สอบคลิปแอบอ้าง‘สถาบัน’จนมุมยกแก๊ง 9 คนที่ระนอง 470 เหยื่อแจ้งจับสูญ 20 ล้านเหยื่อ “ซินแสโชกุน” แห่แจ้งความแล้ว 470 คน ที่เหลือยังลังเล หลังยังมีฤทธิ์ใช้โซเชียลขู่เหยื่อ ใครแจ้งความจะไม่ได้เงินคืน ขณะที่ ผบช.ก.ยันมูลค่าความเสียหาย 20 ล้านบาทแล้ว เร่งประสาน ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินและอายัดทรัพย์สินเครือข่าย ย้ำให้ผู้เสียหายรีบเข้าแจ้งความ เพราะจะไม่มีสิทธิ์รับเฉลี่ยเงินคืนหลังตำรวจตามยึดกลับมาได้ ล่าสุดกองปราบฯปิดเมืองระนองคุมตัวซินแสโชกุนและสาวหุ้นส่วนคนสนิทได้แล้ว พาตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์กลับมาสอบสวนที่กรุงเทพฯทันที แฉประวัติยาวเหยียดเคยถูกแจ้งความดำเนินคดี 6 ครั้ง 3 หมายจับ เปลี่ยนชื่อ-นามสกุลมาแล้ว 10 ครั้ง เลขาฯสคบ.เผยตรวจสอบไม่พบบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนขายตรง แถมเปลี่ยนชื่อบริษัทมาแล้ว 7 ครั้ง กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุ “เวลท์เอเวอร์” เป็นนิติบุคคลถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวหรือขายตรง ย้ำกรณีปัญหาลอยแพที่เกิดขึ้น บริษัทหรือกรรมการบริษัทต้องรับผิดชอบ พร้อมประกาศขึ้นแบล็กลิสต์เป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงธุรกิจกรณีประชาชนกว่า 1,000 คน เดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น แต่ปรากฏว่าไม่สามารถเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นได้จริงจนเกิดความโกลาหลวุ่นวายไปทั้งสนามบิน จากการสอบสวนผู้เสียหายทั้งหมดเป็นสมาชิกขายตรงอาหารเสริมยี่ห้อออลลิเชียน ของบริษัทเวลท์ เอเวอร์ จำกัด ที่มี น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือ น.ส.ศรัณย์พัชร์ กิติขจรพัชร์ หรือซินแสโชกุน เป็นผู้บริหาร โฆษณารับสมัครสมาชิกด้วยเงินลงทุนหัวละ 9,730 บาท ได้โปรโมชั่นไปเที่ยวญี่ปุ่นฟรีช่วงระหว่างวันที่ 11-16 เม.ย. นัดให้มาพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่ปรากฏว่า เมื่อสมาชิกมาถึงสนามบินกลับถูกทิ้ง แถมยังไม่สามารถติดต่อกับทางบริษัทได้ เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายต้องระดมกันเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเบื้องต้น พร้อมแนะนำให้เข้าแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจประชุมสรุปเหยื่อโดนตุ๋นแน่ความคืบหน้าจากกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวชั้น 2 อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 11 เม.ย. นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยว ให้สัมภาษณ์หลังประชุมร่วมกับ พล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.ภ.จ.สมุทรปราการ พล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง ผบก.ทท. นายนิตินัย สมรรถการ กก.ผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่า การขายทัวร์ไปญี่ปุ่นวันที่ 11-16 เม.ย.ของบริษัทขายตรงแห่งนี้เป็นการหลอกลวง เนื่องจากขายราคาถูกผ่านการสมัครสมาชิกซื้ออาหารเสริมราคา 9,730 บาท เมื่อตรวจเช็กเที่ยวบินที่อ้างว่าเช่าเหมาลำไว้จำนวน 6 ลำก็ไม่มี ขอให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความตำรวจในพื้นที่อาศัย ส่วนที่กรุงเทพฯแจ้งความที่กองปราบปราม เพื่อนำตัวเจ้าของบริษัทมาดำเนินคดี ฝากเตือนประชาชนหากพบว่ามีการขายทริปท่องเที่ยวราคาถูก ให้ตั้งข้อสงสัยว่าอาจถูกหลอกและนำชื่อบริษัททัวร์มาสอบถามได้ที่กระทรวงฯเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ 10 ฟรี 1พล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง ผบก.ทท.กล่าวว่า ส่วนการดำเนินคดี บก.ทท.ร่วมกับ บก.ภ.จ.สมุทรปราการ รับแจ้งความที่ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และวันที่ 12 เม.ย. จะไปแจ้งความที่กองปราบปรามเพิ่ม ด้าน พล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.ภ.จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า นำพนักงานสอบสวนกว่า 50 นาย มาช่วยทำคดี คัดแยกผู้เสียหายแต่ละจังหวัด เพื่อให้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นจะรวบรวมสำนวนคดีทั้งหมดไปให้กองปราบปรามดำเนินการต่อ วิธีการเช่นนี้เปรียบเสมือนแชร์ลูกโซ่ เนื่องจากการสอบปากคำผู้หญิง 2 คนที่ถูกผู้เสียหายชี้ตัวว่า เป็นแม่ทีมโอนเงินเข้าไปซื้อทัวร์ ให้ข้อมูลว่ามีการจัดโปรโมชั่นหาผู้สมัครได้ 10 คน ฟรี 1 คนยังมีฤทธิ์ส่งไลน์ขู่ห้ามแจ้งความผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศทั่วไปในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งแต่ช่วงเช้าถึงช่วงบ่ายวันที่ 12 เม.ย. ยังไม่มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพิ่มเติม ขณะที่มีกระแสข่าวว่า ยังคงมีกลุ่มเหยื่อที่เชื่อว่าจะได้เดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นรออยู่บางส่วนจึงไม่แสดงตัว เนื่องจากในกลุ่มไลน์แจ้งว่า จะมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำอีก 3 ลำพาไปประเทศญี่ปุ่นได้ ตำรวจท่องเที่ยวจึงให้สายตรวจออกตระเวนประชาสัมพันธ์ว่า เป็นการหลอกลวง ควรแสดงตัวแจ้งความหรือกลับภูมิลำเนา แต่ไม่มีใครยอมออกมา เพราะมีคำขู่ว่าหากแจ้งความจะไม่ได้เงินคืน และบางส่วนไม่สามารถกลับภูมิลำเนาได้เนื่องจากไม่มีตั๋ว จึงยังคงอาศัยอยู่ในสนามบิน“บิ๊กหมู” เรียกประชุมเครียดที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. พล.ต.ต.กรเอก เพชรไชยเวส รอง ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พล.ต.ต.ประเสริฐ พัฒนาดี ผบก.ปคบ. พล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง ผบก.ทท. พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท. พ.ต.อ.นิธิธร จินตการนนท์ รอง ผบก.ทท. พ.ต.อ.บัณฑิต ทิศาภาค รอง ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.เกื้อกมล ดวงประทีป ผกก.1 บก.ทท. พ.ต.ท.อภิเษก ปิศโน สว.กก.6 บก.ทท. พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน บก.ป. บก.ปคบ. และตำรวจท่องเที่ยว ประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีกับ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือศรัณย์พัชร์ กิติขจรพัชร์ หรือซินแสโชกุน และกลุ่มขบวนการแชร์ลูกโซ่บริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัด (WealthEver) ที่ลอยแพลูกทัวร์กว่า 2,000 คน ที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อคืนที่ผ่านมา เหยื่อแจ้งความแล้ว 470 คนพล.ต.ท.ฐิติราชเผยว่า มาติดตามและวางกรอบแนวทางการทำคดี พร้อมกำกับควบคุมการสอบปากคำผู้เสียหาย และสอบปากคำผู้ต้องสงสัย 2 คนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มบริษัทแชร์ลูกโซ่ พร้อมทั้งวางแผนแนวทางการทำงานเพื่อติดตามจับกุมหัวหน้าขบวนการเจ้าของบริษัท จากการตรวจสอบขณะนี้พบว่า เคยมีประวัติก่อคดีลักษณะนี้และเคยถูกออกหมายจับ 3-4 หมาย แต่ต่อมาถอนหมายจับไปเพราะยอมชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งหมดเป็นคดีลักษณะเดียวกัน มีแผนประทุษกรรมคล้ายกัน นอกจากนี้ยังพบว่า ตัวซินแสโชกุนเปลี่ยนชื่อนามสกุลมาแล้วกว่า 10 ครั้งเพื่อเปิดและจดทะเบียนบริษัท อย่างไรก็ตามขณะนี้มีผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดี หน่วยงานหลักรับเรื่องคือ ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจกองปราบปราม ตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับผู้บริโภค และตำรวจประจำสถานีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งแต่เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมามีผู้เสียหายมาแสดงตัวเบื้องต้น 470 คนและจะมีมากกว่านี้เร่งตามยึดทรัพย์มาคืนเหยื่อ“คดีนี้ผู้เสียหายที่อยู่ในพื้นต่างจังหวัด ไม่จำเป็น ต้องเดินทางมาที่กองปราบฯ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ในพื้นที่สถานีตำรวจในภูมิลำเนาของตนเอง หลังจากนี้ตนจะเสนอไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการรวบรวมสำนวนมาไว้ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อเป็นศูนย์กลางการทำงาน เพราะเข้าข่ายความผิดฉ้อโกงประชาชนที่มีผู้เสียหายมากกว่า 10 คน สำหรับมาตรการหลังจากนี้จะเร่งติดตามยึดทรัพย์เพื่อนำเงินทั้งหมดมาชดใช้ให้ผู้เสียหายทั้งหมด ที่ผ่านมาคดีลักษณะนี้จะมีการยอมความกัน แต่สำหรับคดีนี้จากการสอบปากคำผู้เสียหาย และพยานหลักฐานพบว่า ไม่สามารถยอมความได้เพราะเป็นข้อหาฉ้อโกงประชาชน” ผบช.ก.กล่าวหวังได้เงินคืนไม่ยอมแจ้งความด้าน น.ส.ผ่องนภา ฐิติวัชระ หนึ่งในผู้เสียหายเผยว่า เพื่อนตนเป็นคนชักชวนให้ไปเที่ยวญี่ปุ่นเพราะมีโปรโมชั่นตั๋วเดินทางราคาถูกจากบริษัทเวลท์เอเวอร์ จำกัด จะต้องเสียค่าใช้จ่ายการเดินทางประมาณ 10,000-20,000 บาท จึงสนใจและโอนเงินให้ 10,000 บาท ก่อนเดินทางมาตามเวลานัดหมาย แต่ไม่พบตัวแทน และไม่มีเอกสารใดๆ มีเพียงสลิปเงินที่โอนเท่านั้น หลังเกิดเรื่องไม่สามารถติดต่อตัวแทนหัวหน้าทีมได้อีกเลย จึงเดินทางมาแจ้งความที่กองปราบปราม ส่วนเพื่อนคนที่จะร่วมเดินทางมาเจอกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ บอกว่า ยังเชื่อมั่นว่าจะได้เงินคืนจากหัวหน้าทีม จึงไม่แจ้งความเหยื่อถูกหลอกหลายรูปแบบน.ส.สิริพิชชา อิงอนุรักษ์สกุล อายุ 24 ปีผู้เสียหายอีกราย เผยว่า ตนต่างจากคนอื่น เนื่องจากไม่ใช่การขายตรงแต่เป็นการขายทัวร์อย่างเดียว โดยเป็นสมาชิกเทรดออนไลน์สามารถใช้เทรดแลกซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆได้ ตนใช้เทรด 50 เปอร์เซ็นต์และเงินสด 50 เปอร์เซ็นต์ รวมเป็นเงิน 30,000 บาทเพื่อซื้อตั๋ว ขอยืนยันว่าไม่รู้จักบริษัทดังกล่าวเลย แต่จะมีแม่ข่ายทราบชื่อ “มาดามซู” ของบริษัทดังกล่าว มาขายตั๋วในเทรดออนไลน์ ส่วนตัวตนใช้บริการบริษัททัวร์อยู่แล้วราคาประมาณนี้ แต่ไม่เคยใช้บริการบริษัททัวร์เวลท์เอเวอร์ จำกัด มาก่อน ที่สนใจเพราะเห็นว่าราคาถูกกว่าคนละ 10,000 บาท จึงตัดสินใจโอนเงินให้ 30,000 บาท ไม่ทราบว่าการโอนเงินจ่ายค่าทัวร์คือการสมัครสมาชิก เมื่อโอนเงินแล้วจะมีแม่ข่ายที่มีลูกทัวร์ประมาณ 60 คนมาดูแล แม่ข่ายจะทำหน้าที่แจ้งนัดสถานที่รวมทั้งเอกสารต่างๆเพื่อเตรียมตัวเดินทาง พอมาถึงสนามบินเมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 11 เม.ย.ไม่สามารถเช็กอินได้ จึงติดต่อไปหาแม่ข่ายอ้างว่ามีการเลื่อนไฟลท์ ตนจึงตัดสินใจสอบถามทางการท่าจึงรู้ว่าไม่มีการจองทัวร์ดังกล่าวค่าเสียหายเบื้องต้น 20 ล้านบาทหลังประชุมวางแนวทางดำเนินคดีกับซินแสโชกุน และการเยียวยาช่วยเหลือเหยื่อใช้เวลากว่า 2 ชม. พล.ต.ท.ฐิติราชเรียกผู้เสียหายเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจถึงแนวทางการทำงาน พร้อมเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้เสียหายอยู่ทั่วประเทศ ขอรวบรวมรายละเอียดข้อเท็จจริงให้เรียบร้อยก่อนว่า มีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง จะพยายามนำเงินมาคืนให้มากที่สุด และจะติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาให้ได้โดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องชี้แจงว่า หัวหน้าข่ายไม่สามารถคืนเงินให้ ผู้เสียหายได้ เพราะตัวหัวหน้าข่ายเป็นผู้เสียหายโดน น.ส.พสิษฐ์ อริญชญ์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน กรรมการบริหารบริษัทเวลท์เอเวอร์หลอกเช่นกัน ขณะนี้ตำรวจประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลว่า มีผู้ร่วมขบวนการหรือมีผู้บงการอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เบื้องต้นแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชน เพื่อยึดทรัพย์สินซินแสโชกุนมาเฉลี่ยคืนผู้เสียหายให้ได้ ประเมินความเสียหายประมาณ 20 ล้านบาท จากการตรวจสอบพฤติการณ์พบว่า ซินแสโชกุนก่อเหตุลักษณะดังกล่าวมาหลายครั้ง ใช้รูปแบบเดิมก่อเหตุเปลี่ยนเพียงชื่อเท่านั้น อยากให้ผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความเพื่อเป็นประโยชน์กับตนเอง บุคคลใดไม่ประสงค์เข้าแจ้งความจะไม่ได้สิทธิ์ทางแพ่งและไม่ได้รับเงินคืนแฉโดนมาแล้ว 6 คดี 3 หมายจับมีรายงานว่า จากการตรวจสอบประวัติ “ซินแสโชกุน” หรือ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือศรัณย์-พัชร์ กิติขจรพัชร์ เคยถูกแจ้งความคดีตั้งแต่ปี 2555-2559 รวม 6 คดี เป็นคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์ทั้งหมด ประกอบด้วย วันที่ 20 มิ.ย.2555 คดีฉ้อโกงทรัพย์ ท้องที่ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วันที่ 25 ม.ค.2557 คดีความผิดเกี่ยวกับเช็ค ท้องที่ สภ.เมืองนนทบุรี วันที่ 21 มิ.ย.2557 คดีฉ้อโกงทรัพย์ ท้องที่ สน.ปทุมวัน วันที่ 29 ต.ค.2557 คดียักยอกทรัพย์ ท้องที่ สภ.เมืองนนทบุรี วันที่ 3 มิ.ย.2558 คดีฉ้อโกงประชาชน ที่กองบังคับการปราบปรามความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) วันที่ 3 ก.ย.2559 คดีฉ้อโกงทรัพย์ ท้องที่ สภ.เมืองนครราชสีมา เคยถูกศาลอนุมัติหมายจับ 3 ครั้ง มีศาลแขวงสมุทรปราการ คดีฉ้อโกงทรัพย์ วันที่ 20 มิ.ย.2555 ศาลจังหวัดนนทบุรี คดีฉ้อโกงประชาชน วันที่ 3 พ.ย.2558 ศาลแขวงนครราชสีมา คดีฉ้อโกงทรัพย์ วันที่ 24 ส.ค.2559 ทุกคดีถอนหมายจับหมดแล้ว เนื่องจากจับกุม หรือดำเนินคดีแล้วทั้งหมดเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล 10 ครั้งมีรายงานอีกว่า ซินแสโชกุนเปลี่ยนชื่อนามสกุลมาแล้ว 10 ครั้ง ชื่อเดิมว่า น.ส.สหชม นาคฤทธิ์ จากนั้นวันที่ 29 ก.ย.2543 เปลี่ยนชื่อจากสหชม เป็นทฤษนันท์ วันที่ 15 ก.ย.2549 เปลี่ยนชื่อจาก ทฤษนันท์ เป็นณวัชกรณ์ วันที่ 1 เม.ย.2551 เปลี่ยนชื่อจากณวัชกรณ์ เป็นศรัณย์พัชร์ และเปลี่ยนนามสกุลจากนาคฤทธิ์ เป็นกิติขจรพัชร์ วันที่ 16 พ.ค.2557 เปลี่ยนชื่อจากศรัณย์พัชร์ เป็นภวิศ วันที่ 26 ก.ย.2557 เปลี่ยนนามสกุลจากกิติขจรพัชร์ เป็นนาคฤทธิ์ วันที่ 29 ก.ย.2557 เปลี่ยนนามสกุลจากนาคฤทธิ์ เป็นภูริภัทร์เมฆินทร์ วันที่ 7 ก.ย.2559 เปลี่ยนนามสกุลจากภูริภัทร์เมฆินทร์ เป็นนาคฤทธิ์ วันที่ 8 ก.ย.2559 เปลี่ยนชื่อจากภวิศ เป็นพสิษฐ์ และเปลี่ยนนามสกุลจากนาคฤทธิ์ เป็นอริญชย์ลาภิศค้นบริษัทพบเป็นบ้านพ่อแม่หุ้นส่วนช่วงเที่ยงวันเดียวกัน ทหารจาก มทบ.ที่ 31 ค่ายจิระประวัติ จ.นครสวรรค์ ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ เข้าตรวจสอบบริษัทเวลท์เอเวอร์ จำกัด เลขที่ 88/6 หมู่ 9 ต.หนองยาว อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ พบเป็นบ้านพักอาศัยชั้นเดียวแบบชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทั่วไป เนื้อที่ไม่ถึง 1 ไร่ พบนายสุนทร สมัครกสิกรรณ์ อายุ 64 ปี และนางรวม สมัครกสิกรรณ์ อายุ 55 ปี พ่อแม่ของ น.ส.ทัศย์ดาว สมัครกสิกรรณ์ 1 ใน 4 ผู้ถือหุ้นบริษัทเวลท์เอเวอร์ อยู่เพียง 2 คน ทั้งคู่ตกใจมากขณะเจ้าหน้าที่บุกตรวจค้น โดยเฉพาะนางรวมถึงกับหน้ามืดเป็นลมล้มพับพ่อยันลูกไม่กลับบ้านมา 3 ปีแล้วนายสุนทรเผยว่า บ้านนี้เป็นชื่อของลูกสาว ไม่ทราบเรื่องใช้เลขที่บ้านไปจดทะเบียนเป็นบริษัท อีกทั้งไม่ทราบว่าลูกสาวทำงานอะไร เนื่องจากไม่ได้กลับบ้านมานานกว่า 3 ปีแล้ว เพิ่งมาทราบข่าวว่า ลูกสาวไปโกงเงินจากชาวบ้านจำนวนมาก ส่วนตนมีอาชีพรับจ้างขุดมันสำปะหลังได้ค่าแรงวันละ 200 บาทเท่านั้น หลังจากนี้ยังไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ด้านนายบุญชัย ประสิทธิเมตต์ ผอ.กลุ่มจดทะเบียนธุรกิจ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ เผยว่า น.ส.ทัศย์ดาวจดทะเบียนในรูปบริษัทถูกต้องตามกฎหมายจริงๆ แต่จากการตรวจสอบวันนี้ไม่มีสินค้าใดๆ ทั้งสิ้นคุมตัวแม่-ญาติโชกุนได้ที่ จ.ระนองขณะที่ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดระนอง ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองระนอง และตำรวจท่องเที่ยวระนอง ควบคุมตัวเครือญาติของซินแสโชกุน 5 คน ขณะออกมาจากห้างบิ๊กซีสาขาระนอง กำลังจะขึ้นรถยนต์เรนจ์โรเวอร์ สีแดง ทะเบียน 6 กค 4990 กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยนางจันทร์ฉาย นาคฤทธิ์ อายุ 55 ปีแม่ของซินแสโชกุน นายก้องศรัณย์ แสงประภา อายุ 23 ปี นางพารินธรญ์ หงษ์หิรัญ ดัคกอร์ อายุ 36 ปี น.ส.สุดารัตน์ เอนกนวล อายุ 25 ปี และนางณิชมน แสงประภา อายุ 64 ปี คุมตัวไปสอบปากคำที่ บก.ภ.จ.ระนอง เบื้องต้นทั้งหมดให้การปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับซินแสโชกุน จึงนำตัวส่งกองปราบปรามสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้งฟันธงผิดฉ้อโกงประชาชนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นการฉ้อโกงประชาชน ตาม ป.อาญามาตรา 343 จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท แต่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ขอประชาสัมพันธ์ผู้เสียหายไปแจ้ง ความร้องทุกข์ยังกองปราบปรามหรือสถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุในต่างจังหวัด เบื้องต้นมีผู้เสียหายประมาณ 500 คน เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ประสานงานการท่าอากาศยานนำรถชัตเติลบัสมาคอยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนแล้ว 5 คัน ส่วนการรับแจ้งความได้ตั้งศูนย์วอร์รูมการสอบสวนที่ สภ.ท่าอากาศยานส่วนหน้า ชั้นที่ 1 เพื่ออำนวยความสะดวกผู้เสียหายให้ปากคำสอบปากคำเหยื่อแล้ว 40 คน“เบื้องต้นสอบสวนปากคำผู้เสียหายไปแล้วประมาณ 40 คน และจะนำเอกสารสำนวนการสอบสวนส่งไปยังกองปราบปรามพร้อมตัวผู้เสียหาย และวันนี้ (12 เม.ย.) เวลา 09.00 น. จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานไว้อำนวยความสะดวกและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่จะเดินทางมาสนามบินแล้ว ส่วนการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาคดีนี้ คาดว่าใช้เวลาไม่นานสามารถนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้ เนื่องจากพบการกระทำความผิดชัดเจน ตอนนี้ขอให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในคดี ทั้งนี้พี่น้องประชาชาชนที่ได้รับความเสียหาย สามารถติดต่อแจ้งความได้ที่ สภ.สุวรรณภูมิ หมายเลข 0-2134-0555 และสายด่วนกองปราบ 1195 ตลอด 24 ชั่วโมง” พล.ต.ต.ปิยะพันธ์กล่าวก.ท่องเที่ยวฯชี้เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ที่ทำเนียบรัฐบาล นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความแล้ว 470 คน เชื่อว่ามีมากกว่านี้ ขณะนี้ตำรวจท่องเที่ยวกำลังดำเนินการรับเรื่องร้องเรียนอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และเป็นแม่งานดำเนินคดีทั้งหมด สำหรับกระทรวงการท่องเที่ยวฯจะดูแลเกี่ยวกับผลประโยชน์นักท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้เท่าทันขบวนการเหล่านี้ โดยเฉพาะแพ็กเกจทัวร์ต่ำกว่าทุนเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ต้องระมัดระวัง ต้องซื้อแพ็กเกจทัวร์ที่บริษัทจดทะเบียนกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดกรณีบริษัททิ้งลูกทัวร์ กรณีนี้อาจเข้าข่ายธุรกิจแชร์ลูกโซ่ และพบว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้ยื่นขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำเที่ยว“บิ๊กตู่” สั่งสอบตุ๋นหลอกทัวร์ญี่ปุ่นที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีบริษัทขายอาหารเสริมตุ๋นหลอกขายพ่วงแพ็กเกจเที่ยวประเทศญี่ปุ่น มีผู้เสียหายจำนวนมาก ว่า กำลังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอยู่ นี่ไงการจะทำอะไรต้องตรวจสอบให้ดีก่อน พอมีเรื่องขึ้นมาแล้วเป็นยังไง 2,000 คนไม่ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงสงกรานต์ ทุกคนวางแผนพาพ่อแม่พี่น้องจะไปเที่ยวก็ไม่ได้ไป เงินก็เสีย นี่คือสิ่งหนึ่งที่คนไทยเชื่อคนง่าย “เวลาผมพูดไม่ค่อยเชื่อ แต่เวลาคนอื่นพูดเชื่อ แล้วก็ถูกโกง ผมไม่ได้ว่าผมดีกว่า เพียงแต่ผมไม่โกง ฉะนั้นอย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆ ราคาถูกอย่างเดียว อย่างนู้นอย่างนี้ ฟังเขาพูดแล้วไม่ได้เช็ก แล้วถูกหลอก” กรณีแชร์เป็นปัญหามากี่รายแล้วที่เดือดร้อน ถ้าเกิดแบบนี้แล้วรัฐบาลเข้าไปดูแลในทางกฎหมายมันไม่ใช่ ก็ฟ้องร้องกันไป ต้องให้ศาลทำงาน อย่าไปเร่ง ตนไม่เร่งคดีใครทั้งสิ้น และขอให้ 2,000 คน เดินทางไปที่ไหนก็ขอให้ปลอดภัย ขอให้ได้ไปเถอะสคบ.ยันไม่เคยจดทะเบียนบริษัทที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เร่งประสานไปยังบริษัทขายตรงที่จัดทัวร์ด้วยเครื่องบินแบบเช่าเหมาลำเพื่อไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ให้มาชี้แจงปัญหาที่เกิดขึ้น หากไม่สามารถตามตัวได้ หรือบริษัทดังกล่าวยังนิ่งเฉยอาจเข้าข่ายฉ้อโกง แต่ถ้าสามารถตามตัวพบ บริษัทต้องหาทางเยียวยาผู้ที่เดือดร้อนทั้งหมดทันที ทั้งการคืนเงินโดยชดใช้ค่าเสียหายตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น รวมถึงชดเชยค่าเสียหายทางจิตใจด้วย หรือจัดทัวร์ให้ประชาชนเดินทางตามที่ตกลงไว้ เบื้องต้น สคบ.รายงานว่า จากการตรวจสอบบริษัทดังกล่าวไม่เคยจดทะเบียนธุรกิจขายตรง อยากแจ้งเตือนประชาชนให้ระวัง หากพบขายทัวร์ราคาถูกกว่าความจริงขอให้ตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ อยากให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบมาร้องเรียนผ่านช่องทางของรัฐ ทั้งศูนย์ดำรงธรรมประจำจังหวัด ศูนย์บริการประชาชนทำเนียบรัฐบาล และศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของ สคบ.เป็นหลักฐาน รัฐจะหาทางช่วยเหลือได้ตรงจุดเปลี่ยนชื่อบริษัทมาแล้ว 7 ครั้งพล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการ สคบ.กล่าวว่า จากการตรวจสอบทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงไม่พบว่าบริษัทดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจขายตรงจาก สคบ. อีกทั้งการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำเที่ยวต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ปี 2551 นายทะเบียน ตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรงปี 2545 ไม่สามารถรับจดทะเบียนให้ประกอบธุรกิจขายตรงได้ ทั้งนี้ รายงานกรณีดังกล่าวให้นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้รับทราบแล้ว ชี้แจงว่าจากการตรวจสอบนอกจากบริษัทนี้ เปลี่ยนชื่อมาแล้ว 7 ครั้ง ล่าสุดไปจดทะเบียนการค้าเมื่อวันที่ 25 ม.ค.2560 เจ้าของบริษัทเคยประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยว และมีหมายจับเมื่อ 2 ปีก่อนแต่ถอนหมายจับแล้ว นายออมสินขอให้ สคบ.ตรวจสอบต้นตอและหาทางช่วยผู้บริโภคอย่างเร่งด่วน จากการสอบถามผู้บริโภคหลายราย แต่ละคนให้เหตุผลแตกต่างกัน สินค้าที่ซื้อจากธุรกิจขายตรงก็ต่างกัน จึงเชื่อว่าบริษัทนี้คงมีวิธีหลายอย่างจูงใจผู้บริโภคและมีความรู้เรื่องทัวร์มาก่อน จึงเป็นช่องทางหาประโยชน์ ตอนนี้ให้เจ้าหน้าที่ไปดูข้อมูลแล้ว และจะประสานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบด้วยจดทะเบียนขายเครื่องดื่ม-เสื้อผ้าน.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยว่า ฐานะเป็นหน่วยงานรับจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลเร่งดำเนินการตรวจสอบสถานะบริษัทดังกล่าวแล้ว เบื้องต้นพบว่าบริษัทเวลท์เอเวอร์ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลถูกต้องตามกฎหมายเมื่อวันที่ 25 ม.ค.2560 ทุนจดทะเบียน 2,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 20,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท กรรมการมี 1 คนคือ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 88/6 หมู่ 9 ต.หนองยาว อ.ลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ มีวัตถุประสงค์การจัดตั้ง 24 ข้อ 1-22 เป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป ส่วนอีก 2 ข้อเป็นวัตถุประสงค์หลักคือ ข้อ 23 ประกอบกิจการ ผลิตและจำหน่ายนำเข้า-ส่งออกน้ำดื่ม ชา กาแฟ น้ำแร่และเครื่องดื่มทุกชนิด และข้อ 24 ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายนำเข้า-ส่งออกกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายทุกประเภท ไม่มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจนำเที่ยวหรือธุรกิจขายตรง การประกอบธุรกิจนำเที่ยวท่องเที่ยวต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจจากกรมการท่องเที่ยวก่อนถึงจะจด ทะเบียนเพิ่มวัตถุประสงค์ได้ และการประกอบธุรกิจขายตรงต้องขออนุญาตจาก สคบ.ใส่คำเตือนท้ายหนังสือรับรองบริษัทน.ส.บรรจงจิตต์กล่าวด้วยว่า กรณีบริษัทประกอบกิจการนอกวัตถุประสงค์ที่จดไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หากเกิดร้องทุกข์กล่าวโทษเกิดขึ้นบริษัท หรือกรรมการต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง กรมฯจะดำเนินการเฝ้าระวังและประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาปัญหาผู้ที่ได้รับ ผลกระทบต่อไป ขอฝากเตือนประชาชนว่า ก่อนจะทำธุรกิจหรือซื้อสินค้าและบริการ ควรตรวจสอบสถานะนิติบุคคลให้ละเอียดก่อนร่วมลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้ เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต สามารถตรวจสอบสถานะนิติบุคคลเบื้องต้นได้ที่แอพพลิเคชั่นของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD e-Service มีรายงานข่าวด้วยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุเป็นหมายเหตุไว้ในท้ายหนังสือรับรองนิติบุคคลว่า บริษัทเวลท์เอเวอร์ จำกัด เป็นบริษัทที่มีปัญหาการประกอบธุรกิจ ขอให้ประชาชนที่ติดต่อทำธุรกิจด้วยหรือซื้อสินค้าและบริการ ต้องเพิ่มความระมัดระวังเพื่อป้องกันผลกระทบ ที่อาจจะเกิดขึ้นปิดเมืองล่าล็อกตัวซินแสโชกุนแล้วล่าสุดเมื่อเวลา 18.00 น. วันเดียวกัน มีรายงานว่า ชุดสืบสวนกองปราบปราม นำโดย พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.1 บก.ป. พร้อมชุดทำงาน กก.1 บก.ป. สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควานหาซินแสโชกุนชนิดปิดเมืองระนอง หลังจากคุมตัวมารดาและญาติรวม 5 คนได้ก่อนหน้านี้ ใน ที่สุดก็พบตัว น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน และ น.ส.ทัศย์ดาว สมัครกสิกรรณ สาวคนสนิทและหุ้นส่วนบริษัทฯ ได้บริเวณน้ำพุร้อน จ.ระนอง ซินแสโชกุนอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีแดงเลือดหมู กางเกงสีเทา ชุดสืบสวนรีบพาตัวซินแสโชกุนและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขึ้นเฮลิคอปเตอร์มาลงที่กองบินตำรวจท่าแร้ง ถนนรามอินทรา ก่อนนำตัวเข้ามาสอบสวนที่กองปราบปรามต่อไปเบื้องหลังก่อนล็อกตัว “โชกุน”รายงานข่าวแจ้งว่า หลังเหตุการณ์ลอยแพสมาชิกขายตรงที่สนามบินสุวรรณภูมิ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก.สั่งการให้ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป.จัดกำลังประกอบด้วย พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.1.บก.ป. พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2.บก.ป. พ.ต.ท.พัฒนพงษ์ ศรีพิณเพราะ รอง ผกก.2.บก.ป. พ.ต.ท.วีระชาญ ขุนไชยแก้ว รอง ผกก.1.บก.ป.พร้อมกำลังกระจายลงพื้นที่หาตัวซินแสโชกุนอย่างเร่งด่วน เริ่มจากเข้าตรวจสอบคอนโดที่พักในพื้นที่ อ.เมืองนนทบุรีแต่ไม่พบตัว ตรวจสอบในห้องพบเอกสารการติดต่อจองโรงแรมใน จ.ระนอง รวมทั้งตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดพบภาพซินแสโชกุนออกมาจากห้องพักพร้อมกับนางมณฑญาณ์ นิรันดร มารดา น.ส.พารินธรญ์ หงส์หิรัญ ดัดกอร์ และ น.ส.สุดารัตน์ อเนกนวล เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 11 เม.ย. พร้อมรถยนต์ 3 คัน ประกอบด้วยรถยนต์แลนด์โรเวอร์ สีแดง ทะเบียน 6 กค 4990 กรุงเทพ-มหานคร รถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สีเทา ทะเบียน กฉ 5444 กรุงเทพมหานคร และรถปอร์เช่ไม่ทราบทะเบียนอีก 1 คันตำรวจระนองช่วยตามจนได้ตัวหลังได้ข้อมูลชุดทำงานกองปราบปรามติดตามไปที่ จ.ระนอง ทันที พร้อมกับประสานด่าน ตม.ระนอง ตำรวจท้องที่ และชุดสืบสวนจังหวัดระนองช่วยติดตามหาอีกทาง จนเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาพบรถแลนด์โรเวอร์จอดอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใน จ.ระนอง จึงประสานนายทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 ร่วมตรวจสอบ พบนางมณฑญาณ์ นิรันดร มารดาซินแสโชกุนและผู้ติดตามรวม 5 คน สอบสวนทราบว่า ทั้งหมดเปิดห้องพักไว้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.ระนอง ส่วนซินแสโชกุนหลังรู้ว่ามารดาและพวกถูกคุมตัว จึงขับรถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สีเทา ทะเบียน กฉ 5444 กรุงเทพมหานคร หลบหนีไปกับ น.ส.ทัศย์ดาว สมัครกสิกรรณ์ สาวคนสนิท ชุดสืบสวนกองปราบปรามจึงประสานตำรวจทุกหน่วยตามหา กระทั่งพบว่าจอดอยู่ที่น้ำพุร้อน อ.เมืองระนอง ก่อนตามไปพบตัวซินแสโชกุน และ น.ส.ทัศย์ดาวในที่สุด พร้อมเชิญตัวมาสอบสวนที่ สภ.เมืองระนอง เพื่อรอขึ้นเฮลิคอปเตอร์เดินทางกลับกรุงเทพฯสั่ง ปอท.ตรวจสอบข้อความหมิ่นเบื้องสูงผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากชุดสืบสวนกองปราบปรามคุมตัวซินแสโชกุนพร้อมพวกได้ที่ จ.ระนอง พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก.เรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนและเจ้าหน้าที่ ปปง. เพื่อวางแนวทางการสอบปากคำผู้ที่ เกี่ยวข้องทั้ง 2 คน ที่ถูกควบคุมตัวได้ โดยให้เจ้าหน้าที่ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินพร้อมกับอายัดบัญชีธุรกรรมทางการเงินต่างๆทั้งหมด พร้อมกันนี้ยังวิเคราะห์ประเด็นคลิปเสียงที่ซินแสโชกุนแอบอ้างว่า จะมีการนำสมาชิกของบริษัทเข้าเฝ้าฯ และจะมีบุคคลพิเศษจากสำนักพระราชวังมาเป็นประธานเปิดงานให้กับบริษัทด้วย ในประเด็นนี้ พล.ต.ท.ฐิติราชเผยสั้นๆว่า ขณะนี้ให้กองบังคับการปราบปรามกระทำความผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี (ปอท.) ตรวจสอบคลิปเสียง พร้อมกับรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อตรวจสอบว่า เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่รวมผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 9 คนมีรายงานว่า ผู้ต้องสงสัยกลุ่มซินแสโชกุนที่ตำรวจกองปราบปราม ตำรวจภูธรจังหวัดระนอง ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดระนอง และเจ้าหน้าที่ทหารคุมตัวได้ทั้งหมดที่จังหวัดระนองมีทั้งหมด 9 คน ประกอบด้วย น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ น.ส.ทัศย์ดาว สมัครกสิกรรณ์ อายุ 35 ปี นางมณฑญาณ์ นิรันดร หรือจันทร์ฉาย นาคฤทธิ์ อายุ 55 ปี นายก้องศรัณย์ แสงประภา อายุ 22 ปี นางประนอม พลานุสนธิ์ อายุ 40 ปี นางณิชมน แสงประภา อายุ 64 ปี นางพารินธรญ์ หงส์หิรัญ ดัคกอร์ อายุ 35 ปี น.ส.สุดารัตน์ อเนกนวล อายุ 25 ปี และนายโกวิท ช่วยสัตว์ อายุ 30 ปี ทั้งหมดถูกเชิญตัวตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 13/2559 โดยแยก น.ส.พสิษฐ์ หรือซินแสโชกุน น.ส.ทัศย์ดาว นางมณฑญาณ์ และนายก้องศรัณย์ ถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของกองบินตำรวจ กำหนดเดินทางถึงกองบินตำรวจท่าแร้งเวลา 21.40 น. ส่วนผู้ต้องสงสัยที่เหลือประกอบไปด้วยนางประนอม นางณิชมน นางพารินธรญ์ น.ส.สุดารัตน์ และนายโกวิทจะถูกนำตัวมาด้วยรถของเจ้าหน้าที่คาดว่าจะถึงภายในคืนนี้ศาลอนุมัติหมายจับซินแสโชกุนแล้วมีรายงานด้วยว่า ล่าสุดช่วงค่ำที่ผ่านมา ศาลอาญา รัชดา อนุมัติหมายจับ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือ ซินแสโชกุน ตามที่พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เสนอ สำนวนการสอบสวนแล้ว ออกหมายจับเลขที่ 939/2560 ลงวันที่ 12 เมษายน 2560 ข้อหาฉ้อโกงประชาชน ตามที่พนักงานสอบสวนกองปราบปรามร้องขอ“ศรีวราห์”มารอสอบถึงกองบินตำรวจต่อมาเวลา 21.30 น. ที่กองบินตำรวจ(ท่าแร้ง) พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร.เดินทางมารอรับตัวซินแสโชกุน พร้อมเปิดเผยว่า ตำรวจควบคุมตัว น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุนเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวส่งตัวให้ตำรวจ อาศัยคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 13/2559 รายละเอียดเบื้องต้นได้ยินว่า ยังให้การปฏิเสธ เป็นสิทธิของเขาจะให้การอย่างไรก็ได้ ขอสอบสวนก่อนให้รายละเอียด จากนั้นเวลา 21.50 น.เฮลิคอปเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติพาตัวซินแสโชกุนพร้อมผู้ต้องหาอีก 2 คนลงเครื่องเข้าไปให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์สอบสวนในห้องรับรองกองบินตำรวจ ซินแสโชกุนยังอยู่ในอาการยิ้มแย้มพูดกับผู้สื่อข่าวจำนวนมากที่มารออยู่ว่า “ไม่ผิด ไม่ได้จัดทัวร์”จากนั้นเจ้าหน้าที่รีบพาเข้าไป พล.ต.อ.ศรีวราห์สอบสวนทันที