“เว้นระยะห่างทางสังคม” หรือ “โซเชียล ดิสแทนซิ่ง” (Social Distancing) กลายเป็นวลีคุ้นเคยที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามท่ามกลางการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ที่ก่อให้เกิดโรค “โควิด-ไนน์ทีน” (COVID-19) เพราะส่วนใหญ่แล้วเชื้อไวรัสนี้จะแพร่กระจายผ่านละอองจากทางเดินหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้คนมีอาการไอหรือจาม ดังนั้น คนเราควรรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยเพื่อลดการแพร่เชื้อช่วงของการ “เว้นระยะห่างทางสังคม” จึงอาจมีความไม่สะดวกสบายทางกายบ้าง แต่ก็ไม่ได้สูญเสียการสื่อสาร เพราะเทคโนโลยีในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก จนผู้คนสามารถติดต่อเชื่อมโยงกันได้หลายวิธี โดยไม่ต้องอยู่ในพื้นที่เดียวกันหรืออยู่ร่วมกันแต่คงต้องเปลี่ยนแปลงจากการใช้คำว่า “โซเชียล ดิสแทนซิ่ง” ไปใช้ “ฟิสิคัล ดิสแทนซิ่ง” (Physical Distancing) หรือ “การเว้นระยะห่างทางกายภาพ” แทนที่ เมื่อองค์การอนามัยโลกเริ่มใช้วลีใหม่นี้ เนื่องจากวลีดังกล่าวอธิบายการปฏิบัติ “เว้นระยะห่าง” ได้ตรงจุดและเสริมสร้างความเข้าใจที่ดีกว่าการ “เว้นระยะห่างทางสังคม”การ “เว้นระยะห่างทางกายภาพ” หมาย ความว่าคนเราไม่จำเป็นต้องตัดการเชื่อมต่อกับคนรักหรือคนในครอบครัว เพราะ “ระยะทางกายภาพ” นั้นคือระยะทางภูมิศาสตร์ เช่น ถูกวัดในหน่วยเมตรหรือเซนติเมตร แต่คนเรายังติดต่อสื่อสารกันได้ผ่านช่องทางเทคโนโลยี ขณะที่ “ระยะทางสังคม” อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดๆ เพราะคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะทางด้านจิตใจก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน จึงต้องแยกความแตกต่างระหว่าง 2 วลีนี้องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้คนมีระยะห่างระหว่างกันมากกว่า 1 เมตร ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพบางรายแนะนำว่าให้รักษาระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 2 เมตรน่าจะดีกว่า เอาเป็นว่าห่างกันไว้ 2 เมตรก็ดูอุ่นใจกว่าเยอะ เมื่อต้องอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ไวรัสโคโรนาเป็นศัตรูที่มองไม่เห็น แถมยังส่งผลต่อวิถีชีวิตให้เราต้องเรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตที่แปลกประหลาดต่างไปจากวิถีเดิมๆ แม้จะต้องเว้นระยะห่างระหว่างกายก็ตามที แต่ก็อย่าให้รู้สึกถึงความห่างเหินหรือโดดเดี่ยวระหว่างกัน.ภัค เศารยะ