
Micron, Samsung, และ SK Hynix คาดการณ์วิกฤตชิปขาดแคลนยาวนานถึงปี 2030
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกอาจเกิด “ซูเปอร์ไซเคิล” ใหญ่เดือดร้อนไปทั้งโลก สัญญาณจาก 3 ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลกอย่าง Micron Technology, Samsung Electronics และ SK Hynix เริ่มสอดคล้องกันมากขึ้นว่า “วิกฤติชิปหน่วยความจำขาดแคลน” อาจไม่ได้เป็นเพียงวัฏจักรระยะสั้น แต่กำลังพัฒนาไปสู่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยืดเยื้อไปจนถึงปลายทศวรรษ
ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ผลิตชิปได้เร่งปรับกำลังการผลิตไปสู่ หน่วยความจำความเร็วสูง (HBM) ส่งผลให้ซัพพลายของหน่วยความจำแบบ DRAM (Dynamic Random Access Memory) และหน่วยความจำแบบ NAND (Non-volatile) เช่น SSD, USB Drive เริ่มตึงตัว
ขณะเดียวกันข้อจำกัดด้านเวเฟอร์และกำลังผลิตที่ขยายไม่ทัน ยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างดีมานด์และซัพพลายกว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดซับซ้อนมากขึ้น จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลายเป็นตัวแปรใหม่ที่คาดการณ์ยากและควบคุมไม่ได้
แม้ตะวันออกกลางจะไม่ใช่ฐานการผลิตชิปโดยตรง แต่กลับเป็นศูนย์กลางของโครงสร้างพื้นฐานโลกที่อุตสาหกรรมนี้พึ่งพาอย่างลึกซึ้ง โดยมีปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
1. ปัจจัยด้านพลังงานกลายเป็นต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ โรงงานผลิตชิปเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงที่สุด หากความขัดแย้งกระทบเส้นทางน้ำมันสำคัญอย่างช่องแคปฮอร์มุซ จะทำให้ราคาพลังงานผันผวนทันที และดันต้นทุนของผู้ผลิตอย่าง Samsung Electronics และ Micron Technology สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2. ปัจจัยด้านโลจิสติกส์สร้างความล่าช้าที่กระทบทั้งระบบ เส้นทางขนส่งสำคัญอย่างทะเลแดงและคลองสุเอซ คือ เส้นเลือดหลักของการค้าโลก การหยุดชะงักแม้เพียงบางส่วน สามารถทำให้การส่งมอบเครื่องจักร วัตถุดิบ และชิปสำเร็จรูปที่สะดุดทั้งห่วงโซ่
3. ปัจจัยด้านวัตถุดิบสร้างความเสี่ยงที่มองไม่เห็น ก๊าซอุตสาหกรรมและสารเคมีที่ใช้ผลิตชิปจำนวนมากต้องอาศัยเครือข่ายการผลิตและขนส่งระดับโลก ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มโอกาสเกิดช็อกซัพพลายซ้ำในช่วงที่อุปทานตึงตัวอยู่แล้ว
ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ ผู้ผลิตชิปเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างชัดเจน นำโดย Micron Technology เดินหน้าทำสัญญาลูกค้าระยะยาว 5 ปี เป็นครั้งแรก Samsung Electronics เริ่มเจรจาสัญญา 3-5 ปี และ SK Group ที่เตือนว่าชิปอาจขาดแคลนยาวถึงปี 2030 การล็อกสัญญาเหล่านี้สะท้อนว่า ลูกค้าไม่ได้กังวลแค่เรื่องราคา แต่กังวลถึงความสามารถในการเข้าถึงซัพพลายในโลกที่ไม่เสถียร
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตกำลังเร่งลงทุนเพื่อแก้ปัญหาอย่าง Micron ที่เตรียมใช้งบอย่างน้อย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Samsung ตั้งงบสูงถึง 73,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ในมุมของนักลงทุน สถานการณ์ดังกล่าวอาจกลายเป็นดาบสองคม เพราะแม้จะช่วยเพิ่มกำลังผลิตในระยะยาว แต่ก็อาจนำไปสู่ “ภาวะโอเวอร์ซัพพลาย” หากสถานการณ์คลี่คลายเร็วกว่าคาด
คำเตือนจากผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ทำให้ชัดเจนมากขึ้นว่า แผลจากตะวันออกกลาง อาจไม่ได้กระทบแค่ราคาพลังงาน แต่กำลังฝังรอยร้าวระยะยาวให้กับทั้งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก เป็น “ซูเปอร์ไซเคิล” ที่อุปทานไล่ไม่ทันดีมานด์ในระยะหลายปี โดยมี AI เป็นตัวเร่งสำคัญ ท่ามกลางกำลังการผลิตที่ตามไม่ทันและความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งโลกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
อ่านเพิ่มเติม เตือนวิกฤติ “ชิปขาดตลาด”ลากยาวถึงปี 2030 AI บูมชนสงครามตะวันออกกลาง เขย่า Supply Chain โลก
ที่มาข้อมูล CNBC
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -