มูลค่าราคาพระเครื่อง เครื่องราง ...มีการพูดซื้อขายกันราคาองค์ละ 30-40 ล้านบาท ในวงการพระเครื่องไทย ที่เกิดจากความเชื่อ ความศักดิ์สิทธิ์ ความขลัง ในงานศิลปะโบราณชั้นสูง ที่ถูกส่งต่อจากรุ่น...สู่รุ่น ของกลุ่มคนชั้นสูง มีไว้ในการสร้างบารมี...ปัจจุบันในตลาดพระเครื่องมีทั้ง “ของฟลุก” หรือ “ของหลง” ที่มีการเช่าหาได้พระมาในราคาถูก หรือได้มาแบบไม่ตั้งใจ เมื่อปล่อยออกไป กลับได้ราคาดี เป็นพระเครื่องยอดนิยม แต่ก็มีไม่น้อย “โดนกลืนเลือด” เพราะเช่าหาพระมาแล้วทราบภายหลังว่า พระที่ได้มาเป็นของปลอมที่แน่ๆ...พระเครื่องที่มีการปล่อยเช่ากันในราคาแพงที่สุด ตามที่เคยบันทึกไว้ คือ พระสมเด็จฯ เกศบัวตูม อยู่ที่ราคา 50 ล้านบาท...พระเครื่องราคาแพงเกิดขึ้นได้ ประกิต หลิมสกุล ผู้รู้เรื่องพระเครื่อง เล่าให้ฟังว่า เคยมีการเขียนไว้ว่า...หลังเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน ในปี 2495 ที่มีการจับกุมนักการเมืองในข้อหากบฏ โดยพวกอัศวิน และหนึ่งในนั้นมีสำเภา ศิริสัมพันธ์ ถูกจับลงเรือเร็ว แล่นเรือออกปากแม่น้ำเจ้าพระยา ในเรือมีตำรวจอัศวินหลายคน ในนั้นมี พ.ต.ท.อรรณพ พุกประยูร พยายามทำให้รับสารภาพ พร้อมพูดว่า...“ใครๆ เขาว่า มีพระดีใช่ไหม แล้วก็นำมีดโกนเขี่ยสร้อยพระสมเด็จฯ ที่ห้อยคอของสำเภา แล้วพูดต่อว่าจะได้รู้กันว่าพระจะแน่ หรือมีดโกนจะน่ากลัวกว่ากัน ถ้ามึงไม่ยอมเซ็นก็จะได้รู้กันละ”ในเวลานั้นเกิดพายุพัดกระหน่ำเรือ จนพวกอัศวินทั้งหลายวิ่งเข้ามาในเรือ ต่างเมาเรือเมาคลื่นกันแบบอ้วกแตก...อ้วกแตน และสลบหมด ทำให้ สำเภาหนีรอดมาได้เรื่องนี้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือตรียัมปวาย...หนึ่งในปาฏิหาริย์สมเด็จพุฒาจารย์โต “ยุคอัศวินเผ่าครองเมือง พระสมเด็จฯ วัดระฆัง เหนือมีดโกน” ทำให้ถูกกล่าวขานถึงความเชื่อเรื่องรอดชีวิตได้อย่างมหัศจรรย์ จนระดับปัญญาชนคนชั้นสูงเกิดความฮือฮาอย่างมากในวงการตลาดพระเครื่องนี่คือ...จุดเริ่มต้นพระสมเด็จฯ วัดระฆัง มีการกำหนดค่าตีราคาอยู่ประมาณหลักพันบาททำให้ในช่วงปี 2518-2519 มีการปล่อยเช่าพระเครื่องกันขึ้น ในกลุ่มปัญญาชนที่เลือกสะสมเช่าหาพระเครื่องเฉพาะทาง ไม่เล่นสะเปะสะปะ จะนิยมสะสมพระเครื่องรุ่นน่าเชื่อถือ มีประวัติความเป็นมาแท้จริง จนพระเครื่องหลายองค์ หลายรุ่น มีมูลค่าราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันนี้มีเรื่องเล่าต่อกันอีกว่า “พ่อค้า” เรียกกันในวงการ “ฉลี ยงสุนทร” ที่นิยมชมชอบพระเครื่องเป็นอย่างมาก ต่างออกหาเช่าสะสมเก็บไว้มากมาย ในพระที่ได้มาแต่ละองค์ มีลักษณะสมบูรณ์สวยงามส่วน “เศรษฐีคนไทย” บางคนก็มีความพยายามหาเช่าพระเครื่องเก่าเก็บเช่นกัน แต่ไม่มีใครได้พระมีความสมบูรณ์สวยงามเท่ากับ “ฉลี” มีอยู่เลยยุคนั้นนักเลงพระเบญจภาคี หมายเลขหนึ่งขึ้นชื่อมากที่สุด คือ อาจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ เคยเขียนเล่าไว้ว่า ในปีนั้น “ฉลี” ต้องการปล่อยพระสมเด็จฯ แบบเหมาทั้งหมด 5 องค์ ราคา 1.3 ล้านบาท แต่อาจารย์รังสรรค์เตรียมเงินมา 1 ล้านบาท กลับกำหนดตีราคาเพิ่ม 1.5 ล้านบาท ทำให้ไม่มีการปล่อยเช่ากันขึ้นต่อมา “เซียนพระ” ทราบข่าวต่างมีความพยายามเจาะเช่ากันแบบทีละองค์ และ 3 ใน 5 องค์นั้น ถูกนิมนต์มาอยู่ที่ ไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์ ที่ลือกันว่าเช่าในราคา 1 ล้านบาท และอีก 1 องค์ คือ พระสมเด็จฯ พิมพ์เกศบัวตูม ถูกนิมนต์มาอยู่ที่ อภิชาติ กุลอนรรฆพันธุ์ รู้จักกันในวงการ“ชาติ สมปอง” เช่ามาในราคา 9 แสนบาท และปล่อยต่อในราคา 1 ล้านบาท ให้กับ นิยม อสุนี ณ อยุธยา นักนิยมพระแห่งเมืองนครสวรรค์ ในสมัยนั้นเงิน 1 ล้านบาท ถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่มาก เพราะพนักงานบริษัททั่วไปมีเงินเดือน 2,000 บาทเท่านั้นข่าวล่าสุดมีการเปลี่ยนมือต่อให้ มนตรี พงษ์พานิช นักการเมืองอดีต รมว.พาณิชย์ ในราคา 50 ล้านบาท และพระองค์นี้เคยขึ้นหน้าปกนิตยสาร หนังสือหลายต่อหลายเล่ม ที่ใช้ชื่อว่า “สมเด็จ เกศบัวตูม” องค์ของคุณมนตรี ที่มีความสมบูรณ์สวยงาม มีการพูดกันต่อว่า พระองค์นี้ถูกเปลี่ยนมือนิมนต์มาอยู่กับ เจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา เช่าผ่านคนกลาง ส่วนราคาไม่มีการพูดถึงกัน แต่เรื่องนี้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ วิชัย ศรีวัฒนประภาถือว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์...ให้เกิดในวงการพระเครื่องไทย ที่มีหลักฐานถูกบันทึกชัดเจนว่า มีการปล่อยเช่ากันจริง 50 ล้านบาท และยังมีอีกหลายองค์ระนาบเดียวกัน มีการตั้งราคา 100 ล้านบาท แต่ยังไม่มีบันทึกถึงการปล่อยเช่ากันจริง...นั่นหมายความว่า “พระเครื่อง” แต่ละองค์ต้องผ่านกาลเวลามายาวนาน 50 กว่าปี จากราคาหลักพันบาท กลายมาเป็นหลักหมื่นบาท ขึ้นมาเป็นหลักแสนบาท ก้าวเข้าหลักล้านบาท จนมาถึง 50 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่า การตั้งราคาพระเครื่องไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงวัน หรือ...สองวันเท่านั้น แต่ต้องใช้เวลาสะสม หมักหมม พอกพูนความเชื่อ ชื่อเสียงประวัติ และประสบการณ์มากมายอีกประการ...ต้องขึ้นอยู่กับว่า ใครเป็นผู้ถือครอบครองเก็บไว้ด้วย ที่ต้องเป็นบุคคลมีชื่อเสียง หรือเซียนพระเครื่องใหญ่ ก่อนปล่อยพระเครื่องไหลออกมาสู่ตลาด ที่ต่างมีความหวังเสมือนซื้อลอตเตอรี่ถูกรางวัลที่ 1 ที่จะมีคนเช่าเพิ่มราคาขึ้น จากมือแรก 2 พันบาท มือสองซื้อ 2 หมื่นบาท ส่งต่อเข้ามือเซียนพระราคา 2 ล้านบาทกระทั่งหลายเดือนต่อมาพระอาจเข้าตากลุ่มนักสะสมไฮโซ มีการตรวจประวัติชัดเจน ผ่านมือคนเช่ามือหนัก มั่นใจว่า “พระแท้” ทำให้ราคาพระองค์นี้ลื่นไหลเปลี่ยนเป็น...สิบ...ยี่สิบ...สามสิบล้านบาทย้อนไปเมื่อ 2-3 ปีไม่นานมานี้...กลุ่มของเศรษฐีนักสะสมระดับชาติ ก็เคยมีการจัดนิทรรศน์ ศรัทธา แห่งสยาม นำโดย พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. พร้อมกับคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา จัดประมูลพระเครื่อง เพื่อการกุศลขึ้น ตั้งเรตราคาประมูลปล่อยเช่ากัน 30-35 ล้านบาท เช่น พระกริ่งปวเรศ ประมาณ 32 ล้านบาท พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ราคา 30 ล้านบาท พระสมเด็จฯ วัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ 30 ล้านบาทเพราะในวงการเซียนพระใหญ่ก็มักเลือกพระเครื่อง มีประวัติจากคนดัง เพื่อเก็บครอบครองรอจังหวะโอกาสขายให้กับเศรษฐีต่อเปลี่ยนมือ ล่าสุดไม่นานมานี้...มีการปล่อยเช่าพระสมเด็จฯ วัดระฆัง ผ่านพ่อค้ารายใหญ่มาแล้ว 3 มือ คือ มือแรก 28 ล้านบาท มือที่สอง 40 ล้านบาท และมือสุดท้าย...ไม่มีการแจ้งปล่อยเช่ากันเท่าไร...แต่ในระยะ 5 ปีก่อนหน้านี้...“ตลาดพระเครื่อง” มีความซบเซามาอย่างต่อเนื่อง และเริ่มคึกคักขึ้นใหม่อีกครั้ง นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง ปี 2562 ที่มีข้อสังเกตเป็นนัยว่า “พระเครื่อง” ดูเหมือนถูกใช้ประโยชน์ทางการเมืองมาตลอดทุกยุค...ทุกสมัยเดิมที...หรือไม่เดิมทีก็ตาม...“พระเครื่อง” ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการวิ่งเต้น เพราะคน (ผู้ใหญ่) ระดับสูง มักไม่ต้องการหรือรับเงิน หากใครนำมามอบให้...เสมือนดูถูกกัน จึงต้องใช้พระเครื่องเป็นสื่อกลางประสานใจของการต่อรอง...อีกมุม...บางคนก็ใช้เป็นเครื่องมือเก็บเงิน หรือฝากเงินไว้ เพื่อให้ขาวสะอาดแต่ถึงกระนั้นก็ดี...“ตลาดล่าง” ตามแผงพระเครื่อง ยังมีการปล่อยเช่ากันทุกวัน โดยเฉพาะพระสมเด็จฯ วัดพระฆัง สนนราคามีตั้งแต่ 100 บาท จนถึงหลักแสนบาท ด้วยเพราะคนในแผ่นดินนี้หวังจะได้เจอของแท้ กลายเป็นมีการก๊อบปี้ขึ้นใหม่มากที่สุดในประเทศนี้ แน่นอนในแผงพระเครื่อง...ต้องมีพระสมเด็จฯ ปลอมเกือบจะทุกแผงมีการปลอมทุกระดับ ตั้งแต่แบบหยาบ...หรือแบบสวยเนียนใกล้เคียงของแท้ ที่ผ่านมาคนขายพระปลอมรวยก็มีไม่ใช่น้อย แม้หนังสือพระเครื่องบางฉบับตีพิมพ์พระเครื่องปลอมแล้วรวยก็มีเยอะอีกทั้งสถาบันประกวดพระเครื่อง ที่หวังเก็บค่าส่งประกวดพระองค์ 500 บาท หรือ 1,000 บาท จนตัวเองรวยก็มีมาก จนวันนี้กลายเป็นว่า...หาความจริงในสถาบันรับประกันพระเครื่องแท้ยาก จนเกิดความสับสนเต็มที...ต้องยอมรับว่า “พระเครื่อง” คือ “สินค้ามีมายาสูง” ที่มีราคาแพง ต้องมีองค์ประกอบมากมายหลายประการ...กว่าจะเห็นเป็นดาวสักดวงไม่ใช่เรื่องง่าย...ที่ต่างต้องวัดภูมิปัญญากันไม่ใช่น้อย.