ทีมทนายของ “นวัธ” ส.ส.เพื่อไทย ยังไม่ยื่นขอประกันตัวในครั้งที่ 2 รอเวลาสักระยะ เนื่องจากอัตราโทษสูง ส่วนสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรระบุให้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นนี้ ขณะที่ “วิษณุ” ชี้หลุดจาก ส.ส.แน่นอน ไม่จำเป็นต้องให้คำพิพากษาถึงที่สุดภายหลังที่ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาประหารชีวิต นายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 พรรคเพื่อไทย ในความผิดฐานบงการสังหารนายสุชาติ โคตรทุม ปลัด อบจ.ขอนแก่น ฐานเป็นผู้ใช้ผู้อื่นฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 84 ลงโทษประหารชีวิตและให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากยังไม่อนุญาตให้ประกันตัวจำเลยส่งผลให้นายนวัธต้องนอนคุกตั้งแต่คืนวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ส่วนประเด็นสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ของนายนวัธยังเป็นที่ถกเถียงกันว่ายังเป็น ส.ส.หรือไม่นั้นต่อมาเวลา 17.00 น. วันที่ 25 ก.ย. นายสมมาตย์ สุราช ผบ.เรือนจำกลางขอนแก่น เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมามีการส่งตัวนายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 พรรคเพื่อไทย จากทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นมาคุมขังที่เรือนจำกลางขอนแก่น เนื่องจากจำเลยถูกศาลตัดสินประหารชีวิตถือว่าเป็นโทษสูงซึ่งทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นนั้นเป็นการคุมขังจำเลยในอัตราโทษไม่เกิน 10 ปี ดังนั้น การส่งตัวมาเป็นไปตามระเบียบทั้งหมด ส่วนการเข้าเยี่ยมหรือดำเนินการใดๆ สามารถทำได้ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ตลอดทั้งวันในวันนี้ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ยังไม่มีทีมทนายของนายนวัธมายื่นเรื่องขอประกันตัวครั้งที่ 2 แต่อย่างใด ในขณะที่ทีมทนายความและคนในครอบครัวของนายนวัธ ไม่ให้ข้อมูลใดๆต่อสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบคาดว่าการยื่นขอประกันตัวยังไม่ยื่นในช่วงนี้อาจจะรออีกสักระยะหนึ่งเพราะคดีนี้จำเลยถูกพิพากษาโทษสูงส่วนปัญหาเรื่องสมาชิกภาพ ส.ส. ของนายนวัธนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องนี้มีความเห็นขัดแย้งกันอยู่จึงให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรประชุมร่วมกับฝ่ายกฎหมายหาความชัดเจนเพราะความเห็นของผู้ร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่านายนวัธหมดสมาชิกภาพ ส.ส.แล้ว แต่อีกฝ่ายหนึ่งว่าคดียังไม่ถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งให้ส่งเรื่องนี้ไปเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน ต้องให้ฝ่ายเลขาธิการสภาฯและฝ่ายกฎหมายศึกษาให้ถ่องแท้ให้ได้ข้อสรุปเป็นทางการ อย่าเพิ่งไปวินิจฉัยด้วยตัวเอง เพราะความเห็นไม่ตรงกันด้านนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ไปประชุมร่วมกับฝ่ายกฎหมายเพื่อพิจารณาสถานะ ส.ส. ของนายนวัธว่า ได้นัดประชุมทีมกฎหมายสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 15 คน เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้วมีความเห็นเป็น 2 ฝ่าย คือเสียงข้างมาก 11 เสียง เห็นว่าต้องพ้นจากสถานะ ส.ส. ส่วนเสียงข้างน้อยอีก 4 เสียง เห็นว่ายังไม่พ้นสถานะเป็น ส.ส. แต่สิ่งที่ทุกเสียงเห็นตรงกันคือ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไม่มีอำนาจหน้าที่ในการชี้ขาดเรื่องการสิ้นสุดสถานะ ส.ส.“เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยเพราะไม่มีข้อกฎหมายใดระบุให้สภาฯเป็นผู้ชี้ขาดเรื่องสถานะ ส.ส. ช่องทางที่จะส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้คือการให้ ส.ส. หรือ ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภาเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่เป็นสมาชิก ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรค 1 หรืออีกช่องทางคือ หาก กกต.มีข้อสงสัยเรื่องการสิ้นสภาพสถานะ ส.ส.สามารถยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ดังนั้น จะนำข้อสรุปของทีมกฎหมายรายงานให้นายชวนทราบในวันที่ 26 ก.ย.ต่อไป” นายสรศักดิ์กล่าวขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่มีอะไร เรื่องนี้ตรงไปตรงมาตามรัฐธรรมนูญ เมื่อมีคำพิพากษาว่ามีความผิดอาญา แม้จะรอการลงโทษไม่ได้จบไปตามนั้นและไม่จำเป็นต้องให้คำพิพากษาถึงที่สุด ผู้สื่อข่าวถามว่าแม้คดีนี้นายนวัธยังสามารถอุทธรณ์และฎีกาได้ ความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส.ขาดไปแล้วใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ใช่ เมื่อถามอีกว่า หากศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกากลับคำพิพากษา จะส่งผลอะไรหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า เมื่อพ้นก็พ้นไปและน่าจะไม่ได้คืนสถานะ ส.ส.กลับมาอีก และหากเกิดกรณีเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเยียวยาส่วนนายสมชาย แสวงการ ส.ว.กล่าวว่า นายนวัธพ้นสมาชิกภาพ ส.ส.แน่นอนแล้ว กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น การที่นักกฎหมายพรรคเพื่อไทยบางคนเถียงว่าสมาชิกภาพ ส.ส.จะสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (13) ต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเท่านั้น ความจริงรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ยกมาตรฐาน ส.ส. และ ส.ว. ให้สูงขึ้นกว่าเดิม เพื่อไม่ต้องให้ถกเถียงตีความ ดังนั้น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จึงบัญญัติไว้ให้จบสิ้นกระแสความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (6) ว่าการห้ามใช้สิทธิสมัคร ส.ส. เมื่อต้องคําพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายศาล“กรณีนายนวัธ แม้คำพิพากษาศาลยังไม่ถึงที่สุดตามมาตรา 101 (13) แต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิต โดยไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ และต้องคุมขังในเรือนจำตามหมายขัง ของศาล จึงเข้าข้อต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ตามมาตรา 98 (6) ทันที จึงต้องสิ้นสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ตามมาตรา 101 (6) สรุปได้ว่าการเป็น ส.ส.ของนายนวัธต้องสิ้นสุดลง ยังต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ ชั้นฎีกาให้ถึงที่สุดได้ แต่ต้องต่อสู้ในฐานะประชาชน จะใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.อ้างให้ปล่อยตัวในสมัยประชุมสภาฯไม่ได้” นายสมชายกล่าว