เหยื่อภิกษุณีอรหันต์เก๊ลวงโลก แห่เข้าแจ้งความเอาผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เพิ่มเติม แค่อำเภอเดียวมีผู้เสียหายร่วม 200 คน มูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท บางรายสูญเงินหลายแสน ยอมรับความโลภบังตา ตำรวจแฉกลโกงแก๊งชีโล้นห่มแดง จะตั้งกองผ้าป่าคล้ายแชร์ลูกโซ่ตุ๋นชาวบ้าน อ้างให้ผลตอบแทนเป็นเงินสดและทองคำ ขณะที่เจ้าสำนักยืนยันตัวเองเป็นอริยสงฆ์ ชี้สาวกใจร้อนเลยเกิดปัญหา ย้ำต้องรอฤกษ์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถึงจะได้เงินคืนสังคมยังเฝ้าจับตาภายหลังตำรวจร่วมกับฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่สำนักพุทธศาสนา นำหมายศาลจับกุม น.ส.อิสรีย์ อินทร์ไชยา อายุ 49 ปี หรือแม่ชีอู๋ ที่ตั้งตนเป็นภิกษุณี ฉายา “พระยาธรรมมิกราช” แห่งสำนักปฏิบัติธรรมวิปัสสนาพระพุทธสิกขี เลขที่ 210 หมู่ 1 บ้านดงโชค ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม ในฐานความผิดฉ้อโกงประชาชน เพราะมีผู้เสียหายในพื้นที่ อ.เมืองนครพนม อ.ท่าอุเทน และ อ.ปลาปาก จ.นครพนม กว่า 400 ราย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน อ้างถูก น.ส.อิสรีย์ และพวกมีพฤติกรรมฉ้อโกง ตั้งกองทุนช่วยเหลือโควิด-19 ระดมทุนซื้อผ้าป่ากองละ 3,500 บาท จะมีผลตอบแทนคืนกำไรเป็นเงินสดและทองรูปพรรณ ชาวบ้านหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ สุดท้ายไม่ได้เงินและไม่ได้ผลตอบแทนตามที่กล่าวอ้าง เหตุเกิด 2-3 เดือนที่ผ่านมา มูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาทความคืบหน้าของคดี ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 28 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีประชาชนผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อ น.ส.อิสรีย์ อินทร์ไชยา หรือแม่ชีอู๋ หรือพระยาธรรมมิกราช ภิกษุณีเก๊ลวงโลก เจ้าลัทธิห่มแดงแห่งสำนักปฏิบัติธรรมวิปัสสนาพระพุทธสิกขี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม และ สภ.ท่าอุเทน อย่างต่อเนื่อง เฉพาะในพื้นที่ อ.ท่าอุเทน มีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อร่วม 200 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท บางรายสูญเงินตั้งแต่ 3,000-200,000 บาท ตำรวจได้เร่งสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนต่างกรรมต่างวาระ ส่วนผู้ต้องหาได้เร่งสอบสวนให้เสร็จสิ้น ก่อนนำตัวไปขอศาลจังหวัดนครพนมฝากขังผัดแรกต่อไปน.ส.กชกร วงศ์สุวรรณ อายุ 46 ปี ชาวบ้าน ต.รามราช อ.ท่าอุเทน 1 ในผู้เสียหายยอมรับว่าตกเป็นเหยื่อเพราะความโลภ อยากได้ผลกำไรตอบแทน เริ่มจากมี น.ส.ไพลิน สุนทรสุวรรณ อายุ 31 ปี หรือแม่ชีการ์ตูน 1 ในแก๊งผู้ต้องหามาเป็นนายหน้าชักชวน ให้ซื้อกองทุนผ้าป่าช่วยเหลือคนจน มีเงื่อนไข 2 รูปแบบ คือ ผ้าป่ากองเงิน ซื้อในราคากองละ 2,000 บาท ส่วนผ้าป่าทองคำ ซื้อเป็นเงินสดกองละ 3,500 บาท จะได้ผลตอบแทนเป็นสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 1 สลึง ตนเลือกซื้อผ้าป่าทองคำ เริ่มต้นจาก 2-3 กอง หลังซื้อไป 5-7 วันในช่วงแรก ได้ทองคำคืนมาจริง นำไปขายได้กำไร ทำให้หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อและซื้อเพิ่มขึ้นรวมทั้งหมด 30 กอง เป็นเงินกว่า 1 แสนบาท ผ่านไปหลายเดือนยังไม่ได้ทองคำตามสัญญา ไปติดตามที่สำนักปฏิบัติธรรมถึงรู้ว่าถูกหลอก ยังมีเพื่อนบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงถูกหลอกอีกนับ 100 ราย พอทราบข่าวการจับกุมผู้ต้องหาหัวหน้าแก๊ง รีบมาแจ้งความดำเนินคดีทันทีพ.ต.อ.แสวง คนคล่อง ผกก.สภ.ท่าอุเทน เปิดเผยว่า ได้ตั้งทีมพนักงานสอบสวนไว้อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ถูกหลอกซื้อกองทุนผ้าป่า ขอให้รีบมาแจ้งความ พนักงานสอบสวนจะได้รวบรวมพยานหลักฐาน เอาผิดกับผู้ต้องหาเพิ่มเติม และหาทางดูแลช่วยเหลือตามกฎหมาย ขณะนี้ในพื้นที่ อ.ท่าอุเทน มีผู้เสียหายเกือบ 200 ราย ส่วนรูปแบบจากการสอบถามชาวบ้าน เป็นกลโกงไม่ต่างจากแชร์ลูกโซ่ หลอกให้ชาวบ้านซื้อกองทุน อ้างว่าเป็นผ้าป่าช่วยคนจน ช่วงแรกได้ผลตอบแทนจริง จากนั้นจะชักชวนให้ทำเพิ่มในยอดเงินหลักแสนบาทก่อนเงียบหายไป ถือเป็นความผิดฉ้อโกงประชาชน จะต้องดำเนินคดีเป็นรายบุคคล ความผิดตามกฎหมายมีโทษ ทั้งจำทั้งปรับ โทษสูงสุดจำคุก 2 ปี แยกเป็นผู้เสียหาย 1 รายต่อ 1 ความผิด หากมีหลายรายจะเพิ่มโทษตามความผิดที่เกิดขึ้น เพราะต่างกรรมต่างวาระผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการดำเนินคดี นอกจากตำรวจจับกุม น.ส.อิสรีย์ หรือแม่ชีอู๋ เจ้าสำนักได้แล้ว ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ตำรวจยังจับกุมนางดรุณี จันทะนาม อายุ 45 ปี หรือแม่ชีทองพูน ชาว จ.สกลนคร และ น.ส.ไพลิน สุนทรสุวรรณ อายุ 31 ปี หรือแม่ชีการ์ตูน ชาว อ.ท่าอุเทน ในฐานความผิดฉ้อโกงประชาชนเช่นกัน เพราะทั้ง 2 คนทำหน้าที่เป็นสายบุญ เดินสายตระเวนหาลูกค้ามาซื้อกองทุนผ้าป่าเงินสด และผ้าป่าทองคำ ขณะนี้ทั้ง 2 คนถูกส่งฝากขังไปแล้ว ด้าน น.ส.อิสรีย์ หรือแม่ชีอู๋ ให้สัมภาษณ์สื่อข่าวระหว่างถูกคุมตัวมาสอบสวนว่า สิ่งที่ทำไปไม่เป็นความผิด เพราะตนเป็นอริยบุคคล เทียบเท่าอริยสงฆ์ ไม่ยึดติดกับสิ่งใด ไม่รับรู้สิ่งใดในโลกนี้แล้ว ส่วนการจัดตั้งกองทุนผ้าป่าเป็นการทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือคนยากจน แต่จะมีเวลาคืนเงินให้ตามความเชื่อศรัทธา จะต้องมีฤกษ์ยามที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคืนให้ แต่คนที่มาร่วมทำบุญใจร้อนเกิดความโลภเลยเกิดปัญหา หากทุกคนรอตามเวลากำหนดจะได้รับเงินคืนแน่นอนว่าที่ ร.ต.จุลสัน ทันอินทร์อาจ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า น.ส.อิสรีย์ อินทร์ไชยา หรือแม่ชีอู๋ ถือเป็นคนธรรมดา ไม่มีตำแหน่งทางสงฆ์ เพราะไม่มีบัญญัติไว้ในพระธรรมวินัย หรือระเบียบสงฆ์ หากกระทำผิดทางกฎหมาย ให้ตำรวจดำเนินคดีได้เหมือนบุคคลทั่วไป ไม่ต้องผ่านการพิจารณาของคณะปกครองฝ่ายสงฆ์ เป็นเพียงการอ้างตัวขึ้นมาเอง ส่วนพื้นที่ปฏิบัติธรรมดังกล่าวไม่ได้ขออนุญาตจัดตั้งตามกฎหมาย เพราะตั้งขึ้นเองในพื้นที่ส่วนบุคคล และสามารถปฏิบัติธรรมได้ แต่ต้องไม่กระทำผิดกฎหมาย สำหรับพระสงฆ์ 1 รูป ที่เข้ามาพักอ้างว่ามาปฏิบัติธรรม ตรวจสอบแล้วคือ พระโชคชัย สุภัทโท อายุ 36 ปี เดิมอยู่วัดราชบำรุง ต.โพธิ์ทะเล อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี เบื้องต้นไม่พบความผิดเกี่ยวข้องกับกลุ่มแม่ชีที่กระทำผิด ได้นิมนต์ส่งตัวกลับวัดต้นสังกัดเรียบร้อยแล้ว