ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงานฉลองครบรอบ 50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อ 30 มิ.ย. ด้วยการมองหลังมองหน้า “Legacy&Future : 50 Years of Thai Capital Market” หัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือ “อนาคตตลาดทุนไทยในครึ่งศตวรรษหน้า The Future : SET NEXT 50” มีข้อเสนอจาก ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักยุทธศาสตร์แห่งอนาคตและกรรมการ กนง. ว่า 50 ปี ข้างหน้าการลงทุนยังมีความจำเป็น เพื่อสร้างรายได้ในอนาคต และตลาดหลักทรัพย์ก็ยังมีความจำเป็น แต่ต้องเป็น ตลาดทุนที่เป็นสะพานสู่อนาคต เป็นตลาดที่มี Future ลงทุนเพื่ออนาคตได้ มี Trust และ Equity Culture ปกป้องนักลงทุนรายเล็กและ การเข้าถึงด้วยต้นทุนต่ำวันนี้ผมเลยชวนท่านผู้อ่านไปดูตลาดหลักทรัพย์ที่มีอนาคตเป็นตัวอย่างครับตลาดหลักทรัพย์ที่มีอนาคตมากที่สุดในวันนี้หนีไม่พ้น ตลาด หลักทรัพย์สหรัฐฯ แม้เศรษฐกิจโลกจะไม่แน่นอนจากสงครามภาษีการค้า อีก 4 วัน จะถึงเส้นตาย 8 กรกฎาคม ที่ผู้นำสหรัฐฯ กำหนด แต่ดัชนีหุ้นสหรัฐฯกลับพุ่งทำสถิติใหม่แทบทุกวัน ปิดตลาด วันอังคาร 1 ก.ค. ดัชนีดาวโจนส์ บวกขึ้นไปอีก 400.17 จุด ทำสถิติ สูงสุดใหม่ที่ 44,494 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลงเล็กน้อย 6.94 จุด ปิดที่ 6,198 จุด แต่ก็ทะลุ 6 พันจุดขึ้นมาแล้ว ดัชนี Nasdaq ลดลง 166.84 จุด แต่ก็ยืนเหนือ 2 หมื่นจุด ที่ 20,202 จุด ที่เป็นสถิติใหม่ธนาคารสหรัฐฯ ก็แข็งแกร่งมาก แม้รัฐบาลสหรัฐฯจะมีหนี้ท่วมตัว ผลการทดสอบ Stress Test ประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนาคารยักษ์ใหญ่สหรัฐฯสอบผ่านฉลุย สามารถรับมือกับวิกฤติต่างๆ ได้อย่างสบาย กองทุนขั้นที่ 1 สูงถึง 11.6% สูงกว่าขั้นต่ำที่กำหนด 4.5%หลังผ่านการทดสอบ Stress Test แล้ว ธนาคารยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ต่างก็ประกาศ “จ่ายเงินปันผลเพิ่ม” ทันที พร้อมโครงการ “ซื้อหุ้นคืน” เพื่อ “ตอบแทนผู้ถือหุ้น” ผมเห็นแล้วก็ชื่นชม วิธีการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ ตลาดหุ้นไทยควรทำตามอย่างยิ่ง ท่ามกลางการซื้อขายที่ซบเซา แต่บริษัทจดทะเบียนยังมีกำไรดี เป็นเรื่องที่ กระทรวงการคลัง ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ ควรจะพิจารณาให้บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่มีกำไรมากทุกปี “เพิ่มเงินปันผล” ให้ผู้ถือหุ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับตลาดทุนไทย แทนที่จะกดราคาหุ้นให้ต่ำ เอาเงินกำไรไปทำอย่างอื่น เอาเปรียบผู้ถือหุ้นมาตลอด ตลาดหุ้นก็ซบเซาธนาคารสหรัฐฯที่ประกาศ “จ่ายเงินปันผลเพิ่ม” เป็นแบงก์แรกคือ JP Morgan Chase ธนาคารใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เพิ่มเงินปันผลเป็น 1.50 ดอลลาร์ต่อหุ้น จากเดิม 1.40 ดอลลาร์ต่อหุ้น และ ตั้งวงเงินซื้อหุ้นคืนอีก 50,000 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ 1 ก.ค.เป็นต้นไปคุณเจมี ไดมอน ซีอีโอของเจพีมอร์แกน กล่าวว่า การเพิ่ม เงินปันผลครั้งนี้เป็นครั้งที่สองของปีนี้ สะท้อนถึงระดับการจ่ายเงินคืนผู้ถือหุ้นที่ยั่งยืน โดยได้รับการสนับสนุนจากผลประกอบการที่ แข็งแกร่งของเรา และ โครงการซื้อหุ้นคืน 50,000 ล้านดอลลาร์ เปิดทางให้ธนาคารสามารถ “คืนทุนให้ผู้ถือหุ้น” ตามความเหมาะสม การทดสอบภาวะวิกฤติครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าธนาคารมีความแข็งแกร่ง ผู้ถือหุ้นฟังแล้วก็ชื่นใจ นี่คือการลงทุนในอนาคต ที่นักลงทุนอยากได้ นี่คือ Trust และ Equity Culture ที่ปกป้องนักลงทุนรายย่อยธนาคารใหญ่อื่นในสหรัฐฯ ก็จ่ายเงินปันผลเพิ่มกันเกือบทุกแห่ง เช่น โกลด์แมน แซค เพิ่มเงินปันผลเป็น 4 ดอลลาร์ต่อหุ้น จากเดิม 3 ดอลลาร์ มอร์แกน สแตนเลย์ เตรียม เพิ่มเงินปันผลรายไตรมาส เป็น 1 ดอลลาร์ต่อหุ้น อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนอีก 20,000 ล้านดอลลาร์ ซิตี้กรุ๊ป เพิ่มเงินปันผลเป็น 60 เซ็นต์ต่อหุ้นจากเดิม 56 เซ็นต์ แบงก์ ออฟ อเมริกา เพิ่มเงินปันผลอีก 8%ผมคิดว่านี่คือ “แนวทางการพัฒนาตลาดทุนให้ยั่งยืน” ที่ถูกต้อง ที่ ตลาดทุนไทย ควรยึดเป็นแบบอย่าง “นักลงทุนรายย่อย” ไม่ควร เป็นเพียง “แมลงเม่า” ที่บินเข้ากองไฟ แต่นักลงทุนรายย่อยควรได้รับ การปกป้อง เพื่อสร้างอนาคตคู่ไปกับตลาดทุนไทย อย่างที่ เจมี ไดมอน ซีอีโอแบงก์ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ พูดและทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว."ลม เปลี่ยนทิศ"คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม