
Nvidia เผยผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ 2026 รายได้โตดีเกินขาด ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจ Data Center ที่กินสัดส่วนมากถึง 91% ส่งผลให้รายได้รวมทะยานกว่า 73% และยังนับว่าเป็นหุ้นที่แข็งแกร่งสุดในกลุ่ม AI บวกสวนทางบิ๊กเทคเจ้าอื่น
Nvidia เผยผลประกอบการไตรมาส 4 ตามปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 25 มกราคม 2026 ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ เด่นสุดด้วยธุรกิจ Data Center ที่ครองสัดส่วนรายได้มากกว่า 91% และเป็นกลุ่มที่เติบโตสูงถึง 75% ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นทันทีในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังประกาศผลประกอบการเมื่อวานนี้ (25 กุมภาพันธ์)
โดยรายได้รวมของ Nvidia ในไตรมาสนี้พุ่งขึ้น 73% จาก 39,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้มากกว่า 91% มาจากหน่วยธุรกิจ Data Center ซึ่งเป็นที่ตั้งของชิป AI ระดับผู้นำตลาดของบริษัท
และภายใต้ธุรกิจ Data Center นั้น Nvidia มีรายได้จากอุปกรณ์ Networking อยู่ที่ 10,980 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 263% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนการใช้งาน NVLink อย่างแพร่หลาย รวมถึง Spectrum-X Ethernet Switches ที่ได้รับดีลใหม่จากบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Meta
Nvidia ได้ประมาณการรายได้ไตรมาส 1 ปีงบประมาณถัดไปไว้ที่ 78,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บวกลบ 2% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 72,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุชัดว่า ตัวเลขคาดการณ์นี้ยังไม่ได้รวมรายได้จาก Data Center ในประเทศจีน
นักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่า Nvidia อาจข้ามการเปิดตัว Gaming GPU รุ่นใหม่ในปีนี้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านหน่วยความจำ ทำให้ต้องให้ความสำคัญกับ AI Processor มากกว่า
นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องชิปความจำขาดแคลนยังเป็นความกังวลหลักของนักลงทุน โดย Colette Kress, CFO ของบริษัท ระบุว่า ข้อจำกัดด้านซัพพลายชิปความจำจะยังเป็นแรงกดดันต่อธุรกิจ Gaming ในไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2027 และต่อเนื่องไปหลังจากนั้น
ตั้งแต่ต้นปี 2026 เป็นต้นมา หุ้น Nvidia ปรับขึ้นแล้ว 5% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ติดลบ 0.4% โดยบริษัทในกลุ่มมูลค่าล้านล้านดอลลาร์สหรัฐที่ยังบวกได้ในปีนี้มีเพียง Apple เท่านั้นแต่ก็ยังเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1%
ก่อนหน้านี้ ตลาดได้รับสัญญาณเชิงบวกจากการรายงานงบของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ 4 ราย ได้แก่ Alphabet, Amazon, Meta และ Microsoft ซึ่งต่างเผยแผนลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างหนัก หากอิงจากประมาณการ Capex ของทั้ง 4 บริษัท รวมกับการประเมินของนักวิเคราะห์ เม็ดเงินลงทุนรวมในปีนี้อาจเข้าใกล้ 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตามคำอธิบายของ Colette Kress ระบุว่า กลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้ “ยังคงเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่สุด” คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของรายได้ Data Center ของ Nvidia
Colette Kress ได้เปิดเผยในการประชุมกับนักวิเคราะห์อีกด้วยว่า ตลาดกำลังจับตาการเปิดตัว Vera Rubin ระบบชิป AI ระดับแร็ก (Rack-scale Systems) หัวใจสำคัญของ Data Center เป็นรุ่นใหม่ถัดจาก Grace Blackwell ที่จะพร้อมส่งให้ลูกค้าได้ทดลองในปีนี้
ซึ่ง Vera Rubin ถูกมองว่าจะให้ประสิทธิภาพต่อวัตต์ (Performance per Watt) สูงขึ้นถึง 10 เท่า ซึ่งเป็นจุดสำคัญในช่วงที่ Data Center ทั่วโลกเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน
ที่ผ่านมา Nvidia เดินหน้าลงทุน จับมือ และขยายการเติบโตของธุรกิจต่อเนื่อง โดยล่าสุด ได้ขยับฐานออกจากเอเชีย เริ่มผลิตชิป Blackwell ที่โรงงานใหม่ของ TSMC ในสหรัฐอเมริกาแล้ว และได้ประกอบ Rack-scale Systems บางส่วนที่โรงงาน Foxconn แห่งใหม่ในเม็กซิโกด้วย
โดยบริษัทระบุในรายงานการเงินว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวจะช่วยเสริมความแข็งแกร่ง เพิ่มความยืดหยุ่น และลดความซ้ำซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ Nvidia ยังได้เดินหน้าลงทุนเชิงรุกในระบบนิเวศ AI ผ่านเข้าถือหุ้นใน Intel และลงทุนรวมกว่า 17,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในบริษัทเอกชนและกองทุนโครงสร้างพื้นฐานตลอดปีที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นสนับสนุนสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่า การลงทุนเหล่านี้อาจไม่สร้างผลกำไรในระยะใกล้ หรืออาจไม่ให้ผลตอบแทนเลยก็ได้ และไม่มีการรับประกันว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าว
ในส่วนดีลสำคัญกับ OpenAI ทาง Jensen Huang, CEO ของ Nvidia เปิดเผยกับนักวิเคราะห์ว่า บริษัทยังคงทำงานร่วมกับ OpenAI เพื่อบรรลุข้อตกลงความร่วมมือ และเชื่อว่าใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว หลังจากที่ทั้งสองบริษัทได้ประกาศดีลมูลค่ากว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปขั้นสุดท้าย
ซึ่งในเอกสารรายงานประจำปี Nvidia ย้ำว่า ยังไม่มีหลักประกันว่าธุรกรรมดังกล่าวจะแล้วเสร็จอย่างเป็นทางการ
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney