปเรื่อยๆ

    รำลึกเจ้าของวลี “เผด็จการจงพินาศ”

    วันเดียวกันเวลา 06.00 น. กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย หรือดีอาร์จี นำโดยนายกรกต แสงเย็นพันธุ์ อดีตแกนนำนักศึกษา พร้อมนายอานนท์ นำภา ทนายความจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน นำผ้าดำมาพันรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมชูป้ายผ้าข้อความ “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” เนื่องในวันครบรอบ 59 ปี การเสียชีวิตของนายครอง จันดาวงศ์ อดีตครู และอดีต ส.ส.ปี 2500 ที่ถูกสั่งประหารชีวิตโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม ด้วยข้อกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์ และเป็นเจ้าของวาทกรรม “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ทั้งเพื่อแสดงออกว่า 59 ปีที่ผ่านมา แม้ประชาธิปไตยเจริญขึ้นแต่เผด็จการก็ยังไม่พินาศสิ้นจากแผ่นดินไทย การชูป้ายผ้าจึงย้ำเตือนว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมีมานานแล้ว แต่ถูกเจ้าหน้าที่ขอให้ปลดออกไป

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1ประยุทธ์ จันทร์โอชาสุทิน คลังแสงพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพานวิษณุ เครืองามธรรมนัส พรหมเผ่าข่าววันนี้

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้