ไลฟ์สไตล์
100 year

แอโรโพนิกส์สายพันธุ์ไทย ผุดสตรอว์เบอร์รีสมุทรปราการ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
3 มี.ค. 2564 08:10 น.
SHARE

การเพาะปลูกระบบแอโรโพนิกส์เป็นการปลูกพืชให้ส่วนรากลอยอยู่ในอากาศ มีการหมุนเวียนน้ำและสารละลายธาตุอาหาร โดยการใช้ปั๊มอัดผ่านหัวพ่น ฉีดพ่นน้ำผสมกับธาตุอาหารให้เป็นฝอยละเอียดคอยหล่อเลี้ยงราก ตามระยะที่กำหนดตลอด 24 ชม. โดยมีไทม์เมอร์เป็นตัวกำหนดการฉีดพ่น ตามความเหมาะสมของพืชแต่ละชนิด

ต่างจากระบบไฮโดรโปนิกส์ที่เรารู้จักกันดี รากจะแช่อยู่ในน้ำตลอดช่วงอายุพืช แล้วใช้น้ำผสมธาตุอาหารหมุนเวียน ทำให้ต้องเปลี่ยนน้ำค่อนข้างบ่อย และเสี่ยงต่อการเกิดโรครากเน่า หากไม่ชำนาญพอ

ข่าวแนะนำ

แม้บ้านเราจะรู้จักกับระบบแอโรโพนิกส์มาระยะหนึ่งแล้ว แต่เนื่องจากต้องศึกษาถึงความต้องการสารอาหาร จำนวนครั้งในการฉีดให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด ทำให้ระบบที่ออกมายังคงต้องพัฒนาอยู่ แต่ด้วยความไม่หยุดคิดของหนุ่มใหญ่เมืองสมุทรปราการ จึงได้คิดค้นระบบนี้จนสำเร็จ แถมด้วยระบบข้อต่ออัจฉริยะที่คิดค้นขึ้นเอง ช่วยให้พืชโตเร็วกว่าเดิม 30-50% ที่สำคัญ ปลูกพืชได้ทุกชนิด แม้กระทั่งสตรอว์เบอร์รี ที่ทดลองปลูกได้กินลูกมาเป็นรุ่นที่ 5 แล้ว

“เดิมปลูกเมล่อน ผักสลัด บนดาดฟ้าด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ ไม่ต่างจากที่เห็นกันทั่วไป กระทั่งคิดค้นสูตรธาตุอาหาร A และ B ของตัวเอง จนเมื่อ 4 ปีที่แล้วเห็นระบบแอโรโพนิกส์ของต่างประเทศแล้วสนใจ เพราะการที่รากลอยในอากาศจะไม่ทำให้รากเน่า และการฉีดพ่นธาตุอาหารและน้ำเป็นฝอย พืชจะได้รับสารอาหารดีกว่าให้น้ำผ่านอย่างเดียว ที่สำคัญไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อย แต่ด้วยระบบจากต่างประเทศมีราคาสูงมาก เลยไม่ค่อยได้รับความนิยม ผมจึงอยากคิดค้นระบบแอโรโพนิกส์ เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกของคนไทย” รุ่งโรจน์ เวชสิทธิ์ หนุ่มใหญ่ผู้ไม่เคยหยุดคิด พัฒนาระบบแอโรโพนิกส์สายพันธุ์ไทย เริ่มจากทดลองปลูกเมล่อน ผักสลัด ก่อนจะพัฒนาสู่การปลูกสตรอว์เบอร์รี ย่านบางพลีใหญ่ จ.สมุทรปราการ

ถือเป็นการประยุกต์ระบบไฮโดรโปนิกส์กับระบบแอโรโพนิกส์ของต่างประเทศ เพื่อให้ต้นทุนต่ำลง เน้นที่ระบบการฉีดน้ำและธาตุอาหารให้เป็นฝอยละเอียดตรงไปยังรากพืชโดยตรง เมื่อโมเลกุลของน้ำและธาตุอาหารถูกทำให้เล็กลง พืชจะสามารถดูดซับไปใช้ได้เร็วขึ้นและเต็มที่

สำหรับการทำงานของระบบแอโรโพนิกส์สายพันธุ์ไทย จะเริ่มจากนำธาตุอาหาร A และ B ละลายน้ำ นำเข้าถังเก็บน้ำ ที่อยู่ด้านล่างพื้นที่ปลูก ปั๊มน้ำขึ้นสู่ท่อ ผ่านข้อต่ออัจฉริยะไปยังถังด้านบน ที่บรรจุอุปกรณ์สร้างออกซิเจน เพื่อเพิ่มอากาศให้กับน้ำที่ไหลผ่าน จากนั้นน้ำและธาตุอาหารที่ผสมกับออกซิเจน จะไหลผ่านท่อมายังด้านล่างบริเวณปลูกพืช ผ่านหัวฉีดฝอยละเอียดที่มีไว้ประจำพืชแต่ละต้น ที่สามารถตั้งเวลาฉีดได้ตามความต้องการของพืชแต่ละชนิด แล้วไหลลงสู่ถังเก็บน้ำด้านล่าง หมุนเวียนกันไปจนกว่าจะครบครอป

ต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ระหว่าง 26-29 Cํ ในพืชทั่วไป แต่สตรอว์เบอร์รีควบคุมให้นิ่งที่ 25 ํC เพื่อให้อุณหภูมิไม่แกว่ง เพราะอาจกระทบต่อพืช ในโรงเรือนนี้จะติดตั้งตัวเซ็นเซอร์ไว้ หากอุณหภูมิเกิน 29 ํC ระบบทำความเย็นจะทำงานอัตโนมัติ จากการปลูกที่ผ่านมาพบว่า ประหยัดน้ำกว่าระบบไฮโดรโปนิกส์ 50%

นอกจากนี้ยังมีข้อต่ออัจฉริยะ เป็นแท่งพลาสติกแข็ง 2 ชิ้นประกบกัน ภายในบรรจุด้วยผงเหล็ก และแร่ธาตุต่างๆจากธรรมชาติ เมื่อน้ำผ่านจะสร้างประจุลบ ช่วยปรับค่า Ph ให้ เป็นกลาง จัดเรียงโมเลกุลของน้ำให้เป็นระเบียบ พืชดูดซึมไปใช้ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันโมเลกุลของน้ำก็จะได้รับแร่ธาตุต่างๆ ส่งผลให้ผลผลิตออกมาดี รูปทรงสม่ำเสมอ ใหญ่ รสชาติอร่อยขึ้น ย่นระยะเวลาเจริญเติบโตของพืชได้ถึง 30-50% ปัจจุบันได้สิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...สนใจสอบถามได้ที่ 09-0318-1259.

กรวัฒน์ วีนิล

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรวัฒน์ วีนิลแอโรโพนิกส์ไฮโดรโปนิกส์ปลูกพืชสตรอว์เบอร์รีสมุทรปราการพืช

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2564 เวลา 20:30 น.