“สาธารณรัฐฟิลิปปินส์” ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก มีปัญหากบฏแบ่งแยกดินแดนรุนแรงที่สุดชาติหนึ่งในอาเซียน รวมทั้งที่เกาะมินดาเนาทางภาคใต้สุดที่มีพรมแดนติดกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งหลายรัฐบาลพยายามแก้มาตลอด จนกระทั่งมีการลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพ” ระหว่างรัฐบาลชุดก่อน กับ “แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร” (เอ็มไอแอลเอฟ) กบฏมุสลิมกลุ่มใหญ่ที่สุด21 ม.ค.ที่ผ่านมา มีการจัดการลงประชามติครั้งสำคัญในพื้นที่ใหญ่ซึ่งชนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมบนเกาะมินดาเนา เพื่อให้ประชาชนตัดสินว่าจะตั้ง “ภูมิภาคปกครองตนเองบังซาโมโร” (Bangsamoro Autonomous Region) หรือ “บีเออาร์” ขึ้นมาแทน “ภูมิภาคปกครองตนเองในเขตมุสลิมมินดาเนา” (Autonomous Region in Muslim Mindanao) หรือ “เออาร์เอ็มเอ็ม” เดิมที่ตั้งขึ้นตามข้อตกลงสันติภาพหรือไม่การลงประชามติครั้งนี้มีผู้มีสิทธิลงคะแนนกว่า 2.8 ล้านคน ถามประชาชนว่าจะรับหรือไม่รับ “กฎหมายก่อร่างรัฐบังซาโมโร” (Bangsamoro Organic Law) หรือ “บีโอแอล” ที่ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ลงนาม ในปี 2561 เพื่อให้ตั้ง “บีเออาร์” ที่มีอำนาจปกครองตนเองเพิ่มขึ้นมากจาก “เออาร์เอ็มเอ็ม” เดิม หนุนปกครองตนเอง – ชาวบ้านรุมถ่ายรูปประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ที่กรุงมะนิลา ก่อนมีการลงประชามติบนเกาะบอร์เนียว ซึ่งดูเตร์เตสนับสนุนให้เพิ่มอำนาจเขตปกครองตนเองของชาวมุสลิมบังซาโมโร (เอพี)ผลประชามติเป็นทางการคาดว่าประชาชน จะรับบีเออาร์ท่วมท้น จากนั้นจะมีการลงประชามติในพื้นที่เล็กกว่าอื่นๆที่เหลือบนเกาะมินดาเนาใน 6 ก.พ.นี้ ว่าจะเข้าร่วมบีเออาร์หรือไม่ ซึ่งคาดว่าส่วนใหญ่จะโอเคหลังประชามติรับบีเออาร์ รัฐบาลกลางจะตั้ง “องค์กรเปลี่ยนผ่านบังซาโมโร” (Bangsamoro Transition Authority) ขึ้น เพื่อบริหารภูมิภาคนี้ชั่วคราวก่อนจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ 80 ที่นั่งในปี 2565 และสภาจะเลือก “มุขมนตรี” (Chief Minister) กับคณะรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าเอ็มไอแอลเอฟจะผงาดขึ้นมาเป็นใหญ่บีเออาร์จะมีอำนาจด้านนิติบัญญัติ บริหาร และงบประมาณของตนเองเต็มที่ ส่วนด้านนโยบายต่างประเทศ ความมั่นคง และการเงินการคลัง ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลาง นอกจากนี้ ยังจะมีการยุบกองทัพและปลดอาวุธกว่า 40,000 ชิ้นของเอ็มไอแอลเอฟและกองโจรกับพลเรือนกลุ่มอื่นๆด้วยก่อนถึงวันนี้ กบฏมุสลิมบนเกาะมินดาเนา ซึ่งมีเอ็มไอแอลเอฟและ “แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโร” (เอ็มเอ็นแอลเอฟ) กบฏกลุ่มใหญ่อันดับ 1 และ 2 เป็นหัวหอก จับอาวุธต่อสู้แยกดินแดนมานับ 50 ปี ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1970 มีผู้เสียชีวิตกว่า 120,000 คน! โดยขณะนี้เอ็มเอ็นแอลเอฟยังเจรจาสันติภาพถาวรกับรัฐบาลอยู่เขตมุสลิมมินดาเนาหรือ “บังซาโมโร” มีชาวมุสลิมไปตั้งรกรากตั้งแต่พ่อค้าชาวอาหรับเดินทางไปถึงที่นั่นเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 13 ปัญหาความไม่สงบทำให้ภูมิภาคนี้ไร้เสถียรภาพ ไร้โอกาส ถูกทอดทิ้ง ขาดโครงสร้างพื้นฐาน มีคนตกงานและไร้การศึกษาสูงที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน โดยมีครอบครัวยากจนสูงกว่า 50% เทียบกับทั้งประเทศที่ 21.6% ส่วนอัตราผู้เข้าโรงเรียนก็ต่ำสุดแค่ราว 30% เทียบกับ 68% ทั่วประเทศภูมิภาคนี้จึงอ่อนไหวเปราะบาง ตกเป็นเหยื่อกลุ่มหัวรุนแรงที่เป็นสาขาหรือแนวร่วมของเครือข่าย “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส) ได้ง่าย เช่นกลุ่มดอว์ลา อิสลามิยาห์ (ดีไอ) กลุ่มนักรบเสรีภาพอิสลามบังซาโมโร (บีไอเอฟเอฟ) และกลุ่มอาบู ไซยาฟ ซึ่งเข้าไปเกณฑ์สมาชิกใหม่โดยเฉพาะเยาวชนอย่างได้ผล ประชามติ – ชาวบ้านชูกำปั้นด้วยความโกรธแค้น หลังจับได้ว่าชายคนหนึ่งเวียนไปลงคะแนนหลายรอบ ระหว่างการลงประชามติที่เมืองโกตาบาโต เพื่อเพิ่มอำนาจการปกครองตนเองในพื้นที่ชาวมุสลิมบังซาโมโร บนเกาะบอร์เนียว เมื่อ 21 ม.ค. (เอเอฟพี)กบฏซึ่งมีหลายสิบกลุ่มก่อความรุนแรงมายาวนาน ที่ลือลั่นที่สุดครั้งหนึ่งคือกรณีกลุ่มอาบูไซยาฟ ที่ขึ้นชื่อเรื่องลักพาตัวชาวต่างชาติไปเรียกค่าไถ่และฆ่าตัดคอ ร่วมกับกลุ่ม “เมาเต้” และพันธมิตรท้องถิ่นและนักรบต่างชาติที่เป็นแนวร่วมไอเอส บุกยึดเมือง “มาราวี” เมื่อเดือน พ.ค.2560 เพื่อหวังตั้ง “รัฐอิสลาม” ขึ้นรัฐบาลดูเตร์เตต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกที่มินดาเนาจนถึงบัดนี้ และใช้เวลาถึง 5 เดือนกว่าจะยึดเมืองมาราวีคืนได้ พวกกบฏตายกว่า 800 คน ทหารตำรวจพลีชีพกว่า 160 นาย เมืองมาราวีกว่าครึ่งพังราบ ชาวบ้านลี้ภัยกว่า 350,000 คน พวกกบฏที่รอดตายจากมาราวีบางส่วนหนีไปอิรักและซีเรีย รอเวลาหวนกลับมารวมกลุ่มกันใหม่ ส่วนพวกที่เหลือก็ยังโจมตีประปราย รวมทั้งวางระเบิดห้างสรรพสินค้าที่เมืองโกตาบาโตเมื่อ 31 ธ.ค.2561การตั้งบีเออาร์แม้จะไม่ใช่ “ยาวิเศษ” รักษาได้สารพัดโรค แต่ทุกฝ่ายหวังว่าภูมิภาคนี้จะดีขึ้นทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ เพราะจะมีอำนาจมากขึ้นในการบริหาร จัดการงบประมาณและทรัพยากรธรรมชาติ มีการจ้างงานและการลงทุนภาคเอกชนมากขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและเหมืองแร่อันอุดมสมบูรณ์ดูเตร์เตก็เป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มาจากมินดาเนา มีคุณย่าเป็นชาวบังซาโมโร เขายังเป็นอดีตนายกเทศมนตรีเมืองดาเวาในมินดาเนา มีผลงานโดดเด่นจากการกวาดล้างอาชญากรรมและยาเสพติดแบบ “กำปั้นเหล็ก” และ “ศาลเตี้ย” จนได้เป็นผู้นำประเทศในที่สุดดูเตร์เตยังมีสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้นำกบฏมินดาเนาหลายกลุ่ม ในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2559 เขายอมอ่อนข้อ โดยชูนโยบายตั้ง “บีเออาร์” หวังยุติปัญหาความไม่สงบที่รัฐบาลก่อนๆแก้ไม่ได้ และตั้งเป้าจะทำให้เมืองดาเวาที่เคยไร้ขื่อแปกลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่รุ่งโรจน์ดูเตร์เตยังมีเวลากุมอำนาจอีก 3 ปี ถ้า “บีเออาร์” ทำให้เกิดสันติภาพถาวรที่มินดาเนาได้ จะเป็นผลงานชิ้นโบแดง ซึ่งนอกจากจะยุติปัญหากบฏแบ่งแยกดินแดนได้ ยังอาจเป็นต้นแบบสู่การตั้งระบอบการปกครอง “สหพันธรัฐฟิลิปปินส์” ในอนาคตด้วย!บวร โทศรีแก้ว