ในรอบ 20 ปีประเทศไทยฝ่ามรสุมมาหลายลูกอาทิ วิกฤติต้มยำกุ้ง โรคซาร์ส ไข้หวัดนกสามารถผ่านพ้นได้ และเศรษฐกิจของประเทศมีขึ้น-มีลงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดใจต่อ ทีมข่าวการเมือง ถึงการรับมือปัจจัยเสี่ยงต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยชี้ให้เห็นถึงวิกฤติต่างๆก่อนหน้านี้หนักแค่ไหนก็ผ่านได้ ที่สำคัญต้องอดทน มีสติวันนี้ใครจะไปคิดว่าประเทศไทยเผชิญมรสุมหลายลูกในเวลาเดียวกันเริ่มตั้งแต่นักธุรกิจบ่นค่าเงินบาทแข็งเกินไป รัฐบาลไม่มีสิทธิ์เข้าไปเกี่ยวข้องตามกฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้ดูแลรัฐบาลไม่ได้ปล่อยปละละเลย แต่ได้ส่งสัญญาณไปตลอดเวลาถึง ธปท.ว่า จะต้องบริหารจัดการดูแลค่าเงินบาทให้ประเทศไทยแข่งขันได้ หากค่าเงินแข็งเกินไปย่อมกระทบต่อการส่งออก การท่องเที่ยว-ภาคเกษตร เป็นต้นเชื่อมั่น ธปท.ดูแลและบริหารจัดการด้วยความระมัดระวังและเหมาะสมกับสถานการณ์ขณะเดียวกันสงครามการค้าหรือเทรดวอร์ ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับสหรัฐอเมริกา ทั้งโลกได้รับผลกระทบถ้วนหน้า รวมถึงประเทศไทย เพราะอยู่ในห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลายเชนของสินค้าที่โดนเข้าเต็มๆ เริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อ การผลิต การจัดเก็บ เทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดจำหน่าย การขนส่ง ตั้งแต่ก่อนและหลังการผลิตจนไปถึงมือผู้บริโภคเทรดวอร์ยังไม่ทันจบ การลงทุนภายในประเทศก็ไม่กระเตื้อง ในภาวะที่คนตื่นตระหนกและกังวล เพราะคนไทยด้วยกันเองยังขาดความเชื่อมั่น จึงผลักดันให้กระทรวงการคลังออกมาตรการกระตุ้นการลงทุน โดยสร้างแรงจูงใจเล็งไปที่นักลงทุนของไทยสิ่งที่แปลกคือการลงทุนจากต่างประเทศดี เพราะประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลาง ทุกคนอยากเข้ามา การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพิ่มขึ้นตลอดเวลาหวังในภาวะที่ต่างประเทศสนใจลงทุนในประเทศไทย ภาคเอกชนจะช่วยลงทุนในประเทศบ้าง เพื่อช่วยค้ำจุนผลกระทบจากการส่งออกสิ่งที่สำคัญที่สุดทำให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 (ศาลรัฐธรรมนูญรับตีความกรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของ ส.ส. ขอให้วินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณที่ตราขึ้นไม่ถูกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148)เริ่มตั้งแต่ตั้งรัฐบาลล่าช้า ทำให้ตั้งงบประมาณช้า ปกติเดือน มี.ค.63 น่าจะมีผลบังคับใช้สำนักงบประมาณจึงออกระเบียบให้เบิกจ่ายงบประจำได้ครึ่งหนึ่งของเกณฑ์ปี 62 ไปพลางก่อนถึงเดือน มี.ค.63 และงบลงทุนใช้ไม่ได้เลย แค่นี้ก็ฝืดเคืองอยู่แล้วและไตรมาส 1 จำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะงบประมาณ 3 ล้านล้านกว่าบาทชะลอการใช้ ในจำนวนนี้มีงบลงทุนหลายแสนล้านบาท หากมีผลบังคับใช้ช้า เป็นห่วงและกังวลจะมีผลกระทบต่อเนื่องขอบอกว่าอย่าเพิ่งไปตื่นตระหนกควรรอฟังผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนว่าจะออกมาอย่างไร แต่ไม่ประมาท สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังได้เตรียมลู่ทางรองรับ เช่น สำนักงบประมาณเตรียมมาตรการรองรับ กรณีเดือน มี.ค.63 งบประมาณยังไม่มีผลบังคับใช้ เกณฑ์การเบิกจ่ายใช้งบครึ่งหนึ่งของปี 62 ก็สามารถขยายออกไปได้ ขยายถึงเมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับอำนาจสำนักงบประมาณ ขยายได้ทั้งกรอบเวลาและกรอบวงเงินส่วนงบลงทุนที่ใช้ภายใน 1 ปี ได้เตรียมการเอาไว้เรียบร้อย โดยทำให้การลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้นให้ได้ แต่ยังไม่ได้นำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผมไม่ได้บอกว่าจะกู้เงิน หากจำเป็นสามารถกู้ได้อยู่แล้ว เพื่อหล่อเลี้ยงให้การลงทุนเกิดขึ้นได้ก่อน เมื่องบประมาณมีผลบังคับใช้สามารถนำมาใช้คืนได้สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ ได้หารือมาโดยตลอดสิ่งเหล่านี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ไม่อยากไปโทษเป็นความผิดของใคร เมื่อเกิดขึ้นต้องช่วยกันแก้ไขให้การเบิกจ่ายงบประมาณกลับมาโดยเร็วและยังได้คิดล่วงหน้า เช่น ถ้าเกิดกระบวนการประกาศใช้งบประมาณล่าช้า เรามีกลไกเพื่อให้เกิดสภาพคล่องไม่ให้เศรษฐกิจสะดุดมากจนเกินไปหากกลไกของรัฐบาลไม่คล่องตัว จะใช้การลงทุนภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจเข้ามาช่วยเสริมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นกุญแจใหญ่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาโดยตลอด ใครจะไปคิดว่าวันนี้โรคไวรัสโคโรนาแพร่ระบาดมีผลกระทบทั่วโลกฉะนั้นระยะสั้นไม่โฟกัสไปที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศ ต้องหันมามอง “ไทยเที่ยวไทย” เป็นสิ่งสำคัญจึงมอบหมายให้กระทรวงการคลังเตรียมมาตรการล่วงหน้า เพื่อชะลอผลกระทบจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศชั่วคราว และกำลังหามาตรการลดภาระ หรือลดรายจ่ายของประชาชน แต่ยังไม่บอกว่าเป็นอะไรส่วนนักท่องเที่ยวต่างประเทศควรดูแลอย่างดี เพื่อดึงดูดให้กลับมาเที่ยวใหม่ที่สำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการควบคุมโรคนี้อย่างไรให้ได้ผลเชื่อมั่นระบบสาธารณสุขของเราควบคุมได้แน่ และเชื่อมั่นจีนจะควบคุมได้อย่างแน่นอนภาวะเช่นนี้คนไทยต้องสามัคคีผ่านมรสุมไปให้ได้ตราบใดที่ร่วมพลังได้สำเร็จ ความเชื่อมั่นย่อมกลับมาความเชื่อมั่นยังไม่กลับมา เพราะความขัดแย้งทางการเมืองประชาชนจับตามองอยู่ว่าทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมไม่ร่วมมือกันใครอยากเป็นรัฐบาล เข้ามาตามครรลอง ไม่มีใครไปกีดกันได้แต่ควรรู้ว่าเวลานี้เป็นเวลาอะไรและคนไทยต้องการอะไรในภาวะบ้านเมืองเช่นนี้ ประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านอยากให้ผ่านไปด้วยดี ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกัน ส่วนต่างประเทศจะกล่าวหาประเทศไทยอย่างไรเป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้เพื่อความชอบธรรม เราไม่กลัวใครอยู่แล้ว กลัวอย่างเดียวทะเลาะกันเองปัจจัยทางการเมือง โดยเฉพาะมีกลุ่มเคลื่อนไหวออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ มีผลกระทบอย่างไรบ้าง นายสมคิด บอกว่า เป็นเรื่องปกติของการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยสุดท้ายทุกฝ่ายต้องหาจุดรวมที่ลงตัว เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าทีมข่าวการเมือง ถามว่า ฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ จะกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและมีผลต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างไรนายสมคิด บอกว่า เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านอภิปรายตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลรัฐบาลมีหน้าที่ตอบตามความเป็นจริงการอภิปรายช่วยทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้นไม่เป็นอุปสรรคของรัฐบาล อุปสรรคของรัฐบาลคือสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นการโจมตีหรือเขย่ารัฐบาล ถือเป็นสิทธิที่ทำได้ตามหลักประชาธิปไตยเมื่อเขย่าแล้ว ส.ส.ทุกคนต้องรู้หน้าที่ของตัวเอง ช่วยดูแลประเทศให้ผ่านไปได้การปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ใช่อยู่แค่ในมือ ครม.แต่รวมถึง ส.ส.ทุกคนด้วยฉะนั้นถึงเวลาสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศไทย.ทีมการเมือง