
Microsoft ปรับโครงสร้างทีม Copilot ใหม่ โดยรวมทีมวิศวกรรมและแต่งตั้งผู้บริหารใหม่
Microsoft ประกาศรื้อโครงสร้างทีม Copilot ครั้งใหญ่ ปรับโครงสร้างผู้นำให้รวมศูนย์มากขึ้น เปลี่ยนทิศทางโฟกัสไปที่การสร้างโมเดล AI อย่างจริงจัง หลังช่วงที่ผ่านมามีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า Microsoft Copilot โปรดักต์ AI ยังไม่สามารถชนะใจผู้ใช้ในวงกว้างและตามไม่ทันคู่แข่งเท่าที่หวังไว้
Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft ประกาศถึงการปรับโครงสร้างทีมผู้บริหาร Copilot โดยรวมทีมวิศวกรรมของ Copilot สำหรับลูกค้าองค์กรและผู้บริโภคเข้าด้วยกัน โดยดึงตัว Jacob Andreou อดีตผู้บริหารจาก Snap มารับตำแหน่ง Executive Vice President ดูแลประสบการณ์ Copilot ทั้งฝั่งผู้บริโภคและองค์กรเพื่อรวมศูนย์การทำงาน
ขณะเดียวกันผู้บริหารรายอื่นอย่าง Ryan Roslansky, Perry Clarke และ Charles Lamanna จะดูแลแอปพลิเคชัน Microsoft 365 และแพลตฟอร์ม Copilot โดยทั้งหมดจะรายงานตรงต่อ Nadella เช่นกัน
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ยังเปิดทางให้ Mustafa Suleyman หัวหน้ากลุ่ม AI ของ Microsoft อดีตผู้ร่วมก่อตั้ง DeepMind ที่ถูก Google จะถูกปรับบทบาทให้ไปโฟกัสงานต้นน้ำมากขึ้น นั่นคือ การพัฒนาโมเดลระดับโลกสำหรับ Microsoft ในช่วง 5 ปีข้างหน้าได้อย่างเต็มที่ ซึ่งโมเดล AI รุ่นใหม่ระดับ Frontier เหล่านี้จะเป็นรากฐานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั่วทั้งบริษัท ท่ามกลางแรงกดดันจากนักลงทุนที่ต้องการเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนไปอย่างมหาศาล
โดยหลังจากจัดตั้งทีมพัฒนา Superintelligence ในปีที่ผ่านมา Microsoft เร่งทุ่มทรัพยากร ทั้งบุคลากรและพลังประมวลผลเพื่อสร้างโมเดลที่มีผลกระทบเชิงผลิตภัณฑ์จริง ทั้งในแง่ประสิทธิภาพ ต้นทุน (COGS) และความสามารถในการตอบโจทย์องค์กร
นอกจากนี้ Suleyman เคยให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่า Microsoft จำเป็นพึ่งพาตนเองให้ได้อย่างแท้จริง ด้วยการสร้างโมเดลที่ทรงพลังของตัวเอง และลดการพึ่งพา OpenAI แม้จะมีความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ระยะยาวกับ OpenAI และถือหุ้นราว 27% ในธุรกิจเชิงพาณิชย์ของบริษัท แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทั้งสองก็เริ่มแข่งขันกันเองมากขึ้นในตลาดลูกค้าองค์กร
นับตั้งแต่ Microsoft เปิดตัว Copilot อย่างจริงจังในปี 2023 บริษัทวางหมากชัดเจนว่า Copilot จะเป็น “UI ใหม่ของคอมพิวเตอร์” ที่ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริม แต่จะเป็นเหมือนผู้ช่วยอัจฉริยะที่แทรกอยู่ในทุก Workflow ตั้งแต่เขียนอีเมลใน Word วิเคราะห์ข้อมูลใน Excel ไปจนถึงสรุปประชุมใน Teams เรียกได้ว่าเป็น AI Agent รุ่นแรก ๆ
โดยเบื้องหลัง Copilot เกิดขึ้นหลังจากการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ AI อย่าง OpenAI มากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐขณะนั้น ตลอดจนการทุ่มงบใน Data Center และชิป AI ระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์อย่าง Azure AI เพื่อรองรับ Copilot ที่ผสานอยู่ในโปรดักต์ของ Microsoft เดิมทั้งระบบ
Copilot จึงไม่ใช่แค่โปรดักต์ แต่คือเครื่องยนต์รายได้ใหม่ที่ Microsoft คาดหวังจะดันราคาแพ็กเกจซอฟต์แวร์องค์กร เพิ่มรายได้ต่อผู้ใช้ และล็อกลูกค้าให้อยู่ในอีโคซิสเต็ม
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแม้ Microsoft จะเป็นหนึ่งในบริษัทที่ลงทุน AI มากที่สุด แต่ Copilot กลับยังตามหลังคู่แข่งอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจำนวนผู้ใช้งานที่น้อยกว่า ข้อมูลจาก Sensor Tower ระบุว่า Copilot ของ Microsoft มีผู้ใช้งานรายวัน (DAU) ราว 6 ล้านคนในเดือนกุมภาพันธ์
และมากไปกว่านั้น คือ การใช้งานจริงในระดับองค์กรยังมียอดการใช้งานที่ต่ำกว่าคาด ถึงขั้นมีรายงานว่า Microsoft ต้องปรับลดเป้ายอดขายในบางหน่วยธุรกิจ ในรายงานผลประกอบการล่าสุด Microsoft เปิดเผยว่า บริษัทสามารถขายแพ็กเกจ Microsoft 365 Copilot ได้ราว 15 ล้านบัญชี จากฐานลูกค้าองค์กรกว่า 450 ล้านราย ซึ่งยังถือเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างเล็ก
ขณะที่ Copilot ฝั่งผู้บริโภค (ทั้งแอปและเว็บไซต์) มีผู้ใช้งานรายเดือนประมาณ 150 ล้านคน ยังตามหลัง Gemini ของ Google ที่มีราว 750 ล้านคนต่อเดือน ส่วนผู้นำตลาดอย่าง ChatGPT มีผู้ใช้งานรายสัปดาห์สูงถึงประมาณ 900 ล้านคน
เมื่อ Copilot ยังไม่ตอบโจทย์ Microsoft จึงต้องย้อนกลับไปแก้ที่ “ต้นน้ำ” เป้าหมายของการปรับโครงสร้างครั้งนี้จึงเน้นไปที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ Copilot มีความชัดเจนมากขึ้น จากกระแสตอบรับของลูกค้ารวมถึงพนักงานเองที่มองว่าแบรนด์ Copilot ที่กระจัดกระจายอยู่ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตั้งแต่ Outlook, Word, Windows, Teams ไปจนถึง Edge ที่มีความซับซ้อน ส่งผลให้ประสบการณ์ใช้งานไม่ได้ตอบโจทย์เท่าที่ควร
จากผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำให้งานง่ายขึ้น แต่ Copilot ถูกวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก ซึ่งเสียงสะท้อนจากผู้ใช้นี้เอง ทำให้ Copilot ไม่สามารถเข้าถึงผู้ใช้ในวงกว้างอย่างมหาศาลได้ ในขณะที่ ChatGPT กลายเป็นแอปพลิเคชัน AI ที่ใช้กันทั่วโลก และ Gemini ก็ประสบความสำเร็จในการฝังผสานไว้กับอีโคซิสเต็มของ Google
ในหลายกรณี Copilot ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่า AI ยังไม่ตอบโจทย์พื้นฐาน ไม่สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่สม่ำเสมอ ทำให้การทำงานยากขึ้นกว่าเดิม และที่แย่ไปกว่านั้น คือ การที่ผู้ใช้รู้สึกว่าถูกยัดเยียดมากเกินไป ซึ่ง Copilot ถูกฝังใน Windows 11 และ Microsoft 365 แบบแทบเลี่ยงไม่ได้ หรือมากไปกว่านั้นที่กลุ่มพนักงานบางกลุ่ม รู้สึกว่าพวกเขาถูกบังคับให้ใช้ Copilot ภายในองค์กร
โลกโซเชียลมีเดียเกิดคอนเทนต์ล้อเลียน Copilot ทั้งการกล่าวหาว่าเป็น “เพื่อนร่วมงานที่น่ารำคาญ” หรือ “ทำงานไม่เป็น” โดยมีคลิปหนึ่งมียอดไลก์ทะลุ 300,000 ครั้ง และสร้างมุขตลกจากชื่อ Copilot เวอร์ชันต่างๆ สะท้อนความสับสนที่ผู้ใช้เผชิญจริง จนบางรายถึงขั้นกลับไปใช้ Office เวอร์ชันเก่าที่ไม่มี Copilot
ในมุมหนึ่งกระแสต่อต้าน Copilot อาจเป็นสัญญาณเชิงบวก เพราะแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้ไม่ได้เมินเฉย แต่มีปฏิสัมพันธ์และแสดงความเห็นอย่างเข้มข้น เสียงวิจารณ์เหล่านี้อาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนา
ดังนั้นการดึง Suleyman ไปโฟกัสกับการพัฒนาโมเดล คือ สัญญาณชัดเจนว่า Microsoft ต้องการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ตั้งแต่การรวมประสบการณ์ให้เป็นระบบเดียว ปรับ Copilot ให้ฉลาดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่เพิ่มฟีเจอร์ และดันให้โมเดลของตัวเองออกสู่ตลาดอย่างแท้จริงเพื่อลดการพึ่งพาโมเดล AI จากคนอื่น โดยเฉพาะ OpenAI
นอกจากนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Copilot สะท้อนปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรม AI ตอนนี้ ผู้ใช้ไม่ได้ต้องการ AI ที่แทรกอยู่ทุกที่ พูดตลอดเวลา หรือทำตัวเหมือนผู้ช่วยที่พยายามเกินไป อย่างไรก็ตาม Microsoft จะเปลี่ยน Copilot ให้เป็นของที่คนอยากใช้ได้หรือไม่ การรื้อทีม AI ครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของคำตอบนั้น
ที่มาข้อมูล CNBC , Financial Times , Qz , Techradar
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -