กองทัพสหรัฐฯ ได้แสดงแสนยานุภาพให้โลกประจักษ์อีกครั้ง หลังเมื่อวันที่ 7 เม.ย. ทำการยิงจรวดนำวิถี “โทมาฮอว์ก” เข้าถล่มฐานทัพอากาศรัฐบาลซีเรีย โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้การใช้อาวุธเคมีสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ 86 ศพโดยถือเป็นการยิงครั้งแรกภายใต้คำสั่งของผู้นำใหม่โดนัลด์ ทรัมป์ จัดหนักลั่นไกไปถึง 59ลูก จนกลายเป็นข่าวใหญ่โตไปทั่วโลก อย่างไร ก็ตาม หากย้อนดูปูมบันทึกเหตุการณ์ กองทัพสหรัฐฯ ก็มีการยิงโทมาฮอว์กถล่มเป้าหมายอยู่เป็นระยะปีเว้นปี อย่างในวันที่ 13 ต.ค. 2559 ยิงจำนวน 5 ลูก โจมตีฐานเรดาร์ของกบฏฮูธิในเยเมน หรือวันที่ 23 ก.ย. 2557 ยิงจำนวน 47 ลูก โจมตีฐานกองกำลังรัฐอิสลามหรือไอเอสในซีเรียทั้งนี้ จรวดโทมาฮอว์กถือเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถยิงใส่เป้าหมายที่ไกลออกไปถึง 2,500 กิโลเมตร ปล่อยออกจากฐานยิงในแนวดิ่ง ก่อนที่ตัวจรวดจะลดระดับเพดานบินให้ต่ำกว่ารัศมีการตรวจจับของเรดาร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสกัดกั้นจากระบบจรวดต่อสู้อากาศยานของฝั่งตรงข้ามพล.ต.เจมส์ มาร์ก แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สิ่งที่สำคัญคือจรวดโทมาฮอว์กจะไม่พุ่งจากจุด A ไปยังจุด B แบบเป็นเส้นตรง ผู้ปฏิบัติการสามารถป้อนคำสั่งกำหนดเส้นทางให้จรวดได้ว่ามันจะบินอ้อมไปทางไหน เพื่อลดโอกาสการถูกยิงตกให้มากที่สุดเช่นเดียวกับผู้เชี่ยวชาญการทหารที่ระบุว่า โทมาฮอว์กจะบินด้วยความเร็วต่ำกว่าความเร็วเสียงหรือซับโซนิค ไม่เกิน 890 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหมือนกับเครื่องบินรบทั่วไปทำให้ไม่เกิดความอล่างฉ่างเปิดตัวให้ฝ่ายตรงข้ามรับรู้ ซึ่งการที่จะสกัดกั้นได้นั้น จำเป็นที่ฝ่ายตรงข้ามต้องไปอยู่ “ถูกที่ถูกเวลา” อย่างในสงครามบอสเนียปี 2542 จรวดโทมาฮอว์กก็มีประวัติเคยถูกกองกำลังเซอร์เบียยิงตกมาแล้วแต่ก่อนเคยมีการผลิตจรวดโทมาฮอว์กรุ่นสำหรับติดหัวรบ “นิวเคลียร์” แต่ปลดประจำ การไปแล้ว โดยจรวดรุ่นมาตรฐานทั่วไปจะติดตั้งหัวรบดินระเบิดหนัก 450 กิโลกรัม สามารถทำลายเป้าหมายให้ราบคาบอย่างง่ายดาย ส่วนราคาตกอยู่ที่ลูกละประมาณ 35 ล้านบาท ปัจจุบันมีผู้ครอบครองอยู่ 2 เจ้าคือสหรัฐฯ และอังกฤษ.ตุ๊ ปากเกร็ด