กีฬา
100 year

ศาลฎีกาให้ชดใช้ 21 ล้านบาท ม็อบเผาเมือง ย่านอนุสาวรีย์ชัย

ไทยรัฐฉบับพิมพ์17 ต.ค. 2562 05:15 น.
SHARE

ตู่-เต้น-เหวง นปช.โดนฟ้องทางแพ่ง

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ สั่ง “ตู่-เต้น-เหวง” แกนนำ นปช. ชดใช้ 21 ล้านบาทให้ผู้เสียหายเจ้าของอาคารหลังเหตุการณ์เผาตึกย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ วันสลายการชุมนุมเมื่อปี 53 ด้าน 3 แกนนำไม่มาศาล มีเพียงทนายความ โผล่อ้างมาในฐานะสังเกตการณ์ไม่ได้มาในนามจำเลยทั้ง 3 คน ไม่ถือว่าได้ทราบคำบังคับตามคำพิพากษาแล้ว ส่วนจำเลยจะปฏิบัติตามคำพิพากษาอย่างไรเป็นอีกเรื่อง

ศาลฎีกาสั่งชดใช้ 21 ล้านบาท 3 แกนนำ นปช.เผาตึกย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ปี 53 โดยเมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 16 ต.ค. ที่ศาลแพ่ง ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดำ 1762/2554 ที่นายประสงค์ กังวาฬวัฒนา เจ้าของกิจการอาคารพาณิชย์ ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นโจทก์ฟ้อง บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีต รมว.มหาดไทย กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และอดีต รมว.กลาโหม ยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-10 ฐานละเมิดเรียกค่าหาย และผิดตามสัญญาประกันภัย

บรรยายโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของอาคาร และร้านค้าย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (บริเวณใกล้อาคารเซ็นเตอร์วัน) ต่อมาเกิดการชุมนุมของกลุ่มนปช. และเจ้าหน้าที่รัฐได้สลายการชุมนุม นปช. ที่ชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 นำไปสู่เกิดเหตุการณ์เผาอาคารในหลายจุดทั่วกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ในวันที่ 20-21 พ.ค.53โดยสำนวนนี้เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายกรณีเผาอาคารพาณิชย์ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ใกล้อาคารห้าง สรรพสินค้าเซ็นเตอร์วัน และอาคารดอกหญ้า โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ในฐานะผู้เอาประกัน เรียกค่าเสียหายตามกรมธรรม์ และฟ้องจำเลย นปช.ฐานละเมิด

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด ทั้งส่วนของสัญญาประกันภัย และละเมิด ส่วนศาล อุทธรณ์พิพากษายกฟ้องยืนกับจำเลยที่ 1-7 แต่พิพากษาให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ จำเลยที่ 8-10 (แกนนำ นปช.) ร่วมกันชำระเงิน 30,509,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พ.ค. 53 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 8-10 ร่วมกันชำระเงิน 638,710 บาท ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 8-10 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท ทั้งโจทก์จำเลยฎีกาคู่ความมีเพียงสำนักงานอัยการสูงสุดที่เป็นผู้แทนจำเลย ขณะที่ฝ่าย นปช.ไม่มาฟังคำพิพากษา มีเพียงนายกัณต์พัศฐ์ สิงห์ทอง ทนายความจำเลยที่ 8-10 มาศาล แต่มาในฐานะผู้สังเกตการณ์

โดยศาลฎีกาได้พิพากษาใจความว่า แก้ให้จำเลยที่ 8-10 ร่วมกันชำระค่าอาคารพาณิชย์ที่พิพากษาพร้อมทรัพย์สินที่โจทก์เสียหาย 21,356,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พ.ค.53 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับค่าขาดผลประโยชน์ 1,200,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 100,000 บาท ไม่เกิน 24 เดือน นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พ.ค.54) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระค่าอาคารพาณิชย์ที่พิพากษาพร้อมทรัพย์สินที่โจทก์เสียหายเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ให้เสียค่าเสียหาย ได้ไม่เกิน 24 เดือน ให้จำเลยที่ 8-10 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้ง 3 ศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนทรัพย์สินโจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท

ด้านนายกัณต์พัศฐ์ สิงห์ทอง ทนายความ เผยว่า คดีนี้ชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ให้จ่ายคนละ
30 ล้านบาท ส่วนการปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลฎีกา วันนี้แม้ตนเคยทำหน้าที่ทนายความให้จำเลยที่ 8-10 แต่ตนมาในฐานะสังเกตการณ์ ไม่ได้มาในนามจำเลยทั้งสาม ไม่ถือว่าได้ทราบคำบังคับตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยจะปฏิบัติตามคำพิพากษาอย่างไรเป็นอีกเรื่อง ส่วนค่าเสียหายเดือนละ 1 แสนบาท รวม 24 เดือน ก็ไม่เกิน 2.4 ล้านบาท เบ็ดเสร็จน่าจะรวม 25 ล้านบาทแล้วให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมมีค่าทนาย 1 แสนบาท นอกนั้นเป็นไปตามศาลอุทธรณ์ ดูๆแล้วประมาณ 30 ล้านบาท

เย็นวันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า ตนและแกนนำนปช.คนอื่นๆถูกศาลแพ่งพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายในคดีวางเพลิง ช่วงการชุมนุม นปช.ปี 53 รวมแล้ว 2 คดี ในส่วนของตนและนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต้องชดใช้เงินบวกดอกเบี้ยแล้ว ประมาณ 20 ล้านบาท นพ.เหวง โตจิราการ กับนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง บวกดอกเบี้ยแล้วคนละประมาณ 10 กว่าล้านบาท ทั้ง 2 คดีนี้มีสิ่งที่คล้ายกันคือ เป็นคดีไม่มีจำเลย ไม่สามารถจับกุมผู้วางเพลิงได้ จำเลยมีทั้งรัฐบาลในขณะนั้น และ นปช. แต่ปรากฏว่า นปช.เท่านั้นที่ต้องเป็นฝ่ายชดใช้ แม้น้อมรับคำสั่งของศาล แต่ดูแล้วคิดเป็นอื่นไม่ได้ หลังจากนี้คงได้หารือกับนายณัฐวุฒิและ นพ.เหวง ว่าในทางกฎหมายจะทำอะไรได้บ้าง เนื่องจากหลายเรื่องยังไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เช่น มีการวินิจฉัยว่าตนเป็นประธาน นปช.แต่ข้อเท็จจริงคือขณะนั้นยังไม่ได้เป็น

ประธานกลุ่ม นปช.กล่าวอีกว่า รู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายหนีไม่พ้นที่จะนำไปสู่การพิทักษ์ทรัพย์และล้มละลาย ในส่วนของตนยังมีคดีหมิ่นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ศาลมีคำสั่งให้นับพร้อมหรือให้รับโทษต่อ ไม่เคยมีในประเทศไทยมาก่อน คดีก่อการร้ายแม้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ยังไม่ทราบจะมีการอุทธรณ์หรือไม่ ทั้งยังมีคดีระหว่างการชุมนุมปี 52 อีก พูดได้ว่ามีอีกมากมายอายุร้อยปีก็ไม่มีปัญญามาลงสมัคร ส.ส. ส่วนองค์กร นปช.ก็เช่นกัน ปัจจุบันตนมีหน้าที่เหมือนคนรักษาศาลาไม่ให้ร้างเท่านั้น ส่วนนักรบบาดเจ็บหมด ทั้งติดคุก ล้มละลาย จ่อที่จะเข้าไปในคุก อย่างไรก็ตาม ในส่วนสถานีโทรทัศน์พีซทีวีของนปช.เตรียมย้ายออกจากศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ไปสร้างใหม่ที่ย่านรามอินทรายังเดินหน้าต่อ เนื่องจากเป็นอาคารชั้นเดียวค่าใช้จ่ายไม่ได้สูง มีเจ้าภาพมาช่วยค่าใช้จ่ายหลายคน

นายจตุพรกล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ตัวแทนสามฝ่ายคือ นปช. พันธมิตร และ กปปส. ได้พยายามหาทางพบปะพูดคุยกันเป็นระยะๆ เพื่อที่จะหาทางยุติความขัดแย้งตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ขณะนี้ทุกฝ่ายต่างอยู่ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก หลายคนอยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิตเป็นเหตุให้ต้องมาพูดคุยกันเพื่อเริ่มต้นกันใหม่ ส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกัน อนาคตหากการหารือได้ตกผลึกกันทั้งหมดเมื่อไร คงจะได้แจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการ ดังนั้น สถานการณ์ของภาคประชาชนคงเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่กลไกของกระบวนการยุติธรรมยังคงต้องว่ากันต่อไป

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แกนนำ นปช.ศาลฎีกาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจตุพร พรหมพันธุ์ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อเหวง โตจิราการข่าวหน้า1ข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้