กรณียึดวัดวังใหญ่ อ.นาทวี จ.สงขลา เป็นข่าวให้พุทธศาสนิกชนไม่สบายใจ?วันนี้ “ส่องตำรวจ” ขออนุญาตนำข้อกฎหมายใน “งานยุติธรรม” มานำเสนอให้ผู้อ่านได้นำไปเป็นข้อคิด เพราะส่องตำรวจมีหน้าที่ให้ความรู้เพื่อปกป้องสังคมไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบด้วยว่าที่ พ.ต.ดร.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ บอกว่า บทเรียนครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้น หากกระบวนยึดทรัพย์จะตรวจสอบข้อมูลก่อนเจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีคำสั่ง?แต่โดยคำสั่งกรมบังคับคดีปัจจุบัน การยึดอสังหาริมทรัพย์ ให้ยึด ณ ที่ทำการเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยไม่ต้องออกไปยึด ณ ที่ตั้งของทรัพย์ เพียงอาศัยหลักฐานต่างๆที่ผู้นำยึดเสนอ เช่น โฉนด น.ส.3 แผนที่ตั้งที่ดิน ภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้าง ก็สามารถ “ยึดบนโต๊ะ” ได้!แต่เมื่อปรากฏเป็นข่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า เป็นที่ตั้งของวัดวังใหญ่จริง เป็นประเด็นที่โจทก์ผู้นำยึดทรัพย์อาจเข้าข่ายกระทำความผิดอาญาได้!?นำไปสู่การที่โจทก์ผู้นำยึดยื่นคำร้องขอถอนการยึดที่ดินวัดวังใหญ่ในที่สุด“ที่ดินวัด ยึดไม่ได้” จากกรณีที่เกิดขึ้นนี้ โดยหลักกฎหมายแล้วไม่สามารถยึดได้ เพราะตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 บัญญัติว่า ที่ดินวัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี และการโอนจะกระทำได้ต่อเมื่อทำเป็นพระราชบัญญัติแม้ที่ดินวัดจะยึดไม่ได้ ไม่ว่าจะมีชื่อบุคคลอื่นในเอกสารสิทธิหรือเป็นชื่อวัด หากที่ดินยังเป็นชื่อบุคคลอื่นอยู่ อาจถูกยึดได้ เช่น กรณีที่เกิดขึ้น ดังนั้นวัดที่ถือครองที่ดิน ควรดำเนินการแก้ไขชื่อในเอกสารสิทธิให้เป็นของวัดด้วยกรณีที่ไม่สามารถติดต่อหรือหาตัวเจ้าของเดิมได้ วัดอาจยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งแก้ไขชื่อเจ้าของให้เป็นชื่อวัดได้ นำสืบว่าเจ้าของแสดงเจตนาอุทิศให้แก่วัดแล้ว แม้ได้แสดงเจตนาโดยวาจาก็ตกเป็นของวัดทันทีโดยไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.146/2563)หรือเมื่อครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของมาเกินกว่า 10 ปี วัดจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ดังนั้น การยึดทรัพย์ ผู้นำยึดต้องตรวจสอบเอกสารให้ถูกต้องตามความเป็นจริงเจ้าพนักงานบังคับคดีควรละเอียดรอบคอบก่อนมีคำสั่งยึด?สหบาท