
ท่ามกลางสถานการณ์อันร้อนแรงของการแข่งขันด้าน AI ระหว่างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ตอนนี้ดูเหมือนว่า Microsoft กำลังอยู่กลางสมรภูมิจากแรงกดดันหลายอย่าง จนทำให้กลายเป็นหุ้นที่ผลงานแย่ที่สุดในกลุ่ม Magnificent Seven ซึ่งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา หุ้น MSFT ติดลบไป -3.35% ขณะที่ผู้นำโด่งในกลุ่มนี้อย่าง Google บวกไปกว่า +85.61%
แรงกดดันหลัก ๆ มาจาก 2 ด้าน นั่นคือ การเร่งลงทุนหนักอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาที่วอลล์สตรีทเริ่มตั้งคำถามว่า เม็ดเงินมหาศาลที่ทุ่มไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จะเริ่มแปลงเป็นรายได้ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญได้เมื่อไร ขณะที่แรงกดดันที่สอง คือความกังวลของนักลงทุนว่า สตาร์ทอัพ AI อย่าง Anthropic และ OpenAI กำลังพัฒนา AI Agent ที่อาจเข้ามาแทนที่ซอฟต์แวร์บางอย่างของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Microsoft ได้ในอนาคต
ตามรายงานของ Bloomberg แนวโน้มผลงานของ Microsoft ในไตรมาสนี้ อาจจะแย่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติการเงินโลกในปี 2008 โดยในไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมานี้ หุ้น Microsoft ปรับตัวลงไปแล้วถึง -25% และกำลังมุ่งหน้าสู่การปรับตัวลงแรงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2008 ที่เคยร่วงถึง 27% จนเป็นหุ้นที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในกลุ่มเจ็ดนางฟ้า
ยิ่งไปกว่านั้น การร่วงลงของราคาหุ้นครั้งนี้ ทำให้มูลค่าหุ้นดู “ถูกลง” อย่างเห็นได้ชัด โดยปัจจุบันซื้อขายที่ระดับต่ำกว่า 20 เท่าของกำไรในอีก 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2016 และแม้จะยังสูงกว่าดัชนี S&P 500 เล็กน้อย แต่ก็เคยปรับตัวลงไปซื้อขายต่ำกว่าตลาดรวมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2015
“Microsoft กลายเป็นบริษัทที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมากขึ้น และหากหุ้นจะกลับมาฟื้นตัวได้ในอนาคต นักลงทุนจำเป็นต้องมั่นใจมากขึ้นว่าการเติบโตของธุรกิจซอฟต์แวร์จะไม่ชะลอตัว” Jonathan Cofsky ผู้จัดการพอร์ตจาก Janus Henderson Investors กล่าว
แม้วอลล์สตรีทยังคงเชื่อว่า Microsoft จะเป็นผู้ชนะระยะยาวในยุค AI แต่ในระยะสั้น บริษัทก็ยังต้องเร่งแข่งขันในเกมโครงสร้างพื้นฐาน ที่ผู้เล่นรายใหญ่อื่น ๆ ยังทุ่มเงินลงทุนมหาศาลลงไป ซึ่งอาจทำให้ภาพความเชื่อมั่นยังไม่กลับมาในเร็ววัน
โดยคาดว่า Microsoft จะใช้เงินลงทุนรวม (รวมค่าเช่า) สูงถึง 146,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2026 (สิ้นสุดเดือนมิถุนายน) ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 66% จาก 88,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 170,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027 และ 191,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2028 ตามการประเมินของ Bloomberg
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นกับการใช้เงินลงทุนมหาศาลเช่นนี้ โดยเฉพาะเมื่อยังไม่เห็นผลงานรายได้ที่ชัดเจน
ในผลประกอบการล่าสุด ธุรกิจคลาวด์ Azure ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Microsoft กลับมีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่บริการ AI อย่าง Copilot ก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่คาด ส่งผลให้บริษัทต้องปรับโครงสร้างทีม AI เพื่อเร่งพัฒนา
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: ทำไมคนไม่ชอบ “Copilot”? AI Agent ผู้มาก่อนกาล สัญญาณเตือน Microsoft เขย่าทีม AI ครั้งใหญ่
ที่ผ่านมา Microsoft ยังได้ทุ่มลงทุนมหาศาลในสตาร์ทอัพ AI อย่าง OpenAI ในขณะที่ตัวเองมี Copilot ที่ตั้งไว้ให้เป็นฟีเจอร์ AI Agents สำหรับองค์กรที่มาก่อนกาลตั้งแต่ปี 2023 แต่กลับยังสู้ผู้เล่นรายใหม่ ๆ อย่าง Anthropic หรือแม้กระทั่ง OpenAI ไม่ได้
Ben Reitze นักวิเคราะห์จาก Melius Research ระบุว่า “ประเด็นเหล่านี้สะท้อนถึงแรงต้านที่เพิ่มขึ้นต่อ Microsoft โอกาสเติบโตของ Azure อาจถูกจำกัดในระหว่างที่บริษัทกำลังพยายามแก้ปัญหา Copilot และโมเดล AI ของตัวเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะจบได้ภายในไตรมาสเดียว”
ในอีกมุมหนึ่ง Tal Liani นักวิเคราะห์จาก Bank of America กลับมีมุมมองเชิงบวก ชี้ว่า Microsoft ยังมีการเติบโตระยะยาวที่แข็งแกร่งจากทั้งธุรกิจคลาวด์และ AI
ที่มา: Bloomberg, Financial Times
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney