สำนักพระราชวังเดนมาร์กเผยแพร่พระบรมราชโองการของสมเด็จพระราชินีนาถมาเกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์กให้ถอดยศพระราชนัดดา 4 พระองค์ คือ เจ้าชายนิโคไล (ชันษา 23 ปี) เจ้าชาย เฟลิกซ์ (20) เจ้าชายเฮนริก (13) และเจ้าหญิงอาธีนา (10) ทั้งหมดเป็นโอรส-ธิดาในเจ้าฟ้าชายโยอาคิม พระราชโอรสองค์รอง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2023 เป็นต้นไป โดยให้เปลี่ยนไปใช้บรรดาศักดิ์เคานต์และเคาน์เตสแห่งมงเปอซาต์แทน“การตัดสินใจครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาคิดทบทวนมานานแล้ว ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ครองราชย์ เป็นเรื่องธรรมดาที่ข้าพเจ้าต้องมองย้อนไปในอดีต และคาดการณ์ถึงอนาคต เป็นหน้าที่และความต้องการของข้าพเจ้าในฐานะพระราชินีที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์สามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัย บางครั้งต้องมีการตัดสินใจที่ยากลำบาก และมองหาจังหวะที่เหมาะสมซึ่งเป็นเรื่องยาก”“การดำรงพระยศเจ้าหมายถึงภารกิจและหน้าที่ที่ต้องทำ...” สมเด็จพระราชินาถแห่งเดนมาร์กตรัสว่าพระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้พระราชนัดดาทั้ง 4 ใช้ชีวิตแบบสามัญชน ขณะนี้หลายราชวงศ์ในยุโรปมีนโยบายลดสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูง “ไม่ควรมีผู้ใดสงสัยเลยว่า บุตร สะใภ้ และหลานๆ คือ ความสุขและความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของข้าพเจ้า ณ เวลานี้ ข้าพเจ้ามีความมุ่งหวังตั้งใจว่า ครอบครัวของเราจะพบความสุขสงบและหาวิธีก้าวผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปด้วยกัน”ผู้อ่านท่านผู้เจริญ สมัยที่พวกไวกิ้งเรืองอำนาจระหว่างคริสต์ ศตวรรษที่ 9-11 นั้น เดนมาร์กเป็นประเทศแรกในสแกนดิเนเวียที่สามารถรวบรวมหลายดินแดนให้อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบกษัตริย์ กษัตริย์เดนมาร์กหันมานับถือคริสต์ศาสนาเป็นพระองค์แรก สมัยพระเจ้าคนุตมหาราช (1018-1035) เดนมาร์ก อังกฤษ และนอร์เวย์ รวมเป็นอาณาจักรเดียวกันรัชสมัยสมเด็จพระราชินีนาถมาเกรเธอที่ 1 (1387–1412) เดนมาร์กเป็นมหาอำนาจในคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย ปกครองสหภาพคาลเมอร์ (นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ หมู่เกาะแฟโร และกรีนแลนด์) กระทั่ง ค.ศ.1523 สวีเดนและฟินแลนด์แยกเป็นเอกราชจากเดนมาร์กได้สำเร็จ จากนั้นก็รบกับเดนมาร์กอยู่นาน เดนมาร์กก็เสียดินแดนต่างๆให้สวีเดน พอสงครามนโปเลียน เดนมาร์กตัดสินใจเข้าข้างฝรั่งเศส เมื่อฝรั่งเศสแพ้ เดนมาร์กก็สูญเสียนอร์เวย์ให้สวีเดนค.ศ.1849 ประชาชนเดนมาร์กเรียกร้องอำนาจการปกครอง จึงเปลี่ยนจากการปกครองจากสมบูรณายาสิทธิราชย์เป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ หลังจากสงครามกับปรัสเซียและออสเตรีย เดนมาร์กก็ดำเนินนโยบายเป็นกลาง และพยายามไม่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับปัญหาระหว่างประเทศ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 เดนมาร์กยังถือนโยบายเป็นกลาง ผลกระทบจากสงครามทำให้เดนมาร์กยากจนลงมาก ต้องขายหมู่เกาะเวอร์จินให้สหรัฐฯ ต้องยอมรับรองอิสรภาพของไอซ์แลนด์ แต่ยังคุมนโยบายต่างประเทศ และกษัตริย์เดนมาร์กยังทรงมีฐานะเป็นประมุขของไอซ์แลนด์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เดนมาร์กเปลี่ยนแปลงนโยบายการต่างประเทศ หันมาสนใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากขึ้น เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติใน ค.ศ.1949 เดนมาร์กประกาศยกเลิกนโยบายเป็นกลางและเข้าร่วมกับนาโต เมื่อเข้าร่วมนาโตแล้วสหรัฐฯ ก็ไปตั้งฐานทัพในเกาะกรีนแลนด์เพื่อเป็นหน้าด่านปกป้องการโจมตียุโรปตะวันตกจากสหภาพโซเวียตค.ศ.1972 สมเด็จพระราชินีนาถมาเกรเธอที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชินีองค์แรกที่ปกครองประเทศในฐานะประมุขที่ถูกต้องตามกฎหมาย สมเด็จพระราชินีนาถมาเกรเธอที่ 1 ปกครองประเทศแค่ถูกต้องตามราชประเพณี ไม่มีพระราชพิธีบรม ราชาภิเษก ก่อนหน้านี้เดนมาร์กไม่มีกฎมณเฑียรบาล ไม่มีกฎหมายแม้แต่ฉบับเดียวที่รับรองสิทธิสตรีในการสืบราชบัลลังก์ผมชอบเดนมาร์ก เพราะเดนมาร์กเป็นต้นแบบด้านสวัสดิการสังคม มีพระราชบัญญัติค่าจ้างที่เท่าเทียมกันระหว่างหญิงชายที่ทำงานประเภทเดียวกัน มีพระราชบัญญัติว่าด้วยโอกาสที่เท่าเทียมกัน ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างหญิงชายโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางเพศเดนมาร์กมีพรมแดนที่เป็นแผ่นดินร่วมกันกับเยอรมนีเท่านั้น นอกนั้นไม่มีแผ่นดินติดกับประเทศใดเลย เดนมาร์กเป็นประเทศที่มีมาตรฐานสูง แม้เป็นประเทศเล็ก แต่เป็นผู้นำโลกในหลายเรื่อง ขออนุญาตรับใช้เรื่องเดนมาร์กเพียงเท่านี้ครับ.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com