ตอนหนึ่ง ในคำหนังสือ “ชีวิตนี้เป็นไฉน จะเอาอย่างไรกับชีวิต” หมอบรรลุ ศิริพานิช เขียนว่า อายุ 95 ปี มีเหตุต้องย้ายที่อยู่ ดูของที่จะเลือกทิ้งเลือกเก็บ เห็นวารสารที่เขียนไว้สมัยอยู่โรงพยาบาลเลิดสิน รู้สึกว่าควรเก็บ และจึงพิมพ์ไว้เป็นอนุสรณ์ (มกราคม 2564)ข้อเขียนชุดนี้ เขียนปี 2518 มี 12 ตอน ตอนที่ 12 ชีวิตนี้เป็นแต่เพียงภาวะสมมติผู้เขียนได้ชวนท่านผู้อ่านหาว่า ชีวิตคืออะไร?อยู่ที่ไหน?มาจากไหน? แต่ก็หาคำตอบไม่ได้ชีวิตนั้น มีในสัตว์พืช พืชมีหลายร้อยหลายพันชนิด มนุษย์เป็นสัตว์ที่แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ เพราะมนุษย์มีความเฉลียวฉลาด ความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ ทำให้โลกกลายเป็นโลกใหม่ สร้างขึ้นด้วยสติปัญญาทางเทคโนโลยีมนุษย์สร้างความเชื่อ สร้างสติปัญญา สร้างค่านิยมโลกใหม่ที่มนุษย์สร้าง สร้างแล้วก็ทำลาย ทำลายแล้วก็สร้างใหม่ ตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป โลกปีนี้ไม่เหมือนกับโลก 10 ปี หรือ 100 ปี หรือ 1,000 ปี ที่ผ่านมาแล้ว และโลกอีก 10 ปีข้างหน้า ย่อมไม่เหมือนกับโลกปีนี้ วันนี้ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าโลกนั้น เป็นเพียงสภาวะที่สมมติขึ้นในจังหวะเวลาหนึ่งๆในด้านตัวมนุษย์ ลองคิดถึงตัวเราเอง เมื่อกำเนิดมาในโลกใหม่ๆ ช่วยตัวเองได้ที่ไหน พ่อแม่ พี่เลี้ยง ต้องเลี้ยงดูมาทั้งสิ้น ต้องหัดต้องสอนต้องศึกษา เพื่อจะเป็นมนุษย์ในสังคมมนุษย์โลกแม้เวลาเปลี่ยนแปลงไป อินทรีย์แก่กล้าขึ้น เป็นหนุ่มเป็นสาววัยฉกรรจ์ ส่วนพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดกลับแก่ตัวลงไป สุดท้ายลูกก็ต้องเลี้ยงพ่อแม่ แทนพ่อแม่ซึ่งเคยเลี้ยงดูลูกจนพ่อแม่ตายไป เราก็มีลูกออกมาทดแทนต่อไป เป็นวงจรไปเช่นนี้ มีใครยับยั้งความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงนี้ได้บ้าง? ชีวิตจึงเป็นภาวะตั้งแต่เด็ก จนแก่ ตาย เกิด ชีวิตจึงเป็นแต่เพียงภาวะสมมติ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆเมื่อมีชีวิตมีจิตมีใจ แม้จะหลับตาเสีย จิตคิดถึงเมืองอเมริกา ก็เห็นเมืองมะริกา ทั้งๆที่นั่งอยู่เมืองไทย จิตคิดถึงคู่รักก็เห็นหน้าคู่รัก แม้ตากำลังอ่านหนังสือ ตาก็ไม่เห็นหนังสือชีวิตมนุษย์ในด้านจิต เป็นเรื่องประหลาด เพราะมนุษย์สร้างค่านิยมเรื่องต่างๆ สร้างแล้วก็เปลี่ยน เปลี่ยนแล้วก็สร้างใหม่ จนบางทีวนเวียนเปลี่ยนเป็นอย่างเก่าขอให้ดูแฟชั่นเอาแค่ขากางเกง เดี๋ยวลีบเดี๋ยวบาน เนกไทผูกคอเดี๋ยวเส้นใหญ่ ไม่กี่ปีเล็กลงมาหน่อย พอเวลาเปลี่ยนแปลงไปก็เล็กลงจนเป็นริบบิ้น เล็กไปเล็กมาก็โตขึ้นมาจนเต็มอกแม้แต่ข้อตัดสินอันยุติว่าดีหรือเลว ถูกหรือผิดของมนุษย์ในพฤติกรรมอย่างเดียวกัน ถ้าแตกต่างกาลสมัย พฤติกรรมซึ่งครั้งหนึ่งว่าถูก กลับมาเป็นผิด หรือพฤติกรรมซึ่งครั้งหนึ่งว่าดี กลับมาเป็นเลวตัวอย่างผู้ปกครองประเทศสมัยมีอำนาจ อะไรที่ทำอยู่เป็นถูกต้อง เป็นดีงาม แต่เมื่อสิ้นอำนาจวาสนา พฤติกรรมอันเดิมนั่นแหละ เห็นเป็นผิด เป็นเลวแม้คำตัดสินของศาลชั้นต้นในวันนี้ว่าผิด อาจเป็นถูกในศาลชั้นอุทธรณ์ หรืออาจเป็นผิดในชั้นศาลฎีกาฉะนั้น...ความถูกต้อง ความดี ความเลว เป็นแค่สิ่งสมมติขึ้นมา ในจังหวะเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่คงที่แน่นอนใครจะเชื่อบ้างเล่าว่า แม้ความเชื่อในด้านศาสนา ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาหมอบรรลุจบข้อเขียนนี้ ด้วยประโยคต่อไปนี้...ฉะนั้น อย่าเสียใจหรือดีใจกับอดีต อย่าตื่นตระหนกกับปัจจุบัน อย่ายิ้มแย้มกับความสำเร็จ หรือขุ่นมัวกับความล้มเหลว เพราะชีวิตนี้เป็นเพียงภาวะสมมติ และยังไม่มีอะไรสิ้นสุดหากแต่มันกำลังเคลื่อนที่ไปตามโลกสมมติเท่านั้นข้อเขียนมากมายของหมอบรรลุ ถูกนำไปตีพิมพ์ต่อ ไปอ่านทางวิทยุ และเผยแพร่ต่อๆไป ผลงานในหน้าที่ของหมอก็มีมากมาย เป็นที่กล่าวขาน ว่าเป็นหมอมากความสามารถ ซื่อสัตย์มั่นคง ระดับต้นแบบของหมอเมืองไทยท่ามกลางโลกสมมติ อย่างที่หมอบรรลุว่า ผมหวังจะได้ฟังคำเรียก “หมอดี” ต่อไปในบ้านเมืองของเรา.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม