
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั่งแท่นประธานคณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ เพื่อบูรณาการการทำงานของภาครัฐและเอกชน
ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังร้อนแรงทั่วโลก ประเทศต่าง ๆ ต่างเร่งอัดฉีดมาตรการและงบประมาณมหาศาลเพื่อช่วงชิงตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทานชิป ซึ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ และล่าสุดที่รัฐบาลไทยเองก็ได้เดินเกมครั้งสำคัญ ด้วยการยกระดับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สู่ระดับนโยบายแห่งชาติ
14 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 แต่งตั้ง “คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ” หรือที่ถูกมองว่าเป็น “บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ” เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และเร่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของอาเซียน
โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการ ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวง อว. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม สภาพัฒน์ฯ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน
โดยมีนายกรัฐมนตรีรับตำแหน่ง “ประธานกรรมการ” ด้วยตนเอง ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ “รองประธานกรรมการ” นอกจากนี้ ยังมี นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการ
การตั้งบอร์ดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวที่รัฐบาลประกาศไว้ก่อนหน้านี้ในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงรวมมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท พร้อมพัฒนาบุคลากรทักษะสูงมากกว่า 230,000 คน
โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ “ชิป Made in Thailand” ภายในปี พ.ศ. 2593 หรือ ค.ศ. 2050 ซึ่งถือเป็นความพยายามยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิมไปสู่การมีบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าสูงของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก
รัฐบาลมองว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวไม่เพียงเกี่ยวข้องกับการผลิตชิปเท่านั้น แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ เนื่องจากเซมิคอนดักเตอร์เป็นส่วนประกอบหลักในอุตสาหกรรมเป้าหมายแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น AI ดิจิทัล หุ่นยนต์ ยานยนต์สมัยใหม่ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ หรืออุตสาหกรรมการแพทย์ โดยมีการคาดว่าจะมีขนาดตลาดที่ใหญ่ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2030 และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว
สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดใหม่นี้ ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดทิศทางนโยบาย แผนแม่บท และเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศ การพิจารณาแผนงานและโครงการของหน่วยงานภาครัฐเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี ตลอดจนการบูรณาการ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
คณะกรรมการยังสามารถแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเฉพาะด้านเพิ่มเติมได้เพื่อเร่งผลักดันประเด็นสำคัญ ทั้งด้านการลงทุน การพัฒนากำลังคน งานวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่จำเป็นต่อการเติบโตของภาคเซมิคอนดักเตอร์ไทย
จากการประเมินก่อนหน้านี้ในช่วงการวางโรดแมปครั้งแรกโดย BOI พบว่า แม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ยังมีโอกาสต่อยอดจากจุดแข็งเดิม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และอุตสาหกรรมปลายน้ำ
โดยเฉพาะ 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete เนื่องจากเป็นชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทยอย่างภาคยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์ แทนที่จะลงแข่งขันในสนามเดียวกับยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC หรือ Samsung
โรดแมปฉบับดังกล่าวได้วางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยในช่วง 5 ปีแรก จะเน้นการต่อยอดกิจการที่ไทยมีความพร้อม เช่น การประกอบและทดสอบชิป (OSAT) การออกแบบวงจรรวม (IC Design) อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมทั้งเริ่มผลักดันการลงทุน Wafer Fabrication และสร้างผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion เพื่อขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ
ที่ผ่านมา ไทยถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของภูมิภาค มีบริษัทข้ามชาติหลายรายใช้ไทยเป็นฐานผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และระบบประกอบขั้นปลาย รวมถึงบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หลายรายที่ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย
ปัจจุบันไทยมีผู้เล่นสำคัญกว่า 50 บริษัท ตั้งแต่โรงงานผลิตชิป การประกอบและทดสอบชิป (OSAT) ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์เฉพาะทาง ไปจนถึงผู้ผลิตแผงวงจรและวัสดุต้นน้ำในห่วงโซ่อุปทาน โดยสามารถแบ่งกลุ่มผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมได้ ดังนี้
1) กลุ่มผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก (IDM)
ถือเป็นกลุ่มที่ผลิตและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ของตนเอง โดยมีบริษัทชั้นนำระดับโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยแล้วหลายราย
กลุ่มนี้ถือเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีชิปเฉพาะทางที่ไทยตั้งเป้าหมายไว้ ทั้ง Power, Sensor, Analog และ Discrete Semiconductor
2) กลุ่มการประกอบและทดสอบชิป (OSAT)
นี่คือจุดแข็งสำคัญที่สุดของประเทศไทยในปัจจุบัน และเป็นจุดที่ไทยมีความสามารถแข่งขันในระดับโลก
ปัจจุบันการประกอบและทดสอบชิปถือเป็นกิจกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ไทยมากที่สุดในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
3) กลุ่มออกแบบชิปและวิจัยพัฒนา (IC Design & R&D)
แม้จะยังมีจำนวนไม่มาก แต่เป็นกลุ่มที่ถูกมองว่าจะเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ ชิป Made in Thailand
โดยเฉพาะ Lumentum ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่นำงานด้าน Photonics Semiconductor การออกแบบ และงานวิจัยพัฒนาเข้ามาในประเทศไทยมากที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการผลักดันชิปประเภท Photonics ที่อยู่ในยุทธศาสตร์แห่งชาติ
4) กลุ่ม PCB และ IC Substrate
ถือเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจากกระแส AI และ Advanced Packaging
บริษัทสำคัญที่เข้ามาลงทุนในไทย ได้แก่
บริษัทเหล่านี้เป็นผู้ผลิตแผงวงจรขั้นสูง (PCB) และ IC Substrate ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของชิป AI และเซิร์ฟเวอร์ดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่
5) กลุ่ม Electronics Manufacturing และระบบสนับสนุน
อีกหนึ่งจุดแข็งของประเทศไทย คือ การเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์และระบบประกอบขั้นสูง ประกอบด้วย
บริษัทเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบไฟฟ้ากำลัง อุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ใช้เซมิคอนดักเตอร์จำนวนมหาศาล
6) กลุ่ม Storage Ecosystem
แม้จะไม่ได้ผลิตชิปโดยตรง แต่ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก
ทั้งสองบริษัทใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์และ AI
อย่างไรก็ตามแม้ไทยจะมีความแข็งแกร่งในด้านการประกอบ ทดสอบ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ปลายน้ำ แต่ยังไม่มีผู้ผลิตชิประดับแนวหน้าในส่วน Wafer Fabrication หรือ Front-End Manufacturing เข้ามาตั้งโรงงานในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น TSMC, Samsung Foundry, Intel Foundry หรือ GlobalFoundries
ดังนั้นเป้าหมาย "Made in Thailand Chip 2050" ของรัฐบาล ต้องไม่ใช่แค่การดึงโรงงานประกอบและทดสอบเพิ่มเท่านั้น แต่ต้องเร่งสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่เพื่อดึงการลงทุนในระดับ Wafer Fabrication, IC Design และ Advanced Packaging เข้ามาให้ได้ ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงที่สุดของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกในปัจจุบัน
อ่านเพิ่มเติม
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -