
เรียกได้ว่าปี 2025 กลายเป็นปีหมุดหมายสำคัญของ Digital Economy ไทย เมื่อประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้มูลค่ารวมแล้วเพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าภายในหนึ่งปี
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ในปี 2025 มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 728,000 ล้านบาท จากปีก่อนโครงการที่มูลค่าเงินลงทุนรวมอยู่ที่ 98,539 ล้านบาท กระจายตัวในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ เช่น ระยอง ชลบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยมีทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ รวมถึงโครงการระดับ Hyperscale จากยุโรป สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ
สำหรับนัดแรกของปี 2026 BOI ได้อนุมัติการลงทุนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 96,000 ล้านบาท ประกอบด้วย
BOI ชี้ว่า การเติบโตของ Cloud Computing, AI, IoT และแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจ ไม่ต่างจากถนน ท่าเรือ หรือสนามบินในอดีต และเป็นปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมขั้นสูงอื่นๆ ตั้งแต่ฟินเทค อีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงระบบอัตโนมัติและอุตสาหกรรมอัจฉริยะ
ขณะเดียวกันภาครัฐได้ปรับเพิ่มเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนให้เข้มข้นขึ้น ทั้งด้านการจ้างงานบุคลากรไทยและเพิ่มทักษะผู้ประกอบการ SMEs การยกระดับมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE) รวมถึงการบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาระบบนิเวศในประเทศเพื่อให้การลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการตั้งศูนย์ประมวลผลข้อมูล
การหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนระดับดังกล่าว สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศไทย ที่ทำให้รัฐบาลไทยปูทางสู่ยุทธศาสตร์ใหญ่ของแผนใหม่ล่าสุดอย่าง “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ที่มุ่งยกระดับไทยจากฐานการผลิตไปสู่ผู้เล่นในห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก
โดยล่าสุดบอร์ดนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ได้พิจารณา “ร่างโรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ” เป็นครั้งแรก ตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฐานออกแบบและผลิตชิปของภูมิภาค ภายใต้วิสัยทัศน์ “Made-in-Thailand Chips” ภายในปี 2050 ซึ่งจัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Roland Berger ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ
แผนดังกล่าวตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาทใน 25 ปี (2026 - 2050) และสร้างบุคลากรทักษะสูงมากกว่า 230,000 คน โดยเน้นการต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบอัตโนมัติ
จากการประเมินศักยภาพเปรียบเทียบกับประเทศผู้นำและคู่แข่งในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ พบว่า แม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ยังมีโอกาสต่อยอดจากจุดแข็งเดิม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และอุตสาหกรรมปลายน้ำ
โดยเฉพาะ 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete เนื่องจากเป็นชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทยอย่างภาคยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์ แทนที่จะลงแข่งขันในสนามเดียวกับยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC หรือ Samsung
ร่างยุทธศาสตร์ฯ ฉบับนี้วางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยในช่วง 5 ปีแรก จะเน้นการต่อยอดกิจการที่ไทยมีความพร้อม เช่น การประกอบและทดสอบชิป (OSAT) การออกแบบวงจรรวม (IC Design) อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมทั้งเริ่มผลักดันการลงทุน Wafer Fabrication และสร้างผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion เพื่อขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ
ทั้งนี้ร่างยุทธศาสตร์ฯ เสนอ 5 กลไกหลัก ได้แก่
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ถือเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีขนาดตลาดใหญ่ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2030 และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว
โดยรายงานจาก BOI ระบุเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมามีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หลายรายที่ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ได้แก่ บริษัท Infineon ผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งของเยอรมนี บริษัท Analog Devices, Microchip Technology และ Lumentum จากสหรัฐอเมริกา บริษัท NXP Semiconductor จากเนเธอร์แลนด์ บริษัท Sony, Toshiba และ Rohm จากญี่ปุ่น และบริษัท Fiti ในเครือ Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์ความแม่นยำสูงสำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์สำคัญของโลก การผสานระหว่างการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ระดับแสนล้านบาทและโรดแมปเซมิคอนดักเตอร์ระยะยาว จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ไม่เพียงเปลี่ยนภาพไทยจากผู้รับการผลิต แต่กำลังขยับสู่บทบาทผู้สร้างเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่หลังจากนี้
อ่านเพิ่มเติม