องค์กรท่องเที่ยวไทยถือกำเนิดปี 2503 โดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เจ้าของวลีเด็ด “ข้าพเจ้ารับผิดชอบเพียงผู้เดียว” ชื่อ “องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อสท.)”ได้นายทหารนักการทูตจากวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา คือพันเอกเฉลิมชัย จารุวัสตร์ (ยศขณะนั้น) เป็นผู้อำนวยการ มีพันเอก ถนัด คอมันตร์ กำกับนโยบายจากนั้นบ้านเมืองแม้จะมีรัฐธรรมนูญใช้ฉบับแล้วฉบับเล่า จากการขยันทำปฏิวัติรัฐประหาร สลับการเลือกตั้งไม่รู้กี่หนกี่ครา แต่ทุกครั้งก็ยังอยู่ในวังวนท็อปบูตเสียเป็นส่วนใหญ่อสท.หลังพลโทเฉลิมชัย จารุวัสตร์ (ยศขณะนั้น) ชิงลาออกก่อนเกษียณเมื่อเดือน ส.ค.ปี 2519 ก็ได้นายทหารรุ่นน้องเพื่อน จปร.5 ที่แน่นปึ้กขณะนั้น ขยับจากรองขึ้นเป็นเบอร์ 1 แทน องค์กรนี้จึงเป็นเขตปลอดการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย...แถมยังมีนายกรัฐมนตรีชื่อจอมพลถนอม กิตติขจร กับผู้กำกับนโยบาย อสท.ชื่อจอมพลประภาส จารุเสถียร สถานะองค์กรนี้จึงเสถียรไม่คลอนแคลนเพราะการเมืองย้อนอดีตวันวานปี 2516 เกิดวันมหาวิปโยค 14 ต.ค.ขับไล่รัฐบาลถนอม-ประภาส สำเร็จ แล้วจัดตั้งรัฐบาลพระราชทาน ทรงโปรดฯให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จนปี 2519 ทหารต้องออกมาจัดระเบียบบ้านเมืองอีกครั้ง พร้อมแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ชุด “รัฐบาลหอย”คือเนื้อหอยมีเปลือกหุ้มแข็งสีเขียว แล้วแต่งตั้งบุคคลนอกเครื่องแบบชอบดูดโอเลี้ยงรสจืดๆ เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้นสังกัด อสท.สมัยนั้นแทนทหาร...ถือเป็นยุคเปลี่ยนผ่านนับแต่ปีนั้นเป็นต้นมาแต่โชคดีที่การเมืองสมัยนั้นยังไม่สนใจเข้ามาล้วงลูก เพราะงบประมาณประจำปีที่ได้รับช่างน้อยนิด จนใครก็ไม่อยากข้องแวะให้เสียเวล่ำเวลาปี 2526 ยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มี ส.ส.เมืองร้อยเกาะ เงาะใหญ่ฯเป็น รมต.สำนักนายกฯ ดูแล อสท.ซึ่งเปลี่ยนเป็นการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.) มาแต่ปี 2522แหล่งข่าวระดับสูงในแวดวงการท่องเที่ยวไทย เปิดเผยว่า รมต.คนนี้ติดดิน เคยไปร่วมงานขายท่องเที่ยวโลกที่เบอร์ลิน ก่อนไปได้ให้คนเขียนคำกล่าวภาษาอังกฤษ แล้วทดลองอ่านเพื่อให้ช่วยปรับปรุงแก้ไขสำเนียงภาษาเตรียมขึ้นเวทีจริง เพราะยอมรับในศักยภาพของตนเองว่ามีแค่ไหน “เรื่องที่พักกับอาหารการกินก็ปฏิเสธห้องหรูมื้อแพง ขอกินขอนอนเหมือนพนักงาน ผิดกับ รมต.บางคนไปลอนดอน มีเงื่อนไขห้องต้องหรู รถที่ใช้ต้องสกุลโรลส์รอยซ์ เรื่องอาหารอย่างน้อยก็ต้องเป็ดโฟร์ซีซั่น ย่านไชน่าทาวน์ เลขที่ 12 ถนนเกอร์ราร์ด 1 มื้อ”ครั้น “มรสุมการเมือง” เริ่มกระหน่ำองค์กรนี้หนักขึ้น เมื่อยุคธรรมนูญ ประจวบเหมาะ ลูกหม้อดีกรีเศรษฐศาสตร์จากเพนซิลเวเนีย ขึ้นเป็นผู้ว่าการคนที่ 2 เมื่อปี 2529 รับ รมต.สำนักนายกฯ ดีกรีด็อกเตอร์จากฮาร์วาร์ด สังกัดพรรคเก่าแก่ที่เข้ามากำกับดูแลในปี 2535 กล่าวขานกันว่า...“รมต.ด็อกเตอร์คนนี้อีโก้แรง ชอบแสดงเพาเวอร์ตนเอง เช่น เคยไปเชียงใหม่ให้ ผอ.สำนักงานที่นั่นบรรยายให้ฟังว่าที่นั่นมีอะไรให้น่าเที่ยว?” แหล่งข่าวคนเดิมว่าและยืนยันคำตอบหลังบรรยายสรุปจบ...“เออ! ที่เอ็งบอกมาข้ารู้แล้วทั้งนั้น!”และ...เมื่อครั้งไปเกาะสมุย มีผู้ประกอบการมารอต้อนรับเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รมต.กลับไม่ยอมไปพบ อ้างอยากไปเดินหาของกินแถวชายหาด พอวันรุ่งขึ้นกลับสั่งคนให้ไปนัดคนกลุ่มนั้นมาพบผลตอบรับคือไม่มีใครอยากมาพบ รมต.เจ้าปัญหานายนี้?“การเมือง” รุก “ท่องเที่ยวฯ” หนักราวพายุใหญ่ เมื่อผู้ว่าการ ททท.ถูก รมต.คนเดียวกันนี่แหละเซ็นคำสั่งย้ายไปเป็นผู้ตรวจสำนักนายกฯ ด้วยเหตุผลแบบไทยๆ “ไม่สนองนโยบาย” เมื่อปี 2537 จุดชนวนให้พนักงานคั่วพริกคั่วเกลือขับไล่ รมต.อัตตาสูงออกไปจาก ททท.และ...แทนที่ผู้ว่าการคนเมืองเพชรฯจะยอมไปนั่งตบยุงกลับฮึดสู้ไปสมัครลงรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เขตพระโขนง แข่งกับด็อกเตอร์คู่ปรับ โดยชนะแบบขาดลอยสมใจนึกเมื่อปี 2538มหากาพย์ท่องเที่ยวไทยเริ่มเข้มข้น ในยามที่ “การเมืองไทย” เริ่มลื่นไหลเข้าชายคาหน่วยงานท่องเที่ยวมากขึ้น เมื่อเห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าเที่ยวไทยปี 2503 ซึ่งมีเพียง 81,340 คน เพิ่มเป็น 6.16 ล้านคน ในปี 2537 กับ 7.19 ล้านคน ในปี 2539 นั่นหมายถึง ...“งบประมาณ” ประจำปีที่จะได้รับเพิ่มพูนขึ้นเพื่อวางแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และส่งเสริมตลาดทั้งในและต่างประเทศมุมมองที่เห็นๆกันอยู่ผ่านสายตาคนใน วิธีการล้วงลูก “ถังเงิน” เหล่านี้ จะถูกนักการเมืองในคราบ รมต.สำนักนายกฯ ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาใช้กลยุทธ์ตามถนัด เช่น การสั่งให้ย้ายสำนักงาน ททท.ชั่วคราว จากการประปานครหลวง ย่านบำรุงเมือง ไปเช่าอาคารโรงแรมหรูย่านถนนรัชดาภิเษกเดือนละ 5 ล้านบาทตู้ โต๊ะ เก้าอี้ทั้งหมดไม่ต้องขนไป ให้ตั้งงบฯซื้อใหม่จากธุรกิจในเครือ รมต.เหมือนเช่นกรมประชาสัมพันธ์ที่ถูกปฏิบัติการมาแล้วก่อนหน้าจนกระทั่งปี 2545 มีการตั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขณะตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มเป็น 10.79 ล้านคน ถึงคิว ส.ส.ภาคเหนือตอนล่าง เจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จากพรรคขนาดกลางที่ได้ร่วมรัฐบาลคนพลัดถิ่น และนับเป็นเจ้ากระทรวงการท่องเที่ยวฯคนแรก ที่เอามหาโปรเจกต์มาเบิกโรงทำป้าย...ป้ายที่เอาไว้แสดงแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ติดตั้ง 75 จังหวัด จังหวัดละ 2 ป้าย ใช้งบฯด้านตลาด ททท.โดยให้ธุรกิจในเครือรับงานไป ตามด้วยการตั้งบริษัทดำเนินการตลาดนักท่องเที่ยวแบบลองสเตย์และบัตรอีลิตการ์ด ราคา 1 ล้านบาท ตั้งเป้าหาสมาชิก 1 ล้านคน เอาเข้าจริง...ได้ห่างเป้าอยู่หลายช่วงตัว“สูญงบฯไปกับค่าการตลาดต่างประเทศสูงกว่ารายได้ ไม่นับเงินทอนใต้โต๊ะ ส่วนธุรกิจลองสเตย์ไปไม่ถึงไหน...ต้องยุบไปในที่สุด เหลือแต่บัตรเศรษฐีกระท่อนกระแท่นจนวันนี้”วิกฤติองค์กรท่องเที่ยวมากสุด...พีกสุดๆก็ต้องยกให้ยุคพรรคขนาดกลางที่พร้อมผสมพันธุ์กับทุกพรรคเพื่อเป็นรัฐบาล ไม่ยอมอดอยากปากแห้งนั่งแท่นเป็นฝ่ายค้าน พรรคนี้ถือหลักมีเงินน้อยไม่ว่า แต่ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ มันง่ายต่อการดูดท่อเลี้ยงปลอดภัย เพราะหลักฐานมีแค่กระดาษสัญญา...ส่วนชิ้นงานจะลอยไปเองกลางอากาศ ไม่มีอะไรทิ้งไว้ให้ตรวจสอบ เช่น ถนน รถถัง เรือดำน้ำ ล่าสุด...องค์กรท่องเที่ยวเหมือนเกิดอุบัติ จากกรณีถูกนำชื่อไปแอบอ้างว่า “ททท.” หนุนพรรคการเมืองหนึ่ง ซื้อโต๊ะจีน 3 โต๊ะ 9 ล้านบาท ทำเอาทีมพีอาร์ ททท.ต้องรีบปฏิเสธผ่านใบปลิว มีตราสัญลักษณ์พร้อมที่อยู่ แต่ไม่มีผู้ลงนามยืนยันกับเลขที่กำกับหนังสือราชการ ร่อนถึงสื่อฯยืนยันไม่ได้ซื้อโต๊ะจีนตามข่าวเรื่องนี้...กระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร เพราะปรากฏเป็นข่าวพาดหัวหน้า 1 หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ วิทยุโทรทัศน์ทุกช่อง คนเป็นผู้ว่าการจึงต้องพร้อมยืนยันความโปร่งใสด้วยตนเอง และต้องพร้อมกระชากหน้ากากไอ้โม่ง ผู้ละเมิด พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าออกมา” ผู้สันทัดกรณีในแวดวงการท่องเที่ยวไทย ย้ำว่า ททท.ได้จดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาไว้เมื่อ 13 ก.ค.2554 ทั้งตราสัญลักษณ์เรือหงส์ และชื่อ “ททท.” โดยการนำไปใช้จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าการ ททท.เพียงคนเดียว...ผู้ฝ่าฝืนมีโทษทั้งปรับและจำคุกนี่คือความเคลื่อนไหวสำคัญที่ ททท.ต้องทำ...เป็นสิ่งที่สังคมอยากเห็นมากกว่าใบปลิวนิรนามที่เร่งร่อนปฏิเสธออกมาเพียงแผ่นเดียว.