ข่าว
100 year

ย้อนรอยสงครามญี่ปุ่น-รัสเซีย (3)

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย6 มิ.ย. 2562 05:01 น.
SHARE


การเลือกข้างในความขัดแย้งระหว่างประเทศสำคัญครับ เพราะถ้าฝ่ายเราชนะ ก็หมายถึงได้ครองโลก อย่างยุทธนาวีที่ช่องแคบสึชิมะในสงครามรัสเซียญี่ปุ่น (ค.ศ.1904-1905) ทำให้ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจทางทะเล และเกิดความเสื่อมต่อราชวงศ์โรมานอฟจนเกิดการปฏิวัติเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.1905 และนำไปสู่การล่มสลายของระบบราชาธิปไตยในจักรวรรดิรัสเซีย

ปัจจุบันนี้ก็เหมือนกัน แม้ไม่ได้รบกันโดยการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เป็นการรบกันโดยใช้ไหวพริบของการเดินเกมการเมืองและการค้าระหว่างประเทศ การใช้เครื่องมือทางภาษี และกฎหมายกฎระเบียบเล่นงานศัตรูคู่แข่ง สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ค.ศ.2019 รัสเซียประกาศชัดว่า ตนยืนอยู่ข้างจีน และจะหนุนจีนอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ส่วนญี่ปุ่นก็ชัดเจนว่าอยู่กับสหรัฐฯ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ร้อยปี การแบ่งข้างอย่างนี้ก็ยังเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม การเรียนรู้ประวัติศาสตร์จึงไม่ใช่การศึกษาที่เสียเวลาเปล่า แต่เป็นการนำสิ่งที่เกิดในอดีตมาประกอบเกมระหว่างประเทศในยุคปัจจุบัน

ตอนนี้สหรัฐฯเล่นมั่วแล้วครับ ทรัมป์มีการกระดิกพลิกตัวที่ไปหนุนไต้หวันแรงขึ้น ซึ่งจีนถือว่าไต้หวันเป็นดินแดนของตน นอกจากนั้น สหรัฐฯยังแทรกแซงความเป็นไปในน่านน้ำที่เป็นข้อพิพาทอย่างทะเลจีนใต้ จนพลเอกเว่ย เฟิ่งเหอ รมว.กลาโหมจีนต้องพูดในแชงกรีลา-ไดอะล็อกที่สิงคโปร์ว่า จีนพร้อมใช้กำลังทหารเพื่อปกป้องดินแดนของจีนอย่างไต้หวันและทะเลจีนใต้

เมื่อวานผมรับใช้ถึงเหตุการณ์ที่รัสเซียแพ้ญี่ปุ่นในยุทธนาวีที่ช่องแคบสึชิมะ ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้สังคมและการเมืองของรัสเซียแย่มากขึ้น คนรัสเซียสมัยนั้นมองว่าพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ดื้อจนประเทศย่ำแย่ ก่อนหน้าที่จะแพ้ในยุทธนาวีครั้งนี้ เมื่อ 9 มกราคม 1905 ก็มีเหตุการณ์นองเลือดที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไปครั้งหนึ่งแล้ว

ทหารเรือที่วลาดิวอสตอก (ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก) เซวัสโตโปล (คาบสมุทรไครเมีย) และที่ฐานทัพเรือครอนสตัดท์ (ทะเลบอลติก) แม้จะอยู่คนละซีกประเทศ ติดต่อสื่อสารกันยากไม่เหมือนสมัยนี้ แต่ก็มีความเคลื่อนไหวตรงกัน คือต่อต้านรัฐบาลพระเจ้าซาร์และสนับสนุนการประท้วง การนัดหยุดงานในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและนครมอสโก (สมัยนั้นเมืองหลวงคือ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก)

แม้แพ้สงครามยับเยิน แต่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ก็ยังจะทำสงครามต่อ โดยยังมีความเชื่อว่าปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองภายในแก้ได้ด้วยการทำสงครามเพื่อให้ประชาชนหันมารักชาติและสถาบัน จึงเกณฑ์คนไปเป็นทหารเป็นการใหญ่ แล้วลำเลียงพลไปบนรถไฟเส้นทางสายทรานไซบีเรีย ทรงคิดว่าทหารรัสเซียมีมากกว่าทหารญี่ปุ่นเป็นเท่าตัวจะทำให้ญี่ปุ่นแพ้ได้

พวกปัญญาชนและกลุ่มการเมืองต่างส่งสัญญาณเตือนพระเจ้าซาร์ว่าถ้าเดินประเทศอย่างนี้รัสเซียหายนะแน่ ประชาชนไม่เห็นด้วยก็เดินขบวนกันมากขึ้น ฝรั่งเศสที่เป็นพันธมิตรรัสเซียก็เตือนให้พระเจ้าซาร์หยุดสงคราม อย่าใช้เงินฟุ่มเฟือย เอาเงินมาดูแลประชาชนดีกว่า เมื่อมีเสียงเตือนมากขึ้น พระเจ้าซาร์ก็ลดทิฐิมานะ และยอมให้สหรัฐฯเป็นตัวกลางนำญี่ปุ่นและรัสเซียไปเจรจากันที่เมืองพอร์ตสมัท รัฐนิวแฮมพ์เชียร์ เมื่อ ค.ศ. 1905 บทบาทของประธานาธิบดีรูสเวลต์ ทำให้รูสเวลต์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ผู้อ่านท่านที่เคารพจะเห็นว่า ตัวละครที่กำลังมีบทบาทในการเมืองและการค้าระหว่างประเทศอยู่ในขณะนี้ ต่างเล่นละครให้โลกดูกันนานเป็นร้อยปีแล้วครับ

การเจรจาที่เมืองพอร์ตสมัท พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ส่งประธานสภาเสนาบดีที่ชื่อเซรเกย์ ยูเลียวิช วิตเต ไปเป็นหัวหน้า ส่วนญี่ปุ่นส่งโคะมุระที่จบฮาร์วาร์ดเป็นหัวหน้า ผลการเจรจา จีนได้รับแมนจูเรียคืน แต่แมนจูเรียเหนือให้อยู่กับรัสเซีย รัสเซียให้เกาหลีเป็นเขตอิทธิพลของญี่ปุ่น และถอนกำลังจากแมนจูเรีย ญี่ปุ่นได้เกาะซาคารินทั้งหมด ญี่ปุ่นเป็นประเทศมหาอำนาจที่ชาติตะวันตกกลัว พอถึง ค.ศ.1910 ญี่ปุ่นก็ผนวกเกาหลีเป็นดินแดนของญี่ปุ่น

สงครามญี่ปุ่น-รัสเซียจบแล้วครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ย้อนรอยสงครามญี่ปุ่น-รัสเซีย (2)

ย้อนรอยสงครามญี่ปุ่น-รัสเซีย (1)

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สงครามญี่ปุ่นรัสเซียสงครามญี่ปุ่นรัสเซียสงครามรัสเซียญี่ปุ่นช่องแคบสึชิมะเปิดฟ้าส่องโลกนิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้