ยาเสพติดยังเป็นปัญหาเรื้อรังบั่นทอน “ความมั่นคงทางสังคม และคุณภาพชีวิตคนในชาติ” โดยเฉพาะผลกระทบรุนแรง กำลังพุ่งเป้าไปยังเยาวชนซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคตเด็กและเยาวชนไทยไม่น้อยติดกับดักตกอยู่ในวงจรการใช้ยาเสพติดจากหลากหลายปัจจัยทั้งความเปราะบางทางอารมณ์ แรงจูงใจจากเพื่อน การเลียนแบบ รวมถึงแรงผลักของสภาพแวดล้อมครอบครัว และสังคม โดยเฉพาะเด็กเติบโตมากับพ่อแม่ที่เกี่ยวข้องกับการค้ายา ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นพฤติกรรมเสี่ยงพบได้ทั่วไปในสังคมไทยไม่เว้นแม้แต่คนทำงานหาเลี้ยงครอบครัว หลายคนเลือกใช้ยาเสพติดช่วยให้ทำงานต่อเนื่องแลกกับรายได้ ผศ.นพ.อภินันท์ อร่ามรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด สะท้อนในงานประชุมวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรมครั้งที่ 22 ยุติธรรมกินได้ หัวข้อฝ่าวิกฤติยาเสพติด Justice in Action ว่าการใช้ยาเสพติดที่กระทบวงกว้างนั้น “มักเกิดในช่วงวัยรุ่น” เป็นวัยที่ร่างกาย และจิตใจเปราะบาง จากสมองส่วนหน้าควบคุมอารมณ์การตัดสินใจยังไม่โตเต็มมักใช้อารมณ์ความรู้สึกตัดสินใจลองใช้ยาเสพติดได้ง่ายขณะที่ “ผู้ใหญ่ หรือวัยโต” เริ่มใช้ยาเสพติดจากปัจจัยทางสังคม อย่างเช่น อกหัก หรือการเผชิญกับความทุกข์ใจ เพื่อหลีกหนีความเจ็บปวด จึงหันมาเสพยาแม้ในช่วงแรกจะใช้เพียงชั่วคราว หากปัญหายังไม่คลี่คลายการใช้ยาก็จะเกิดขึ้นซ้ำๆ ในการบรรเทาความเครียด ความเจ็บปวดทางอารมณ์ หรือช่วยให้ทำงานหนักต่อไปได้เมื่อผู้ใช้เริ่มรู้ว่า “สารชนิดใดช่วยให้รู้สึกดี หรือทำงานได้มากขึ้น” ก็จะกลับมาใช้สารนั้นซ้ำๆ กลายเป็นวงจรพึ่งพาสารเสพติดต่อเนื่องแล้วเมื่อสมองเกิดภาวะดื้อยาก็ต้องเพิ่มปริมาณการใช้ยาให้ได้ผลเช่นเดิมสำหรับกลไกที่น่าสนใจคือ “สมองจะจดจำสิ่งที่ให้ความพึงพอใจ” เมื่อได้กลิ่นสมองจะสั่งการทันทีว่าจะได้เสพยาเตรียมตัวรับการกระตุ้นโดยไม่ต้องไตร่ตรองเรียกว่า “ความเคยชินทางสมอง” โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เริ่มใช้สารเสพติดแล้วรู้สึกช่วยให้พ้นความไม่พึงประสงค์ ทำให้มีแนวโน้มใช้ซ้ำ และอาจพัฒนาเป็นการเสพโดยไม่รู้ตัวนอกจากกลไกของสมองแล้ว “สิ่งแวดล้อม” ก็มีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะการเข้าถึงสารเสพติดที่ง่าย เช่น การวางขายสุราแพร่หลายในร้านค้า งานสังสรรค์ทำให้คนใช้โดยไม่รู้ถึงผลเสีย หากเปรียบเทียบกับยาเสพติด เช่น ยาไอซ์ เฮโรอีน มีอัตราเสพติดต่ำกว่าในเชิงสถิติ เพราะความยากลำบากในการเข้าถึง และการควบคุมของกฎหมายดังนั้นการเสพยาเกิดจากหลายปัจจัย “เรื่องส่วนบุคคล” ก็มีส่วนผลักดันอย่างเช่นความเปราะบางทางอารมณ์ ความเครียด “ปัจจัยสังคม” ก็เป็นความคุ้นเคยในครอบครัว และการเลียนแบบ “ปัจจัยเกี่ยวกับสารเสพติด” การเข้าถึงความรุนแรงฤทธิ์ยาก็มีส่วน สิ่งนี้ส่งผลให้เคยชินจนกลายเป็นนิสัยพัฒนาไปสู่การเสพติดโดยไม่รู้ตัวได้จริงๆแล้วคนมักเข้าใจว่า “ใช้สารเสพติดแล้วต้องติดทันที” ความจริงไม่ใช่แบบนั้น เช่น กาแฟเป็นสารกระตุ้นชนิดหนึ่งก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนเสพติด เพราะบางคนลองดื่มแล้วไม่ชอบรสชาติก็หยุดดื่มโดยไม่ติดแต่อย่างใดเช่นเดียวกับ “สารเสพติด” หากใช้เพียงครั้งเดียวก็ไม่ได้หมายความจะนำไปสู่การเสพติดโดยอัตโนมัติเพียงแต่จะเสพติดหรือไม่ “คงต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ” เหตุนี้จึงเป็นที่มาของความพยายามจะคัดกรอง และแยกแยะบุคคลที่มีความเสี่ยงโดยเมื่อปี 2554 จากข้อมูลการสำรวจครัวเรือนที่ใช้แบบคัดกรองของ WHOในการประเมินความเสี่ยงประชากรไทย “80% เสี่ยงต่ำ” เมื่อดูเชิงลึกหลายคนในช่วงวัยเรียนเคยถูกเพื่อนชักชวนให้ลอง “เมื่อไม่รู้สึกสนุกก็เลิก” มีกลุ่มเสี่ยงสูงที่เกี่ยวกับปัญหาทางสังคม และครอบครัวมีแนวโน้มใช้ยาสม่ำเสมอพัฒนาสู่การเสพติดที่ต้องได้รับการดูแลเฉพาะ ด้วยแนวคิดใหม่มองผู้เสพติดเป็นผู้ป่วยมากกว่าผู้กระทำผิด ทว่าปัญหาการเสพยาเสพติดค่อนข้างซับซ้อน “ยิ่งผู้ใช้ยาไม่ได้ใช้ด้วยความเข้าใจ หรือเจตนาที่ชัดเจน” ลักษณะแบบขาดการคิดไตร่ตรองที่ใช้ไปเรื่อยๆ ด้วยความเคยชิน หรือหลงเข้าใจว่าไม่มีผลเสีย “พฤติกรรมแบบนี้ค่อนข้างอันตราย” เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรการเสพติดอาจนำไปสู่ปัญหาเรื้อรังในอนาคตต้องเน้นว่า “ผลกระทบอันตรายมักเกิดจากการใช้ซ้ำจนสะสมในร่างกาย” แม้แต่มีการใช้ครั้งแรกก็อาจเป็นอันตรายได้ เช่น คนไม่เคยดื่มเหล้าแล้วฉลองหนักจนเสียการควบคุมขับรถตกคูน้ำเสียชีวิตก็มีให้เห็นบ่อยปัญหาที่น่าห่วงคือ “เยาวชนใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน” ยิ่งเพิ่มความรุนแรงส่งผลกระทบต่อร่างกาย เพราะสารบางอย่างเข้าถึงได้ง่ายอย่างกัญชา กระท่อม เหล้ามักนำมาใช้ร่วมกันสุดท้ายรู้ตัวอีกทีก็อยู่ที่ห้องฉุกเฉินแล้ว“เด็กบางคนใช้ยาบ้าแบบเผาสูบต้องการให้ฤทธิ์ออกเร็วแรง ซึ่งยาบ้า 1 เม็ดจะมีสารกระตุ้นเมทแอมเฟตามีนแค่ 15% เท่านั้น และอีกกว่า 70% คือคาเฟอีนแบบเดียวกับในกาแฟ ดังนั้นออนไลน์บางแพลตฟอร์มมีกาแฟไฮโดรสวางขายในรูปแบบเม็ด และบางคนนำมาเผาสูบกระตุ้นทำงานได้ยันเช้าแต่เสี่ยงสูงมาก” ผศ.นพ.อภินันท์ ว่าสาเหตุจาก “การสูบฤทธิ์มักขึ้นสมองทันที” ทำให้สมองจะเสียหายโดยเฉพาะผู้ใช้วิธีสูบสารเสพติดเป็นประจำ และยังมีวิธีให้ฤทธิ์ออกเร็วกว่านั้นคือ “ฉีดเข้าเส้นเลือด” แต่หลายคนมักเสียชีวิตคาเข็มฉีดก็พบอยู่เรื่อยๆอย่างไรก็ตาม ในรายที่ “ไม่เสียชีวิตทันที” ก็พบปัญหาสุขภาพ ตามมา เช่น ปัญหาสุขภาพจิต และจิตเวช อารมณ์แปรปรวน ก้าวร้าว การติดเชื้อในกระแสเลือดที่ใช้เข็มร่วมกันและมีเพศสัมพันธ์เสี่ยงเพิ่มโอกาสการติดเชื้อ HIV ดังนั้นหากจะดูแลป้องกันจริงจัง “อย่ามุ่งสนใจแค่ตัวสารเสพติด” จำเป็นต้องให้คนเป็นศูนย์กลางของการดูแลสำหรับทางการแพทย์ “ควรเน้นแนวทางเข้าถึงและคัดกรองแต่เนิ่นๆ” ดูแลกลุ่มเสี่ยงก่อนปัญหาลุกลามจนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยระบบสาธารณสุขในการป้องกันไว้ก่อนจากการเข้าไปจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก และปรับเปลี่ยนความคิด พฤติกรรม ตั้งแต่ช่วงวัยเรียนจะช่วยลดโอกาสที่ปัญหาจะพัฒนาสู่ระดับรุนแรงแต่ข้อเสียในระบบสาธารณสุขปัจจุบัน “มักเน้นการทำงานแบบตั้งรับ” ส่งผลให้พบผู้ใช้ยาเสพติดมีอาการรุนแรงมาแล้วก่อนที่จะมาเข้าสู่ระบบ “จึงต้องผลักดันการทำงานเชิงรุกในชุมชนมากขึ้น” แม้ว่าภาระงานประจำในโรงพยาบาลจะหนัก แต่การป้องกันแต่ต้นย่อมมีประสิทธิภาพ จึงต้องหาวิธีจัดการให้เกิดความสมดุลย้ำเด็กและเยาวชนไม่ได้มีปัญหาแค่ “เรื่องยาเท่านั้น” เหตุนี้การแก้ปัญหายาเสพติดต้องมองในมุมตัวคนเป็นหลัก เพื่อให้สามารถใช้วิจารณญาณแก้ไขได้อย่างเหมาะสมกับความซับซ้อนในแต่ละกรณี เพราะชีวิตและสาเหตุนำไปสู่การใช้สารเสพติดแต่ละคนไม่เหมือนกัน.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม