หลังจากมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือน "ฮ่องกง" ราว 24 ล้านคน ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 อยู่ในระดับราว 60% ของช่วงเดียวกันในปี 2562 ก่อนการระบาดใหญ่ แม้จะฟื้นตัวแต่ก็ไม่เต็มรูปแบบ ที่สำคัญยังตามหลังจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวใกล้เคียงอื่นๆในภูมิภาค ทั้งอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไทย และสิงคโปร์ จึงเป็นที่มาของการเปิดตัวแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวชุดใหม่ “Let's Go the Extra Mile” เมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาแคมเปญนี้มุ่งส่งเสริมให้พนักงานกลุ่มอาชีพในภาคบริการ และประชาชนทั่วไป มีบทบาทสำคัญร่วมเป็น “เจ้าบ้าน” ที่ดี แจก “รอยยิ้ม” ให้มากขึ้น พร้อมบริการด้วยความ “สุภาพ” เป็นการปิดจุดอ่อนและแก้ไข “Pain Points” จุดเจ็บปวดใจที่นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์เลวร้ายจาก “ความดุดันไม่เป็นมิตร” และ “ความหยาบคาย” ที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของฮ่องกงได้อย่างตรงจุด หวังชนะใจชาวโลกและกอบกู้ชื่อเสียงให้กลับเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งอีกครั้งงานนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องของฮ่องกง อาทิ สำนักงานการศึกษารับหน้าที่เป็นแม่งานในการวางแผนและส่งเสริมกิจกรรมมุ่งเน้นการเรียนรู้เกี่ยวกับ “มารยาท” ให้แก่นักเรียนในโรงเรียนต่างๆ ขณะที่กรมกิจการในครัวเรือนเตรียมจัดกิจกรรมชุมชนส่งเสริมความเป็นมิตร และจิตวิญญาณแห่งการเป็นเจ้าบ้านที่ดีนอกจากนี้ยังได้พลังดาราของ “กู่เทียนเล่อ” พระเอกดังดาวค้างฟ้ามาร่วมแสดงในหนังโฆษณาเพื่อตอกย้ำสาระสำคัญของแคมเปญนี้ให้ชาวฮ่องกงเชื่อมั่นว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมสร้างความแตกต่างได้ ขณะเดียวกันยังมุ่งหวังว่าทัศนคติด้านบวกต่องานบริการและใบหน้าเปื้อนยิ้มจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ให้นักท่องเที่ยว “รู้สึกสะดวกอุ่นใจเหมือนอยู่บ้าน”นอกเหนือจากนี้ ทางการฮ่องกงยังจัดสรรเงิน 1,090 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (หรือราว 5,119 ล้านบาท) เพื่อจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวและการจับจ่ายทั่วเมือง อย่างการแสดงพลุ อย่างไรก็ตามฮ่องกงอาจต้องใช้มากกว่ามารยาท น้ำใจ และรอยยิ้ม เมื่อหนึ่งในปัญหาใหญ่ของฮ่องกงคือ “ค่าใช้จ่ายสูง” เมื่อเทียบกับคู่แข่งอื่นๆในเอเชีย เช่น เมืองเส่ินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ที่อยู่ติดกัน พรั่งพร้อมทั้งอาหาร ความบันเทิง และการช็อปปิ้งที่หลากหลายในราคาถูกกว่าถึง 2-3 เท่า รวมทั้งญี่ปุ่นที่อยู่ไม่ไกลก็ยังมีราคาประหยัดกว่าเสียอีก.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม