ข่าว
100 year

ทำไมจึงมีการฟ้องร้อง/ร้องเรียนแพทย์ มากขึ้นและจะแก้ไขได้อย่างไร (ตอนที่ 2)

หมอดื้อ2 เม.ย. 2560 05:01 น.
SHARE

บทความนี้ไม่ได้หมายความว่าแพทย์ต่อต้านการเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียมของคนไทยทุกคน แต่อยู่ที่กลุ่มบุคคลที่บงการ จัดการ เอาหน้า และได้ประโยชน์ ขาดความเข้าใจ หรือเข้าใจแต่ไม่สนใจ และสร้างความร้าวฉานขึ้นในประเทศ พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา กรรมการแพทยสภา ที่ปรึกษาสำนักกฎหมายการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ กมธ.สนช. แจงความจริงในเรื่องการรักษาผู้เจ็บป่วยตามหลักของการแพทย์แผนปัจจุบัน ความจริงนั้นผู้เจ็บป่วย “มีความเสียหายทางร่างกายอยู่ก่อนแล้ว” ก่อนที่จะมาหาหมอให้หมอช่วย “ซ่อมร่างกายที่มีความเสียหาย”

ความจริงข้อนี้ทุกคนคงเข้าใจตรงกันอยู่แล้วและเมื่อแพทย์ได้ไปทำการตรวจร่างกาย วินิจฉัยโรค และอาการเจ็บป่วยแล้ว แพทย์ก็ให้การรักษา หรือ “ซ่อมแซมความเสียหายของร่างกายผู้ป่วย” อย่างเต็มที่ กระบวนการทางการแพทย์ในการ “ซ่อมแซมผู้ป่วย” ในการรักษาผู้ป่วยทุกคน แพทย์จะต้องใช้ทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ พร้อมทั้ง “การมีสติ” (ไม่ประมาทเลินเล่อ) กำกับในการทำงาน และยังต้องมีเวลา “อธิบาย” ให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจในการเจ็บป่วยและวิธีการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยยินยอมรับการรักษาและให้ความร่วมมือในการรักษา ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องใช้ “เวลา” ที่เหมาะสม การรักษาผู้ป่วยจึงจะมีผลดี (แต่บางทีก็เกิดผลร้าย ทั้งๆที่หมอได้ใช้ศาสตร์ ศิลป์ สติ เวลา และอื่นๆที่จำเป็น ฯลฯ) จากอาการแทรกซ้อน อาการอันไม่พึงประสงค์ หรือเหตุที่หมอไม่สามารถควบคุมได้ (เหตุสุดวิสัย) แต่ในการ “ซ่อมแซมร่างกายและ/หรือจิตใจของผู้ป่วย” หรือให้การรักษาผู้ป่วยนั้น แพทย์มีกระบวนการที่ต้องใช้ความรู้ 2 ด้านคือ หลักการด้านวิทยาศาสตร์ และหลักการทางด้านศิลปศาสตร์

แต่ความรู้ทั้งสองหลักนั้นก็ล้วนไม่มีความ “ตรงไปตรงมา” เต็มร้อย เหมือนหลักทางคณิตศาสตร์ แบบที่ว่า หนึ่งบวกหนึ่งต้องเท่ากับสองเสมอไป แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์นั้น มันเป็นวิทยาศาสตร์แห่งการคาดคะเน (หรือพยากรณ์) ว่าอาการเจ็บป่วยนั้นๆ มัน “น่าจะเป็นโรคอะไรมากกว่ากัน” เรียกว่า “Science of Probability” การคาดคะเนนั้นอาจแปลได้ง่ายๆแบบภาษาชาวบ้านธรรมดาสามัญทั่วไปว่า “การเดา” แต่เป็นการเดาอย่างอาศัยหลักวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่แพทย์ได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากโรงเรียนแพทย์ และจากการค้นคว้าศึกษาวิจัยเองหรือศึกษาจากการวิจัยและตำราของครูอาจารย์แพทย์

แต่ผู้อ่านอย่าเพิ่งตกใจว่า การแพทย์คือการเดา เนื่องจากแพทย์จะต้องถูกปลูกฝังเรื่อง “จรรยาบรรณแพทย์” มาอย่างเข้มข้นตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนแพทย์ นั่นคือ “บทบัญญัติ” ให้แพทย์ต้องระมัดระวังในการรักษาผู้ป่วยเป็นสิ่งแรกที่จะต้อง “ตั้งสติระลึกไว้เสมอว่า” “กฎข้อแรกคืออย่าทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย” ส่วนหลักศิลปศาสตร์หรือหลักการ “รักษา” ผู้ป่วยนั้น ก็ถูกเรียกว่าเป็น “ศิลปศาสตร์ของความไม่แน่นอน”

กล่าวคือ แพทย์จะต้องทำการ “ตัดสินใจ” ที่จะเลือก “วินิจฉัยและให้การรักษา” หรือ “ซ่อมแซมร่างกาย” ที่มี “ความเสียหาย” ของผู้ป่วยให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ตามหลักวิชาทางการแพทย์ แต่การ“ตัดสินใจ” ในการวินิจฉัยและรักษาโรคนั้น แพทย์ก็ต้อง “คาดคะเน” หรือ “พยากรณ์” ว่าหลังจากแพทย์ได้ “วินิจฉัย” โดยการใช้ดุลพินิจทั้งศาสตร์และศิลป์ และได้ลงมือ “รักษาและซ่อมแซม” ผู้ป่วยไปแล้วนี้ แพทย์ย่อม “คาดหวัง” ว่าผลการรักษาน่าจะ “ให้ผลดีที่สุด”

แต่ผลการรักษาผู้ป่วยก็ไม่อาจจะให้ผล “ดีที่สุด” (เหมือนที่แพทย์พยากรณ์หรือคาดหวังไว้) จากการรักษาของแพทย์ทุกครั้งไป เพราะผู้ป่วยแต่ละคน มีอวัยวะร่างกาย เลือดเนื้อ เนื้อเยื่อ กระดูก เอ็นข้อต่อ ฯลฯ ทั้งภายในภายนอกต่างกันหลายสิบหลายร้อยอย่าง แบบที่เรียกว่า “ร้อยพ่อพันแม่”

นอกจากอวัยวะภายในไม่เหมือนกันแล้ว ส่วนประกอบทางเคมี ฮอร์โมน รวมทั้งกระบวนการของการ “ทำงาน” ทางสรีรวิทยาของผู้ป่วยแต่ละคนก็ล้วนแตกต่างกัน และปฏิกิริยาตอบสนองต่อยาและการรักษา แม้จะเหมือนกัน ก็มีแตกต่างกันไปบ้าง รวมทั้งสภาพจิตใจ อารมณ์ สังคม และการยอมรับหรือรับรู้ข้อมูลจากแพทย์ของผู้ป่วยแต่ละคนก็แตกต่างกันไป (บางคนไม่เข้าใจ) รวมทั้งปฏิกิริยาตอบสนองต่อความรู้สึกเจ็บปวด ทุกข์ทรมานก็ไม่เหมือนกัน ฉะนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคเดียวกัน ก็มาหาหมอในสภาพที่แตกต่างกันมากมายหลายเรื่องดังกล่าว

ผลการรักษาความเจ็บป่วยต่างๆ แม้จะป่วยด้วยโรคเดียวกัน รักษาเหมือนกัน แต่ผลการรักษาก็อาจจะแตกต่างกันออกไป แต่ตำราแพทย์จะบอกไว้ว่า ส่วนใหญ่แล้วควรจะรักษาอย่างไร และจะมีผลอย่างไร แต่ส่วนน้อยที่รักษาแล้วไม่มีผลดีตามตำรา เช่น บางคนแพ้ยา บางคนมีโรคซ่อนเร้นอยู่ที่ยังไม่แสดงอาการออกมาภายนอก แต่พออาการอีกโรค (ที่หมอตรวจพบแล้วและกำลังให้การรักษาอยู่) นั้นเป็นมากขึ้น ทำให้อาการโรคที่ยังไม่แสดงออกกลับทรุดหนักลงไป เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง ซึ่งอาจเรียกว่า “เป็นความเสียหาย”

ซึ่งส่วนมากญาติผู้ป่วยก็อาจ “กล่าวโทษ” ว่า “หมอทำ” หรือเกิดจาก “มือหมอ” ก็เป็นได้ จะเห็นได้ว่า ในการทำงาน “ซ่อมแซมร่างกาย” ผู้ป่วยนั้น มีความไม่แน่นอนอยู่ทุกขั้นตอน การตรวจรักษาโรคนอกจากจะใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ดังกล่าวแล้ว แพทย์ยังต้องใช้ “เวลา” เพื่อจะสามารถใช้ “สติ” ในการ “ตัดสินใจ” หรือใช้ “ดุลพินิจ” ในการรักษาผู้ป่วย ฉะนั้น ถ้ามีผู้ป่วยมากๆเพราะไม่เสียค่าใช้จ่ายจากการมารับการรักษา “ศูนย์บาท” แพทย์ (ที่มีจำนวนน้อย) ก็จะไม่มี “เวลา” พอที่จะใช้ทั้ง “ศาสตร์ ศิลป์ และสติ” ในการ “ตัดสินใจหรือใช้ดุลพินิจ” ในการรักษาผู้ป่วย การคาดคะเนหรือการพยากรณ์โรค

รวมทั้งการตัดสินใจรักษาผู้ป่วยก็คงเกิดความผิดพลาดได้ง่าย แพทย์จึงออกมาต่อต้านมาตรา 41 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติแต่ยังมีมาตรา 42 ตอกย้ำอีกว่า ถ้าสำนักงานจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 ไปแล้ว ให้สำนักงานไปไล่เบี้ยเอากับผู้กระทำผิดได้ ซึ่งการมีบทบัญญัติว่าให้มีการ “ไล่เบี้ยเอากับผู้กระทำผิด” นี้เอง จึงยิ่งตอกย้ำว่า “ความเสียหายของร่างกายหรือจิตใจของผู้ป่วยนั้น” น่าจะเกิดจาก “การกระทำผิด” ของแพทย์ และอาจจะเป็นการชี้ช่องว่า “แพทย์ทำผิดแล้วยังปกปิด ซ่อนเร้นหรือแก้ตัว” อีก

ฉะนั้นกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจึงเป็นต้นเหตุแห่งการกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ผู้คนในสังคม กล่าวโทษ ฟ้องร้อง และหวาดระแวง ไม่ไว้ใจแพทย์ โรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์มากขึ้น แต่หลังจากมีหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จาก 30 บาท มาเป็นศูนย์บาท การฟ้องร้องยิ่งเพิ่มมากมายทวีคูณ

รัฐบาลไทยรู้แล้วว่า “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น แต่ไม่ทำให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมใดๆเลย มีแต่จะสร้างภาระและมลภาวะให้ประเทศ ไม่มีผลประโยชน์ใดๆงอกเงยขึ้นจากทัวร์ศูนย์เหรียญ รัฐบาลนี้ได้จัดการยุติ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ไปแล้ว

ซึ่งน่าชมเชย แต่ระบบ “ซ่อมแซมร่างกาย” ที่น่าจะเรียกว่า “ซ่อมสุขภาพศูนย์บาท” ที่ก่อให้เกิดผลเสียมากมายมหาศาลหลายประเด็น หลายมิติ ต่อประชาชน ต่อมาตรฐานการแพทย์ ต่อภาระงบประมาณ และยังทำให้เกิดความหวาดระแวง ขาดความไว้วางใจ มีการกล่าวหา กล่าวโทษ ฟ้องร้องและความบาดหมางระหว่างผู้ป่วยและคนทั่วไปที่มีต่อแพทย์ รัฐบาลนี้ยังมองไม่เห็น และยังไม่ลงมือแก้ไขเลย.

หมอดื้อ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ทำไมจึงมีการฟ้องร้อง/ ร้องเรียนแพทย์มากขึ้น และจะแก้ไขได้อย่างไร (ตอนที่ 1)

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สุขภาพหรรษาหมอดื้อฟ้องร้องแพทย์ร้องเรียนแพทย์การรักษา

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้