เปิดเกณฑ์กรมการแพทย์ "แยกกักตัวที่บ้าน-ชุมชน" ผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียว

ข่าว

    เปิดเกณฑ์กรมการแพทย์ "แยกกักตัวที่บ้าน-ชุมชน" ผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียว

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    20 ก.ค. 2564 05:15 น.

    11,397 ราย ยอดผู้ป่วยโควิดในประเทศไทย ซึ่งทำสถิติสูงสุด เมื่อวันที่ 18 ก.ค.64 และที่น่าเศร้าสลดไปกว่านั้นคือ ตัวเลขผู้เสียชีวิตเซ่นสังเวยพิษ สูงสุดถึง 141 คน เมื่อวันที่ 17 ก.ค.64 ก็สร้างนิวไฮเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา

    เป็นสถิติที่ไม่มีใครต้องการเห็น เป็นตัวเลขที่สร้างความเจ็บปวดให้กับคนไทยทุกคน จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่กระจายเชื้อเร็ว ทำให้คนป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ ศบค.ก็เตรียมมาตรการเพิ่มความเข้มข้น เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคนี้

    ขณะที่เมื่อวันที่ 18 ก.ค.64 สถานการณ์ของผู้ป่วยอาการหนัก 3,464 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 846 ราย และจำนวนเตียงที่ลดเหลือน้อยลงทุกๆกลุ่มอาการ ทั้งสีเขียว เหลือง แดง

    จึงเป็นเหตุผลที่ กระทรวงสาธารณสุข ต้องปรับมาตรการการดูแลผู้ป่วย โดยเพิ่มวิธีแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) และการแยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation)

    นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์
    นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์

    นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา 2563 กระทรวงสาธารณสุข และกรมแพทย์ ต้องการให้ผู้ป่วยทุกคนเข้าสู่ระบบการดูแลของแพทย์ และไม่อยากใช้วิธีแยกกักตัวที่บ้าน และการแยกกักในชุมชน เพราะมีข้อเสีย 2 เรื่องคือ ถ้าผู้ป่วยอยู่บ้านคนเดียว แล้วสุขภาพแย่ลง ไม่มีคนดูแล อาจเสียชีวิตได้ ขณะเดียวกัน ก็อาจกักตัวไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้แพร่เชื้อให้กับคนในครอบครัว หรือถ้าออกมาภายนอกก็จะแพร่เชื้อในชุมชน แต่จากสถานการณ์ซึ่งขณะนี้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น จำเป็นต้องใช้วิธีนี้ โดยใช้จุดแข็งของสังคมไทยคือ “บวร” ได้แก่ บ้าน วัด และโรงเรียน มาเป็นที่แยกกักตัว โดยบ้านคือ บ้านของผู้ติดเชื้อตามเกณฑ์คือ ไม่มีอาการ อายุน้อยกว่า 60 ปี สุขภาพแข็งแรง อยู่คนเดียวหรือมีคนอยู่ร่วมไม่เกิน 1 คน ไม่มีภาวะอ้วน ไม่มีโรคร่วม เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานที่คุมไม่ได้ ที่สำคัญ ต้องยินยอมกักตัวและอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ ส่วนการกักตัวในชุมชนนั้น สถานที่ต้องเป็นที่โล่ง เช่น วัด ก็ใช้ศาลาวัด ส่วนโรงเรียนก็ใช้หอประชุมโรงเรียน รวมทั้งโรงงาน หมู่บ้าน แคมป์คนงาน ที่มีที่แยกกักตัว ใช้กักตัวไม่เกิน 200 คน เพื่อไม่ให้แออัด มีห้องน้ำ การแยกน้ำเสีย ขยะ ออกจากชุมชน

    “ผู้ติดเชื้อจะต้องสมัครใจและไปลงทะเบียนกับสถานพยาบาลใกล้บ้าน ทั้งโรงพยาบาลรัฐ เอกชน คลินิกชุมชนอบอุ่น ศูนย์บริการสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร ส่วนต่างจังหวัดก็จะมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ผู้ป่วยจะได้รับปรอท เครื่องวัดออกซิเจนในเลือด เครื่องวัดความดัน จะมีแพทย์ พยาบาลติดตามอาการผ่านการสื่อสาร เช่น วิดีโอคอล เทเลเมดิซีน วันละ 2 ครั้ง มีการเตรียมระบบส่งต่อไปยังสถานพยาบาลหากอาการรุนแรงขึ้น และยังมีส่งอาหารให้ผู้ป่วย 3 มื้อ โดยเป็นการสนับสนุนของสำนักงานหลัก ประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผ่านสถานพยาบาลให้ผู้ป่วย ตอนนี้มีผู้ป่วยแยกกักตัวที่บ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในการดูแลของโรงพยาบาลต่างๆ เช่น รพ.ราชวิถี รพ.นพรัตน์ รพ.เลิดสิน และอีกหลายๆแห่ง” อธิบดีกรมการแพทย์ ขยายความถึงรายละเอียด ขั้นตอน วิธีการในการกักตัวที่บ้านและในชุมชน

    นพ.กนกพจน์ จันทร์ภิวัฒน์
    นพ.กนกพจน์ จันทร์ภิวัฒน์

    นพ.กนกพจน์ จันทร์ภิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี ให้ข้อมูลถึงแนวทางการดูแลผู้ป่วยแยกกักตัวที่บ้านว่า โรงพยาบาลราชวิถีนำร่องการดูแลผู้ป่วยที่แยกกักตัวที่บ้าน มาตั้งแต่เดือน พ.ค.2564 โดยเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ มีอาการน้อย และยินยอมกักตัวที่บ้าน และอีกกลุ่มคือ ผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาล 7-10 วันและมีอาการดีขึ้นก็จะไปกักตัวต่อที่บ้าน ผลการติดตามอาการผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้าน ที่นำร่องเกือบ 50 คน ทุกคนก็หายป่วยเป็นปกติ ผู้ป่วยมีความพอใจ วิธีปฏิบัติตัวของผู้ป่วยคือ พักผ่อน กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเบาๆ ดื่มน้ำ และพูดคุยกับแพทย์ พยาบาล ตามเวลาที่นัดหมาย เพื่อที่เราจะตรวจสอบเบื้องต้นว่า ผู้ป่วยอยู่ในบ้าน ไม่ได้ไปไหน

    นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี
    นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี

    หันมาที่อีกหน่วยงานที่สำคัญไม่น้อยเช่นกัน เนื่องจากดูแลเรื่องอาหารสำหรับผู้แยกกักตัวที่บ้านหรือชุมชน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลัก ประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวเสริมว่า เชื่อว่าอาหารเป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้ผู้ป่วยเดินออกนอกบ้าน ดังนั้น สถานพยาบาลที่จะเข้ามีผู้แยกกักตัวที่บ้านหรือชุมชน ต้องมีความพร้อมที่จะจัดอาหารไปให้ จะจัดเองหรือจะจ้างบริษัทส่งอาหารไปให้ก็ได้ โดย สปสช.ได้เตรียมงบประมาณสนับสนุน เป็นการจ่ายรายการต่างๆเหมือนอยู่โรงพยาบาล และยังเพิ่มค่าอาหารและค่าบริหารจัดการให้อีกวันละ 1,000 บาท ให้กับโรงพยาบาลตามจำนวนวันที่ผู้ป่วยอยู่ ซึ่งไม่ได้จ่ายให้ผู้ป่วยโดยตรง แต่จ่ายให้กับโรงพยาบาลเพื่อไปบริหารจัดการให้ผู้ป่วยอีกที และค่าอุปกรณ์วัดอุณหภูมิและอุปกรณ์วัดระดับออกซิเจนไม่เกินคนละ 1,100 บาท

    “ทีมข่าวสาธารณสุข” เชื่อมั่นว่า ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ชุมชน ที่รวมใจเป็นหนึ่งเดียว จะช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นจากภาวะวิกฤติของมหันตภัยร้ายจากโรคระบาดโควิด-19 ในครั้งนี้ได้

    ด้วยพลังของ “บวร” บ้าน วัด โรงเรียนหรือชุมชน ซึ่งเป็นเอกลักษ์ของสังคมไทย จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยดูแลผู้ป่วย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ คนไทยทุกคนต้องร่วมมือ กันยกการ์ดป้องกันตัวเองขั้นสูงสุด อย่างเข้มงวดอีกครั้ง ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย แม้จะอยู่ในบ้าน ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่างทางกายภาพและทางสังคม งดการรับประทานอาหารร่วมกัน ทำความสะอาดสิ่งของหรือจุดสัมผัสร่วมในบ้านบ่อยๆ เช่น โต๊ะอาหาร ลูกบิดประตู ตู้เย็น ไมโครเวฟ ราวบันได ห้องน้ำ โต๊ะทำงาน เป็นต้น

    วินัยและความอดทนเท่านั้นจะช่วยให้เราผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกันได้.

    ทีมข่าวสาธารณสุข

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โควิด-19รักษาโควิดแยกรักษาตัวที่บ้านผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเขียวกรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุขสมศักดิ์ อรรฆศิลป์ทีมข่าวสาธารณสุขสุขภาพ

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันศุกร์ที่ 24 กันยายน 2564 เวลา 00:59 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์