เตือนวิกฤติ “ชิปขาดตลาด”ลากยาวถึงปี 2030 AI บูมชนสงครามตะวันออกกลาง เขย่า Supply Chain โลก

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เตือนวิกฤติ “ชิปขาดตลาด”ลากยาวถึงปี 2030 AI บูมชนสงครามตะวันออกกลาง เขย่า Supply Chain โลก

Date Time: 17 มี.ค. 2569 14:14 น.

Video

เทคนิคซื้อบ้านฉบับปี 2026 ซื้อบ้านแบบไหนประหยัดเงินได้มากกว่ากัน? | Money Issue EP.49

Summary

Chey Tae-won ประธาน SK Group เตือนปัญหาขาดแคลนชิปหน่วยความจำอาจลากยาวถึงปี 2030

  • ความต้องการชิป AI พุ่งสูงขึ้นเร็วกว่ากำลังผลิต โดยเฉพาะ HBM ที่ใช้ในชิป Nvidia
  • สงครามอิหร่านเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานชิป โดยเฉพาะการขนส่งพลังงานและวัตถุดิบ
  • การขาดแคลนเวเฟอร์ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตชิปมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
  • ผลกระทบอาจขยายวงกว้างไปยังสินค้าเทคโนโลยีหลายประเภท รวมถึงราคาที่สูงขึ้น

Latest


อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากสองด้านพร้อมกัน ดีมานด์ AI ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มสร้างความไม่แน่นอนต่อห่วงโซ่อุปทานชิปทั่วโลก

ล่าสุด Chey Tae-won ประธานของ SK Group หนึ่งในยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปหน่วยความจากเกาหลีใต้ออกมาเตือนว่า ภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลก (Memory chip shortage) อาจยืดเยื้อไปจนถึงปี 2030 เนื่องจากความต้องการที่ขับเคลื่อนโดย AI เพิ่มขึ้นเร็วกว่ากำลังการผลิตของอุตสาหกรรม มากไปกว่านั้นห่วงโซ่อุปทานการผลิตเวเฟอร์ (Wafer shortage) วัตถุดิบพื้นฐานของการผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ยังตามหลังความต้องการมากกว่า 20% และอาจต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 4-5 ปีเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้ทันตลาด

AI ทำให้ชิปหนึ่งตัวใช้หน่วยความจำมหาศาล

แรงขับเคลื่อนสำคัญของวิกฤติครั้งนี้มาจากความต้องการ “หน่วยความจำความเร็วสูงสำหรับ AI” นำโดย ชิป AI รุ่นใหม่ของ Nvidia ที่ต้องใช้หน่วยความจำเพิ่มขึ้นในทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่ชิป H100 (2022) ประมาณ 80GB, H200 (2023) ราว 140GB, B200 (2024) ประมาณ 192GB, B300 (2025) มากกว่า 220GB และ Vera Rubin (2026) อาจสูงถึงราว 288GB กล่าวคือ ชิป AI เพียงตัวเดียวต้องใช้ RAM เทียบเท่าคอมพิวเตอร์ระดับสูงหลายเครื่องรวมกัน ทำให้ความต้องการ HBM (High-Bandwidth Memory) พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันตลาดหน่วยความจำโลกถูกครอบครองโดย 3 บริษัทหลัก ได้แก่ SK Hynix, Samsung Electronics และ Micron Technology ซึ่งทั้งสามบริษัทได้ปรับสายการผลิตไปเน้น HBM สำหรับ AI accelerators มากขึ้น ส่งผลให้กำลังผลิตสำหรับ DRAM (Dynamic Random Access Memory) และหน่วยความจำแบบดั้งเดิมที่ใช้ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปเริ่มตึงตัว

สงครามอิหร่านเพิ่มความเสี่ยงใหม่ให้ Supply Chain

ในขณะที่อุตสาหกรรมชิปกำลังเผชิญดีมานด์สูงเป็นประวัติการณ์ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางก็เริ่มเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การปิดช่องแคปฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก หากเกิดการปิดเส้นทางหรือการโจมตีจะส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงงานผลิตชิปจำนวนมากในเอเชีย เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าอย่างหนักจึงอาจเผชิญต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากพลังงานแล้ว ตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เช่น Helium ที่ใช้ทำความเย็นในกระบวนการผลิตชิป, Bromine สำหรับสารเคมีในกระบวนการผลิต หรือ กรดซัลฟิวริก ที่ใช้ในกระบวนการแปรรูปเวเฟอร์ ซึ่งหากซัพพลายของวัตถุดิบเหล่านี้สะดุด โรงงานผลิตชิปในเอเชียอาจได้รับผลกระทบโดยตรง

วิกฤติอาจลุกลาม สู่ราคาสินค้าเทคโนโลยีทั่วโลก

นักวิเคราะห์มองว่า หากปัญหาการขาดแคลนชิปหน่วยความจำยืดเยื้อพร้อมกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ผลกระทบอาจขยายไปยังสินค้าเทคโนโลยีแทบทุกประเภท ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก สมาร์ตโฟน รถยนต์ที่ใช้ชิปจำนวนมาก รวมไปถึงดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ต้องปรับราคาขายขึ้นและอาจชะลอการลงทุนในศูนย์ข้อมูล และ AI infrastructure บางส่วน

เมื่อรวมกันแล้ว ดีมานด์ความต้องการหน่วยประมวลผลที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์และกำลังการผลิตที่ขยายไม่ทันการ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีอาจต้องเจอกับภาวะ “ชิปตึงตัว” รอบใหม่ที่ยาวนานกว่าวิกฤตปี 2020 และโลกอาจต้องอยู่กับยุคชิปขาดตลาดไปจนถึงปลายทศวรรษนี้




ที่มาข้อมูล Bloomberg [1] , [2]

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ