"ตู่" ถก "สมคิด-อุตตม-วิรไท" เน้นมีเงินประทังปากท้อง“บิ๊กตู่” เรียกทีมงาน 3 เกลอ “สมคิด-อุตตม-วิรไท” ถกรายละเอียดมาตรการเฟส 3 ก่อนเข้า ครม. 7 เม.ย. กำชับช่วยผู้มีรายได้น้อย-คนตกงาน ให้มีเงินประทังปากท้องพร้อมพยุงผู้ประกอบการ “เทพไท” แนะตัดให้เหี้ยนงบลงทุนทุกกระทรวง หยุดพัฒนาไป 1 ปีไม่ได้ล่าช้า ชงออก พ.ร.บ.โอนงบฯมาโปะเป็นงบกลางให้ “ลุงตู่” ใช้คล่องมือ ต้องแจกเงินเดือนให้ทุกคนที่เดือดร้อน “อดีตขุนคลัง” ห่วงคนรุ่นหลังตามใช้หนี้อ่วม แถมเงินเฟ้อสูง พท.ขอรัฐบาลประเมินเคอร์ฟิวตรงไปตรงมา “บิ๊กป้อม” คาดโทษ ส.ส.หลังยาวหลังที่ประชุม ครม.นัดพิเศษเห็นชอบในหลักการมาตรการเยียวยาและดูแลระบบเศรษฐกิจระยะที่ 3 ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม เรียกนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง และนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. เข้าหารือเพื่อติดตามความคืบหน้าการทำรายละเอียด ก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. วันที่ 7 เม.ย. “บิ๊กตู่” เรียกทีมสามเกลอถกงบโควิดเมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 5 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เรียกนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง และนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าหารือเพื่อติดตามความคืบหน้าการทำ รายละเอียดการวางมาตรการเยียวยาและดูแลระบบเศรษฐกิจระยะที่ 3 หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษเห็นชอบหลักการที่จะใช้วงเงินดำเนินการคิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) เพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยออก พ.ร.ก. 3 ฉบับ เป็นของ ธปท. 2 ฉบับ คือ พ.ร.ก.ให้อำนาจ ธปท. ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) และ พ.ร.ก.ให้อำนาจ ธปท.เข้าไปซื้อตราสารหนี้เอกชนที่ครบกำหนด และของกระทรวงการคลัง 1 ฉบับ คือ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ที่จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม ครม.วันที่ 7 เม.ย.นี้เน้นช่วยผู้มีรายได้น้อย–ตกงานผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์เน้นย้ำว่า พ.ร.ก.ที่จะเสนอเข้า ครม.วันที่ 7 เม.ย. ขอให้กระทรวงการคลัง และ ธปท. เร่งทำรายละเอียดครอบคลุมทุกมิติ ช่วยผู้มีรายได้น้อยที่ตกงานขาดรายได้ให้มีเงินประทังปากท้อง ลดภาระหนี้เกษตรกร สร้างงานในพื้นที่รองรับคนอพยพกลับบ้าน โดยยึดศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียง ขณะเดียวกันต้องช่วยพยุงผู้ประกอบการให้เดินหน้าธุรกิจไม่หยุดจ้างงาน เป็นหลังพิงให้ภาคการเงินการธนาคารให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน ต่อไปได้ ต่อมาเวลา 14.00 น. นายกฯเดินทางกลับออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยไม่มีการออกแถลงการณ์ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) ตามที่มีกระแสข่าวตั้งแต่ช่วงเช้าว่าจะมีการประกาศมาตรการเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19“เทพไท” ชงตัดงบพัฒนาหนึ่งปีขณะที่นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คงยืดเยื้อไปอีกไม่น้อยกว่า 6 เดือน ตรงกับสิ้นปีงบประมาณในเดือน ก.ย.2563 ในระยะ 6 เดือนนี้ ผู้ที่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ในสถานการณ์เช่นนี้ มีเพียงอาชีพข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น เพราะมีรายได้ประจำจากเงินเดือน ส่วนประชาชนทั่วไปต้องหยุดทำงาน ไม่มีรายได้ประจำ ส่วนใหญ่มีเพียงเงินเก็บเพื่อใช้จ่ายในการดำรงชีพคนละไม่เกิน 2 เดือนเท่านั้น ทำให้คนส่วนใหญ่อาจมีปัญหาในการดำรงชีวิตแน่นอน รัฐบาลต้องหามาตรการรองรับชีวิตคนไทยให้รอดก่อน แล้วค่อยพัฒนาประเทศ เราหยุดพัฒนาประเทศ 1 ปีไม่ได้ล่าช้าอะไร เพื่อเป็นการนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ รัฐบาลต้องปรับยุทธศาสตร์ในการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 และต้องปรับแผนการใช้งบประมาณปี 2563 ใหม่ ตั้งเป็นงบกลางดูแลคนไทยก่อนนายเทพไทกล่าวต่อว่า ขอเสนอให้รัฐบาลปรับแนวทางบริหารงบประมาณ ดังนี้ 1.งบฯปี 63 เหลือระยะเวลาใช้แค่ 6 เดือน ต้องหยุดใช้งบประมาณด้านการลงทุน และการพัฒนาด้านวัตถุทั้งหมด มาเป็นลงทุนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2.ควรออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณด้านการลงทุน และการพัฒนาของทุกกระทรวง ทบวง กรม มาเป็นงบกลาง หรืองบฉุกเฉิน ให้นายกฯเป็นผู้มีอำนาจใช้งบประมาณนี้แต่เพียงผู้เดียว 3.จัดเพิ่มงบประมาณด้านการสาธารณสุข เพื่อสู้กับไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะจัดซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้เพียงพอ สร้างโรงพยาบาลเฉพาะโรคโควิด-19แจกเงินเดือนให้ทุกคนที่เดือดร้อนนายเทพไทกล่าวอีกว่า 4.จัดสรรงบส่วนหนึ่งเป็นเงินเดือนให้กับประชาชนทั้งประเทศที่ลงทะเบียนเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทุกกลุ่มที่ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ ยกเว้นข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีเงินเดือนประจำ และคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีแล้ว แม้ที่ผ่านมามีหลายฝ่ายเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงงบในหลายแนวทาง เช่น ตัดงบซื้ออาวุธของกองทัพ, ตัดงบกระทรวงกลาโหมทั้งหมด, ตัดงบทุกกระทรวง 10 เปอร์เซ็นต์ หรือออก พ.ร.ก.กู้เงิน ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตอบโจทย์ของประเทศ ขอเสนอให้รัฐบาลออกเป็น พ.ร.บ.โอนงบประมาณจากทุกกระทรวงมาเป็นงบกลางโดยเร็วที่สุด เชื่อว่าทุกฝ่ายพร้อมให้ความร่วมมือสนับสนุนแนวทางนี้จี้นายกฯถอดบทเรียนสุวรรณภูมินายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความสับสนที่เกิดขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ว่า นายกฯควรนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาถอดบทเรียน เพื่อปรับปรุงแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำซ้อนอีก นอกเหนือจากการเข้าออกผ่านสนามบินแล้ว ยังมีการเข้าออกตามด่านชายแดนต่างๆ ที่ควรบริหารจัดการไม่ให้เกิดความสับสนวุ่นวายเหมือนที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะเมื่อเกิดความสับสนวุ่นวายต่อการปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรการของรัฐบาลในที่ใดก็ตาม จะส่งผลกระทบต่อการทำงานเพื่อป้องกันไวรัสโควิด-19 ตามมาด้วย ทั้งยังก่อให้เกิดความวิตกกังวลกับประชาชนทั่วไป และอาจส่งผลต่อความไม่เชื่อมั่นในมาตรการของภาครัฐ และกระทบต่อการ ทำงานแก้ไขปัญหาโควิด-19 โดยรวมตามมาด้วย ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขให้มาตรการของภาครัฐเป็นระบบ และสามารถปฏิบัติการได้อย่างราบรื่นจะช่วยทำให้การแก้ไขปัญหาโควิด-19 ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี“สุชาติ” ห่วงคนรุ่นหลังตามใช้หนี้วันเดียวกัน นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า การตั้งกรอบวงเงินเพื่อแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19 ถึง 1.68 ล้านล้านบาทของรัฐบาล การกู้เงินมหาศาลถึงร้อยละ 10 ของจีดีพี การกู้ขนาดนี้ ตลาดเงินไม่มีเงินเพียงพอ อาจต้องออกเป็นพันธบัตรรัฐบาลขายให้ธนาคารพาณิชย์ แล้วไปขายต่อให้ ธปท.เพื่อพิมพ์เงินเพิ่มขึ้น และส่งให้รัฐบาลนำไปใช้จ่าย คือรัฐบาลพิมพ์แบงก์จำนวนมากมาใช้จ่าย ปกติรัฐบาลจะกู้เงินปีละ 40,000-50,000 ล้านบาทเท่านั้น คราวนี้อาจต้องกู้เพิ่มขึ้นถึง 3,100 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลควรดูให้ดีว่าเงินที่นำมาใช้ให้เกิดการจ้างงานสร้างผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 10 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ หากไม่ก่อให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจคนรุ่นหลังต้องตามใช้หนี้คืนมากมายอีกกี่ปี ต้องเพิ่มภาษีอีกหรือไม่ รัฐบาลต้องมีแผนการหาเงินใช้หนี้ด้วยไม่ใช่กู้เงินอย่างเดียว ถ้าพิมพ์แบงก์มาชดเชยรายได้แจกประชาชนอย่างเดียว และยังสั่งให้คนและบริษัทหยุดงาน จะเกิดเงินเฟ้อสูงมาก ข้าวของแพง ประชาชนจะเดือดร้อนยิ่งขึ้น ดูอย่างเวเนซุเอลา ซิมบับเว ทำจนเงินไม่มีค่าถูกโยนทิ้งตามข้างถนนพท.เบรก ปตท.ขายหุ้นปั๊มกำไรนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เชิญชวนประชาชนให้ซื้อหุ้นบริษัท ปตท.โออาร์ ทั้งที่ ปตท.และ ปตท.โออาร์ อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบการดำเนินงานในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาจาก กมธ. ขอเรียกร้องคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณาชะลอการซื้อขายหุ้นของ ปตท.โออาร์ไว้ก่อน ในสถานการณ์โรคระบาดขณะนี้ ปตท.ควรช่วยเหลือสังคมด้วยการลดราคาน้ำมันหรือราคาก๊าซเอ็นจีวีให้มากกว่านี้ แต่ยังคิดแต่แสวงหากำไร ถึงขนาดต้องให้คนไปเข้าแถวซื้อแอลกอฮอล์จากปั๊ม ปตท.ที่มีราคาแพงมหาโหดถึง 110 บาทต่อลิตร แทนที่จะแจกให้ประชาชนฟรี เพื่อลดการแพร่ระบาด ควรยอมขาดทุนกำไรของตัวเองบ้าง ขอประเมินเคอร์ฟิวตรงไปตรงมานายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลต้องประเมินอย่างตรงไปตรงมาว่าหลังประกาศใช้เคอร์ฟิวแล้วได้ผลในการหยุดการระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างไร เชื่อว่าประชาชนพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาล แต่อยากให้รัฐบาลสื่อสารในลักษณะสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ไม่ใช่แถลงข่มขู่ประชาชนจะประกาศเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง ขณะนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมแรงร่วมใจฝ่ามหาวิกฤติโควิด-19 ให้ได้ในระยะเวลาสั้นที่สุด และนอกจากการบังคับใช้เคอร์ฟิวแล้ว รัฐบาลต้องควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้เกิดการกักตุน หรือปรับราคาสูงขึ้น เป็นภาระแก่ประชาชนอีก“โกศล” บี้รัฐเร่งแก้ปากท้องด้วยนายโกศล ปัทมะ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา พบว่าหน้ากากอนามัยยังเป็นสิ่งที่ขาดแคลนอยู่ หมอและพยาบาลยังบ่นว่ารัฐบาลจัดสรรให้ไม่เพียงพอ อยากเรียกร้องว่ารัฐบาลต้องเร่งจัดสรรหน้ากากอนามัยให้บุคลากรทางการแพทย์ในต่างจังหวัดให้เพียงพอด้วย วันนี้ ส.ส.ในภาคอีสานของพรรคเพื่อไทยพากันระดม เงินเดือนตัวเอง 3 เดือน มาจัดซื้อสิ่งของจำเป็นทั้งหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ล้างมือแจกจ่ายบุคลากรทางการแพทย์และประชาชน วันนี้ต้องช่วยกันทุกคน ไม่เช่นนั้นประเทศจะผ่านวิกฤติไม่ได้ อีกอย่างที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขคือผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ประชาชนทำมาหากินลำบากต้องควักต้นทุนเก่ามากิน ถ้ารัฐบาลไม่เร่งแก้ปัญหาปากท้องควบคู่กับการแก้ปัญหาไวรัส ปล่อยไปแบบนี้ปัญหาที่จะตามมาคือปัญหาสังคม ปัญหาอาชญากรรม เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมรัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ โฆษก ปชป.หันมาฟัด “สมชัย”อีกเรื่อง นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบโต้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. และอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ แสดงความเห็นเรื่องการส่งออกหน้ากากอนามัย ว่า ข้อมูลที่นายสมชัยระบุล้วนเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ตัวเลขการส่งออกควรถามข้อมูลจากกรมศุลกากรที่ยืนยันมาตลอดจากสถิติการส่งออกไม่ได้มีจำนวนมากตามที่นายสมชัยระบุ การตั้งประเด็นว่ามีข้อมูลรั่วไหลไปสู่เอกชนเป็นการตั้งใจเอื้อประโยชน์กันหรือไม่นั้น นายสมชัยอยู่ในวงราชการมาพอสมควร ควรทราบดีว่าเรื่องดังกล่าวต้องทำให้รัดกุมที่สุด การนำมาพูดสนุกปากทำให้สังคมสับสน ว่าใครเอื้อประโยชน์ใครได้ประโยชน์ ต้องพูดให้ชัด ไม่ใช่มาพูดลอยๆ หวังทำลายความน่าเชื่อถือกัน อยากบอกนายสมชัยว่าใครที่พูดจาให้เกิดความเสียหายได้ถูก บันทึกไว้แล้ว เรื่องนี้กำลังอยู่ในขั้นการตรวจสอบอยู่ หากวันหนึ่งความจริงปรากฏ ใครที่พูดอะไรไว้ต้องรับผิดชอบ ขอให้ประชาชนวางใจได้ว่านายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยึดมั่นการทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่เคยมีเรื่องทุจริตใดๆ“บิ๊กป้อม” คาดโทษ ส.ส.หลังยาวนายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี ประธาน ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ชื่นชม ส.ส.และสมาชิกพรรคทุกคนที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านต่อเนื่องเคร่งครัด เพื่อต่อสู้และป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 และจะฟังเสียงสะท้อนประชาชนในพื้นที่มี ส.ส.คนไหนลงไปช่วยเหลือประชาชนหรือไม่ เพราะจะมีผลต่อการพิจารณาให้ลงสมัคร ส.ส.ในนามพลังประชารัฐสมัยหน้า ขอให้ ส.ส.เสียสละเป็นที่พึ่งประชาชน มิใช่มุ่งเล่นแต่การเมืองอย่างคนอื่น การช่วยเหลือประชาชนต้อง คำนึงและไม่กระทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมาตรการของรัฐบาลด้วย ขณะที่ ส.ส.หลายคนฝากให้กำลังใจนายกฯว่าพวกเราเชื่อมั่นในตัวผู้นำ จะอยู่เคียงข้างประชาชนต่อสู้ไวรัสโควิด-19 ต่อไปจนกว่าประเทศไทยจะชนะ