เบื้องหลังแท้จริง ทำไม “Sora” ไปไม่รอด ? บทเรียน ต่อให้เป็น OpenAI ก็ไม่ได้ชนะทุกสนาม

Tech & Innovation

Tech Companies

พิมพ์ชญา ภมรพล

พิมพ์ชญา ภมรพล

Tag

เบื้องหลังแท้จริง ทำไม “Sora” ไปไม่รอด ? บทเรียน ต่อให้เป็น OpenAI ก็ไม่ได้ชนะทุกสนาม

Date Time: 26 มี.ค. 2569 19:04 น.

Video

CoreWeave คือใคร ? จากขุดคริปโตฯสู่ Data Center โมเดลธุรกิจที่ฉลาด จนโลกงง | Digital Frontiers EP.59

Summary

เปิด 4 สาเหตุเบื้องหลังที่แท้จริง ทำไม “Sora” เครื่องมือ AI สร้างวิดีโอของ OpenAI ไปไม่รอด แม้จะเป็นไวรัลไปทั่วโลกหลังเปิดตัว

Latest


OpenAI ประกาศยุติการให้บริหาร “Sora” เครื่องมือ AI สร้างวิดีโอ อย่างเป็นทางการ ทั้งรูปแบบแอปพลิเคชันและ API หลังเปิดตัวมาได้ 7 เดือน เพื่อหันมาทุ่มเทให้กับการพัฒนา AI ขั้นสูงอย่างหุ่นยนต์โรบอติกส์และระบบ Agentic AI ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนการจัดลำดับความสำคัญใหม่ของ OpenAI ที่เตรียมตัว IPO และการถอยออกจากตลาด AI-Generated Video ที่แม้แต่หนึ่งในผู้นำด้าน AI ของโลกยังสู้ไม่ไหว



Sora มาแรงขนาดนี้ ทำไมถึงถูกปิด?

Sora เปิดตัวครั้งแรกต้นปี 2024 และเปิดใช้งานจริงในเดือนกันยายน 2025 ในรูปแบบแอปพลิเคชันวิดีโอที่มีฟีดแบบโซเชียลคล้าย TikTok โดยผู้ใช้สามารถสร้างวิดีโอคุณภาพสูงระดับ Cinematic ด้วยการพิมพ์ข้อความคำสั่งง่ายๆ (Text-to-Video) พร้อมกับฟีเจอร์ Cameo ที่ผู้ใช้สามารถใส่ตัวเองเข้าไปในฉาก พร้อมรีมิกซ์คอนเทนต์ และแชร์ลงฟีดแบบโซเชียลได้ทันที  

ช่วงปลายปี 2025 Sora ขึ้นอันดับต้น ๆ บน App Store ทำยอดดาวน์โหลดทะลุ 1 ล้านครั้งในเวลาไม่ถึง 5 วัน และกลายเป็นโปรดักต์ AI ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลก เพราะถูกมองว่าเป็น “อนาคตของการสร้างวิดีโอ” ที่จะมาดิสรับต์วงการครีเอฟทีฟคอนเทนต์ไปจนถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์

กระทั่งปลายปี 2025 ที่ OpenAI ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ The Walt Disney Company ที่ได้ทำข้อตกลงมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.2 หมื่นล้านบาท ซื้อหุ้นของ OpenAI แลกกับการให้ใช้คาแรกเตอร์ตัวละครของ Disney แบบถูกลิขสิทธิ์กว่า 200 ตัว บน Sora ในระยะเวลา 3 ปี ผู้ใช้สามารถสร้าง Fan-inspired Videos และมีแผนให้ Disney+ คัดเลือกวิดีโอ AI ไปเผยแพร่ ทำให้หลายคนมองว่าดีลนี้จะเป็นตัวเปลี่ยนเกม ทำให้ Sora กลายเป็นแพลตฟอร์มคอนเทนต์ และสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ให้กับ OpenAI

อย่างไรก็ตามในฝั่งของ Disney ที่เลี่ยงการพูดถึงดีลนี้อย่างเปิดเผยตลอดช่วงที่ผ่านมา กระทั่งล่าสุดที่ Sora ถูกยุติการให้บริการทั้งหมด ทำให้ดีลดังกล่าวก็ถือเป็นอันจบลงอย่างสมบูรณ์ จนเกิดคำถามว่า ทำไมของที่มาแรงขนาดนี้ถึงถูกปิด? 

1) ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ ดราม่า Deepfake สร้างชื่อเสียงด้านลบ

รายงานระบุว่า หนึ่งในเหตุผลหลักที่ Disney ถอยในดีลนี้ คือ ความกังวลเรื่องลิขสิทธิ์ เพราะดีลดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการฟ้องร้องบริษัท AI สร้างภาพและวิดีโอหลายราย โดย Sora เองก็ถูกวิจารณ์หนักเรื่อง Deepfake และปัญหา AI slop ที่เครื่องมือ AI เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคอนเทนต์คุณภาพต่ำจำนวนมากบนโลกออนไลน์ ไปจนถึงเรื่องร้ายแรงที่สุด คือ การใช้ภาพ วิดีโอ ที่ไม่ได้รับความยินยอมในการเทรนโมเดล

Sora ใช้โมเดลแบบ Opt-out ที่เปิดให้ AI เรียนรู้จากข้อมูลแล้วให้เจ้าของลิขสิทธิ์มาขอถอนเอง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการผลักภาระให้เจ้าของลิขสิทธิ์ (IP) และที่สำคัญยังขัดกับแนวคิดของวงการฮอลลีวูดโดยตรง ทำให้ทั้งอุตสาหกรรมวิพากษ์วิจารณ์ดีลนี้ ขณะที่แฟนคลับและผู้ผลิตบางส่วนในอุตสาหกรรมที่ต่อต้านดีลนี้อย่างสุดโต่ง อย่าง CODA (กลุ่มอุตสาหกรรมคอนเทนต์ญี่ปุ่น) ซึ่งมีสมาชิกอย่าง Studio Ghibli ได้ส่งจดหมายถึง OpenAI เรียกร้องให้หยุดใช้คอนเทนต์เพื่อฝึก Sora 2

2) ดีล Disney ล่มไม่เป็นท่า 

จากปัญหาที่กดดันชื่อเสียงด้านลบให้ OpenAI ทั้งหมด สุดท้าย Disney ตัดสินใจที่จะยุติความร่วมมือทั้งหมดกับ OpenAI พร้อมทั้งยกเลิกแผนเข้าถือหุ้น โดยระบุว่าบริษัทจะยังคงทำงานกับแพลตฟอร์ม AI เพื่อหาวิธีใหม่ในการเข้าถึงแฟน ๆ พร้อมเคารพลิขสิทธิ์และผู้สร้าง การยุติความร่วมมือกับ Disney ไม่เพียงแต่ทำให้ Sora สูญเสียคอนเทนต์ระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญ แต่ยังทำให้ Sora และ OpenAI สูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาอุตสาหกรรม
Sora สร้างกระแสได้ แต่สร้างรายได้ไม่ได้

อีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้ OpenAI ตัดสินใจปิด Sora คือ การที่ Sora ใช้ต้นทุนสูงแต่สร้างรายได้ต่ำ โดยต้นทุนของ Sora สูงที่สุดในบรรดา AI ทั้งหมด การสร้างวิดีโอหนึ่งคลิปต้องใช้การประมวลผลที่มากกว่าข้อความหรือภาพหลายเท่า แปลว่ายิ่งคนใช้มาก ยิ่งขาดทุนมาก

อย่างไรก็ตาม Sora ไม่มีโมเดลรายได้ที่แข็งแรง และการที่ผู้ใช้เข้ามาลองเล่น มากกว่าใช้งานจริง อีกทั้งยังไม่สามารถรักษาผู้ใช้งานไว้ได้จึงกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญ จากข้อมูลของ Sensor Tower และ KBCM Research ระบุว่า ผู้ใช้งานรายเดือน (MAUs) ของ Sora พุ่งสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านคนใน ช่วงเดือนธันวาคม 2025 ก่อนที่จะลดลงต่อเนื่องในปี 2026 ขณะที่ยอดดาวน์โหลดเคยเติบโตแรง แต่ลดลงเหลืออยู่ที่ราว 1 ล้านครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ทำให้ Sora จึงกลายเป็นโปรดักต์ที่ไม่ตอบโจทย์ เพราะแม้จะสร้างกระแสได้ แต่ Sora ยังสร้างรายได้ไม่ได้

Sora App MAUs, Sensor Tower, KBCM Research
Sora App MAUs, Sensor Tower, KBCM Research


3) OpenAI ต้องรัดเข็มขัด เร่งทำเงินจาก AI  

กรณีของ Sora สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะมีทรัพยากรและ AI ล้ำหน้าระดับ OpenAI แต่การชนะใจผู้ใช้ในตลาด Consumer ยังยากมาก การตัดสินใจปิด Sora จึงถือเป็นการเลือกโฟกัสธุรกิจ ยอมตัดทิ้งส่วนที่อาจสร้างผลเสียระยะยาวให้กับ OpenAI ที่กำลังเผชิญแรงกดดันมหาศาล

OpenAI อยู่ในช่วงเดินหน้าระดมทุนครั้งใหญ่เพื่อขยายกำลังการพัฒนา AI แบบเต็มสูบและขณะเดียวกัน ที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเป็นบริษัท AI สามารถทำเงินได้จริง ไม่ใช่แค่สร้างกระแส โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริษัทกำลังเตรียมตัวมุ่งสู่การ IPO ในปีสองปีนี้ ตั้งแต่การรื้อพอร์ตและจัดลำดับความสำคัญใหม่ ลดโปรเจกต์ที่ใช้เงินสูง เช่น ชะลอแผนลงทุน Data Center หรือการหยุดพัฒนาฟีเจอร์ Instant Checkout (ช้อปปิ้งบน ChatGPT) ที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

OpenAI เลือกที่จะยอมถอยจากตลาดที่แข่งขันสูง สร้างรายได้ยาก และมีความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์เพื่อไปเดิมพันกับ AI ที่เชื่อมโลกดิจิทัลเข้ากับโลกจริง สร้างรายได้ได้จริง ซึ่งอาจเป็นสนามที่ใหญ่กว่า แต่สำคัญกว่ามากในระยะยาว โดยปัจจุบัน OpenAI กำลังเดิมพันกับการขาย Enterprise AI ในระดับองค์กรที่ลูกค้าจ่ายเงินจริงและใช้งานต่อเนื่อง รวมถึงการรวมแพลตฟอร์มเป็น Super App ผ่าน ChatGPT ซึ่งจะรวมทั้งเว็บเบราว์เซอร์ Codex (เครื่องมือเขียนโค้ด AI) เข้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียว แทนที่จะสู้ในตลาดคอนซูเมอร์ที่มีผู้เล่นแข็งแรงอยู่แล้ว

ท้ายที่สุด ในกรณีของ Sora สะท้อนความจริงที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า แม้จะเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีล้ำหน้าขนาดไหนก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเม็ดเงินมหาศาลที่ลงทุนไป จะสร้างผลตอบแทนกลับมาได้จริง และการตัด Sora ทิ้งไปอาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นเพื่อให้ OpenAI กลายเป็นบริษัท AI ที่ทำกำไรได้จริงจากนี้ หลังจากที่บริษัทกว้านระดมเงินทุนไปกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากนักลงทุนทั่วโลก 

อ่านเพิ่มเติม

ที่มาข้อมูล CNBC , The New York Times , Yahoo Finance , QZ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   



Author

พิมพ์ชญา ภมรพล

พิมพ์ชญา ภมรพล
from digital economies to the art of brand identity