น่าเป็นอีกคดีที่รัฐบาลต้องหันมาให้ความสำคัญการบุกรุกพื้นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นของรัฐที่มีผู้มีอิทธิพลบางส่วนเพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างรีสอร์ต โรงแรม สถานบริการ ชาวบ้าน อ.เกาะพะงัน เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กก.5.บก.ป. ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มนายทุน 13 ราย ที่มาก่อสร้างโรงแรม และรีสอร์ตรุกพื้นที่ชายหาดสาธารณะบนเกาะพะงันเนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ตามข่าวที่ชาวบ้านรวมตัวเข้าแจ้งความกองปราบปราม มีนายกเทศมนตรีเทศบาลเกาะพะงันเป็นคนนำกลุ่มชาวบ้านเข้าแจ้งความร้องขอให้ดำเนินคดีกลุ่มนายทุนบุกรุกพื้นที่เกาะพะงัน เดิมพื้นที่ดินบริเวณแหลมสนเป็นทะเลมีการทำเหมืองแร่ดีบุกดูดแร่ขึ้นมาแล้วแยกทรายบางส่วนมาถมพื้นที่บริเวณดังกล่าวทำให้เกิดชายหาดสวยงาม ชาวบ้านมีหลักฐานภาพทางอากาศ ย้อนไปเมื่อปี 2518 พื้นที่ยังคงเป็นชายหาดว่างเปล่า ต่อมาในปี 2538 เริ่มปลูกต้นสน และปี 2542 มีทั้งต้นสนและรีสอร์ต โรงแรม ปลูกเต็มพื้นที่ชาวบ้านบอกว่า เทศบาลเพชรพะงัน ฟ้องร้องกลุ่มนายทุนเรื่อยมา เพื่อนำพื้นที่ชายหาดกลับมาเป็นที่สาธารณประโยชน์ใช้ร่วมกันของชาวบ้าน ปี 2546 ศาลฎีกาตัดสินคดีให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ (ประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน) แต่พอเจ้าหน้าที่เข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกลับถูกนายทุนผู้มีอิทธิพลเข้ามาขัดขวาง ที่เป็นเรื่องขึ้นมาอีกช่วงเดือน ต.ค. เจ้าหน้าที่เทศบาล ต.เพชรพะงัน เข้าดำเนินการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่บุกรุกชายหาดตามกฎหมาย กลับถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ขัดขวาง ผอ.กองช่างและปลัดเทศบาล ที่ดำเนินการ ถูกคำสั่งย้ายออกนอกพื้นที่ ตามข่าวบอกว่า ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ขัดขวางถูกย้ายนอกพื้นที่ย้ายกันกลางอากาศ สุดท้ายชาวบ้านทนไม่ไหวรวมตัวกันร้องขอให้ กองปราบปราม ดำเนินการกับกลุ่มนายทุนบุกรุกที่หาดทราย ชาวบ้านบอกว่าผู้บุกรุกพื้นที่หาดแหลมสนมีความผิดหลายกระทง ทั้งความผิดฐานบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ความผิดตาม พ.ร.บ.อาคาร และความผิดอื่นๆทำให้ต้องร้องกองปราบปราม คดีนี้พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป.รับเรื่องพร้อมเอกสารหลักฐาน และสอบปากคำผู้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ คงเหลือนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาสั่งการลงมาว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร น่าจะเป็นที่พึ่งของชาวบ้านที่ทุกข์ยาก.“เพลิงพยัคฆ์”pluengpayak@thairath.co.th