Nvidia ลงทุนครั้งสุดท้ายใน OpenAI - Anthropic หลังสองบริษัท AI จะ IPO ปลายปีนี้ ปัดกระแสบาดหมาง

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

Nvidia ลงทุนครั้งสุดท้ายใน OpenAI - Anthropic หลังสองบริษัท AI จะ IPO ปลายปีนี้ ปัดกระแสบาดหมาง

Date Time: 5 มี.ค. 2569 13:47 น.

Video

อยากรวย อย่าพูดคำว่า ไม่มี! กับ ป้าตือ สมบัษร l Money Secret EP.18

Summary

Jensen Huang กล่าวถึงการลงทุนใน OpenAI และ Anthropic ว่าเงินทุนที่อัดฉีดไปในรอบล่าสุดให้เจ้าละหลายหมื่นล้านนั้น อาจเป็นครั้งสุดท้าย ตามที่ทั้งสองสตาร์ทอัพ AI เล็งจะจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ภายในปีนี้ พร้อมปัดเรื่องปมบาดหมางกับ OpenAI ทิ้ง

Latest


“นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย” Jensen Huang กล่าวบนเวที Morgan Stanley Technology, Media & Telecom Conference ถึงการอัดฉีดเงินลงทุนในสองสตาร์ทอัพ AI รายใหญ่ของโลก อย่าง OpenAI และ Anthropic ว่าดีลที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้มีแนวโน้มจะเป็นดีลสุดท้ายแล้ว พร้อมระบุว่า “เหตุผลก็เพราะพวกเขากำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์” ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2026 นี้

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (4 มี.ค. 2026) Jensen Huang กล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวเลขการลงทุนที่ Nvidia เคยประกาศไว้เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมาว่าจะทุ่มลงทุนรวม 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน OpenAI นั้น “ตอนนี้คงไม่อยู่ในไพ่แล้ว” และเช่นเดียวกัน ตัวเลขที่จะลงใน Anthropic จำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามที่เคยประกาศออกมาพร้อม Microsoft นั้น ก็น่าจะเป็นดีลสุดท้ายเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ ในช่วงการประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 4 หรือรอบล่าสุดของ Nvidia ตามเอกสารรายงานระบุว่า “ไม่มีหลักประกันว่าบริษัทจะบรรลุข้อตกลงการลงทุนและความร่วมมือกับ OpenAI หรือว่าธุรกรรมดังกล่าวจะเสร็จสิ้น”



คำกล่าวของ Jensen Huang และแนวโน้มการชะลอการลงทุนครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายฝ่ายกังวลว่าความสัมพันธ์ของบริษัทผู้ผลิตชิปกับ OpenAI กำลังสั่นคลอนหรือไม่? ตลอดจนประเด็นที่การลงทุนวนไปวนมาของบริษัทเทคโนโลยีกับบริษัท AI จะก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่หรือไม่?

ซึ่งด้าน Nvidia เองไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมมากนัก มีเพียงโฆษกของบริษัทที่ชี้ไปที่เอกสารรายงานผลประกอบการที่ระบุไว้ว่า การลงทุนทั้งหมดของ Nvidia นั้น มุ่งเน้นเชิงกลยุทธ์อย่างชัดเจน เพื่อขยายและยกระดับระบบนิเวศของบริษัท ซึ่งเป้าหมายที่หลายฝ่ายมองว่า การถือหุ้นใน OpenAI และ Anthropic ก่อนหน้านี้ ก็ได้บรรลุไปแล้วในระดับหนึ่ง

เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ศาสตราจารย์ Michael Cusumano จาก MIT Sloan School of Management ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times แบบตรงไปตรงมาว่า ดีลการลงทุนเป็นวงจรของบริษัทเทคฯ ดังกล่าว “แทบไม่ต่างอะไรจากการหักล้างกันเอง” โดยชี้ว่า “Nvidia ลงทุน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน OpenAI ขณะที่ OpenAI ก็ประกาศว่าจะซื้อชิป Nvidia มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”

ในดีลล่าสุดที่ Nvidia ปิดไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ในรอบระดมทุน 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐของ OpenAI เงินลงทุนจาก Nvidia อยู่ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าคำมั่นเดิมอย่างมีนัยสำคัญ หากมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่ Jensen Huang ก็ไม่ได้เปิดเผยออกมา โดยปัดกระแสข่าวความบาดหมางระหว่างสองบริษัทว่าเป็นเพียง “เรื่องไร้สาระ”

ในอีกด้านหนึ่ง ความสัมพันธ์ของ Nvidia กับ Anthropic ก็ไม่ได้ราบรื่นเท่าไร เพราะเพียงสองเดือนหลัง Nvidia ประกาศลงทุน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน Anthropic ทาง Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ก็ได้ไปขึ้นเวทีที่งาน World Economic Forum กล่าวแบบไม่ได้ระบุชื่อบริษัทใด ๆ เลยบนเวทีว่า บริษัทชิปสหรัฐฯ ที่ขายโปรเซสเซอร์ AI ประสิทธิภาพสูงให้ลูกค้าจีนที่ได้รับอนุญาตนั้น แทบไม่ต่างจากการขายอาวุธนิวเคลียร์ให้เกาหลีเหนือเลย

นอกจากนี้ สถานการณ์ของอุตสาหกรรม AI ล่าสุด คือการที่ Anthropic ถูกขึ้นบัญชีดำโดยรัฐบาลสหรัฐฯ และห้ามทุกหน่วยงานรัฐใช้งานโมเดลของ Anthropic หลังจากที่บริษัทปฏิเสธไม่ยอมให้นำโมเดลไปใช้ในการโจมตีทางทหารและใช้สอดส่องประชาชน

และหลังจาก Anthropic ถอนตัว ไม่นาน OpenAI กลับบรรลุดีลข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ทันที จนทำให้ได้รับผลตอบรับในเชิงลบ แอปฯ ChatGPT ถูกถอนการติดตั้งจาก App Store จำนวนมาก ขณะที่ฝั่ง Claude ของ Anthropic กลับมียอดดาวน์โหลดแซงหน้าขึ้นมาทันที



สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ Nvidia กลายเป็นผู้ถือหุ้นในสองบริษัท AI ที่กำลังเคลื่อนไหวไปคนละทิศทางอย่างชัดเจน และอาจดึงลูกค้า รวมถึงพันธมิตรในอุตสาหกรรมให้ต้องเลือกข้างไปพร้อมกัน

ท้ายที่สุด ไม่อาจทราบได้ว่า Jensen Huang มองสถานการณ์ความซับซ้อนทั้งหมดนี้ไว้อย่างไร และมีคาดการณ์อะไรไว้บ้าง? ซึ่งเหตุผลที่ Nvidia ให้ไว้เพราะทั้งสองบริษัทจะ IPO นั้นดูจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของการลงทุนในบริษัทเอกชนที่นักลงทุนมักจะทุ่มเงินในช่วงสุดท้ายเพื่อเพิ่มมูลค่าบริษัท สิ่งที่ดูมีน้ำหนักมากกว่านั้น อาจเป็นการ “ถอย” ออกจากสถานการณ์ที่ซับซ้อนและร้อนแรงเกินคาด


ที่มา: TechCrunch, CNBC


ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ