king10
Thairath Logo
กีฬา

"โลกร้อน" มาเยือนเร็ว ชุมชนตื่นตัวจัดการน้ำ

Share :
line-share-logo

ระหว่างปี ค.ศ.2030-2050 องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่า...การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 250,000 คนต่อปี เนื่องจากมาลาเรีย การขาดสารอาหาร ท้องร่วง และความเครียดจากความร้อน ซึ่งนับเป็นความสูญเสียที่รุนแรงมากทีเดียว

จำเป็นอย่างยิ่งที่ “ชุมชนท้องถิ่น” ต้องวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ เพื่อบรรเทาผลกระทบนี้

ผลกระทบอันเนื่องจากภาวะโลกร้อนประการหนึ่งที่ชุมชนท้องถิ่น ต่างยอมรับ คือ...วิกฤติเรื่อง “น้ำกิน...น้ำใช้” ทั้งนี้ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ต่างเดือดร้อน ไม่มีน้ำใช้ในการเกษตร

ดร.สตรีไทย พุ่มไม้ อาจารย์จากคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ บอกว่า เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยน เกิดความผิดปกติของฤดูกาล การใช้ทรัพยากรน้ำก็ต้องปรับตัว เพราะมนุษย์ไม่สามารถกำหนดให้ฝนตกหรือไม่ตกได้ แต่ถ้ารู้ วัดปริมาณได้ว่าแต่ละช่วงในพื้นที่ของตนมีปริมาณน้ำเท่าไหร่ เป็นน้ำนิ่ง หรือน้ำไหล...

เดือนไหนมีน้ำ เดือนไหนแห้งแล้ง พื้นที่การเกษตรต้องใช้น้ำแค่ไหน ก็จะวางแผนและบริหารจัดการได้ แม้ว่าบางทีอาจต้องปรับเปลี่ยนชนิดพันธุ์พืช ช่วงการเพาะปลูก เพื่อให้การใช้น้ำเป็นไปอย่างสอดคล้อง

“วิธีจัดการของแต่ละชุมชนอาจไม่เหมือนกัน การใช้น้ำก็ไม่เหมือนกัน และวิธีคำนวณปริมาณน้ำก็มีมากมาย แต่เลือกวิธีกลางๆมาใช้จะได้ไม่ยากเกินไป ชุมชนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเข้าใจ...นำกลับไปประยุกต์ใช้พื้นที่ของตนเองได้ โดยแต่ละชุมชนควรเก็บข้อมูลน้ำของพื้นที่ตนเองอย่างน้อย 1-3 ปี จะได้วางแผนอย่างเหมาะสม”

ขณะเดียวกัน เมื่อชุมชนรู้เรื่องของปริมาณน้ำแล้ว ก็ควรใส่ใจด้านคุณภาพน้ำด้วย หากแหล่งน้ำในพื้นที่มีปัญหาน้ำเสีย ก๊าซจากน้ำเสียก็จะมีโอกาสส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ ทำให้โลกร้อนได้

ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญในการตัดสินใจของผู้นำชุมชน ช่วยให้บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะ “น้ำ” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด “สันติสุข”...ชุมชนจึงต้องมีความรู้เรื่องน้ำในพื้นที่ของตนเอง แล้วรู้ว่าเชื่อมโยงกับอะไร มองเป็นระบบลุ่มน้ำ...วางแผนจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ...ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ

หยิบยกกรณีศึกษาที่ตำบลเก่าย่าดี อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ สภาพพื้นที่เป็นที่ลาดชันบ้าง เป็นแอ่งบ้าง ช่วงฤดูฝนจึงมีน้ำซึมน้ำซับจากภูเขาลงมา แต่เมื่อถึงฤดูร้อนก็แห้งแล้งหนักหนาสาหัส เหลือน้ำติดก้นแอ่งเพียงเล็กน้อย จากสภาพปัญหาและสภาพพื้นที่ที่เป็นอยู่ ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลเก่าย่าดี ต้องดำเนินการแก้ไข

ด้วย...“โลกร้อน” ไม่ได้ทำให้ขาด “น้ำ” เพียงอย่างเดียว

น้ำอ้อย อาชนะชัย นายก อบต.เก่าย่าดี อธิบายว่า ฤดูร้อนที่ยาวนานบวกกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นแตกต่างจากเมื่อก่อน ทำให้เกิดโรคระบาดทางการเกษตร เช่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ ซ้ำไฟป่ายังเกิดขึ้นง่ายแถมยังรุนแรงกว่าปกติ เนื่องจากพื้นที่เกิดความแห้งแล้ง ไฟจึงลุกลามได้เร็ว อาหารจากป่าอย่างเห็ด หน่อไม้ แมลง ก็มีปริมาณน้อยลง เช่นเดียวกับอาหารจากแหล่งน้ำ หรือธรรมชาติ จำพวกกุ้งฝอย ปู หอย ก็ลดลง

สังเกตได้ว่า...สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมย่ำแย่กว่าเดิม

จากการร่วมกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมและการรับมือกับภาวะโลกร้อน นายกน้ำอ้อย ยอมรับว่า ต้องรีบดำเนินการรับมือ เพื่อไม่ให้คนในชุมชนต้องเดือดร้อนในอนาคต

ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของชุมชนในเครือข่ายตำบลสุขภาวะ สสส.ให้การสนับสนุนและมุ่งมั่นที่จะต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน ที่ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับชุมชนต่างๆที่เข้าร่วม เพื่อพัฒนาแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อม ...รับมือภาวะโลกร้อน

“ส่วนหนึ่งก็อยากให้รัฐบาลส่งเสริมท้องถิ่นในการดูแลทรัพยากร เหมือนที่ สสส.ทำอยู่ โดยในการให้ความรู้ต้องให้ลงมือปฏิบัติจริงด้วยจะได้จดจำแล้วนำกลับไปประยุกต์ใช้ได้ ตัวอย่างกิจกรรมการวัดปริมาณน้ำ เมื่อรู้ข้อมูลของน้ำในพื้นที่ตนเองแล้วก็จะคำนวณการใช้ ให้คำแนะนำชาวบ้านในการเพาะปลูกได้”

สิ่งที่ต้องเน้นย้ำ...การจัดการน้ำของแต่ละองค์กรท้องถิ่นดูเหมือนจะเป็นไปตามบริบทของพื้นที่ แต่องค์ความรู้ที่นำไปปรับใช้ได้กับทุกๆพื้นที่ เช่น การทำฝายชะลอน้ำ การใช้โมเดล โคก–หนอง–นา

คำว่า “โคก–หนอง–นา” โมเดลนั้น คือการจัดการพื้นที่ซึ่งเหมาะกับพื้นที่การเกษตร ซึ่งเป็นการผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านที่อยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติในพื้นที่นั้นๆ

โคก-หนอง-นา โมเดล...เป็นการที่ให้ธรรมชาติจัดการตัวเอง โดยมีมนุษย์เป็นส่วนส่งเสริมให้สำเร็จเร็วขึ้น อย่างเป็นระบบ “โคก”...คือพื้นที่สูง ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ส่วน “หนอง”...คือ หนองน้ำหรือแหล่งน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ ขณะที่ “นา”...คือพื้นที่นา ใช้ปลูกข้าว

น่าสนใจว่า คำว่า “ข้าว” ในที่นี้ ทุกพื้นที่บอกว่าต้องเป็นนาข้าวอินทรีย์เท่านั้นจึงจะลดโลกร้อนได้

วันนี้ต้องยอมรับความจริง “ธรรมชาติ” ที่โหดร้าย...“สภาพภูมิอากาศ” ที่เปลี่ยนแปลง ฤดูร้อนยาวนานและแล้งจัด ฤดูหนาวหดสั้น...ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือเกิดน้ำท่วมใหญ่

หลายๆครั้งเกิดภัยพิบัติจากลมพายุ ลูกเห็บ...นับวันจะทวีความรุนแรงจนยากต่อการรับมือ

ความแปรปรวนเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุมาจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ จนส่งผลต่อภูมิอากาศของโลกหรือที่เรียกกันว่า “สภาวะโลกร้อน” ซึ่งปัจจุบันได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่ว บางพื้นที่ร้อนแล้ง ฝนทิ้งช่วงยาวนาน พื้นดินแห้งเป็นผงฝุ่น มนุษย์ต้องวิวาทแย่งชิงน้ำ สร้างความบาดหมางระหว่างชุมชนหลายต่อหลายครั้ง

ไม่เพียงเท่านี้ ผลกระทบยังต่อเนื่องไปถึงสุขภาวะ องค์การอนามัยโลกรายงานว่า สภาวะโลกร้อนทำให้พาหะนำโรค เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก เพิ่มขึ้นจากความชื้นและความร้อน ขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อการดำรงชีวิต ผลผลิตอาหารจะลดลงจากความแห้งแล้ง อากาศเป็นมลพิษ ละอองเกสร ฝุ่นควันจะทำให้เกิดภูมิแพ้และหอบหืด รวมถึงอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น หรือน้ำท่วมบ่อยขึ้น เป็นบ่อเกิดของโรคจากการดื่มและใช้น้ำ

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ “โลกร้อน” เริ่มใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นต่างๆจะเป็นพื้นที่หรือกลุ่มแรกๆที่จะได้รับผลกระทบ

ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เสริมว่า การตั้งรับของชุมชนท้องถิ่นจะบรรเทาความรุนแรงลงได้จาก 10 ส่วน อาจได้รับผลกระทบแค่ 6 ส่วน หรือถ้าตั้งรับดีก็อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่านั้น

ขณะนี้มีท้องถิ่น (อบต.และเทศบาล) 15 แห่ง ได้ลงนามร่วมกันที่จะลดโลกร้อน เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอีกอย่างน้อย 20 แห่ง เชื่อว่าในอีก 2 ปีต่อจากนี้ จะมีชุมชนท้องถิ่นราว 300 แห่งร่วมกันขับเคลื่อน

ดังสายพระเนตรอันยาวไกลของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีพระราชดำรัสบางตอนเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2532 ว่า “สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง เขาบอกว่าเพราะมีสารคาร์บอนขึ้นไปในอากาศมาก จะทำให้เหมือนเป็นตู้กระจกครอบ แล้วโลกนี้ก็จะร้อนขึ้น” รวมถึงพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส ในหลายโอกาส ซึ่งทรงห่วงใยต่อสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย

สมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ฝากย้ำทิ้งท้ายว่า “พลังชุมชน” ต้องร่วมด้วยช่วยกัน...ร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อการรับมือ “ภาวะโลกร้อน” ด้วยความสอดคล้องกับวาระของโลก ซึ่งก็คือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน.

อ่านเพิ่มเติม...
สกู๊ปหน้า1โลกร้อนองค์การอนามัยโลกทรัพยากรน้ำการบริหารจัดการน้ำภัยพิบัติองค์กรท้องถิ่น