อเมริกาทำให้จีนมี “มหาเศรษฐี AI พันล้าน” เพิ่มขึ้น เปิดช่องให้ นักวิจัย-อ้จฉริยะจีน ก้าวสู่แนวหน้า

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

อเมริกาทำให้จีนมี “มหาเศรษฐี AI พันล้าน” เพิ่มขึ้น เปิดช่องให้ นักวิจัย-อ้จฉริยะจีน ก้าวสู่แนวหน้า

Date Time: 14 ก.พ. 2569 23:08 น.

Video

บทเรียนจากวิกฤติ สู่แผนลงทุนปี 2026 จากงาน "THE INVESTORS" | SET x Thairath Money

Summary

จีนกำลังสร้างมหาเศรษฐี AI รุ่นใหม่ ควบคู่ไปกับการลดพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ

  • หยาน จวิ้นเจี๋ย, เหลียง เหวินเฟิง, และจาง เจี้ยนจง เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท AI ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง
  • บริษัท AI ของจีนระดมทุนได้หลายพันล้านดอลลาร์จากการ IPO ในฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้
  • ตลาด AI ของจีนคาดว่าจะเติบโตอย่างมากภายในปี 2030 ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาล
  • บริษัท AI จีนหลายแห่งรุกตลาดประเทศกำลังพัฒนาด้วยจุดขายด้านต้นทุนที่ต่ำกว่า

Latest


ในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมาแผนที่อำนาจของโลกเทคโนโลยีกำลังถูกเขียนใหม่อีกครั้งและครั้งนี้ “จีน” คู่แข่งที่สหรัฐฯ หวาดระแวงกำลังเร่งสปีดขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงโดยตรง โดยมีเบื้องหลัง คือ บรรดาผู้ประกอบการ AI รุ่นใหม่ที่ไม่ได้สร้างแค่บริษัทสตาร์ตอัปเทคโนโลยีทั่วไปเท่านั้น แต่พวกเขากำลังสร้างความมั่งคั่งระดับหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ควบคู่ไปกับภารกิจระดับชาติในการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ

สำนักข่าวบลูมเบิร์กและฟอร์บรายงานประเด็นน่าสนใจถึงเหล่ามหาเศรษฐี AI รุ่นใหม่ของจีนกำลังก้าวขึ้นสู่แนวหน้าของอุตสาหกรรมที่เติบโตจากช่องว่างและโอกาส ท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิรัฐศาสตร์โลก การถูกกีดกันทางเทคโนโลยีและการค้าและข้อกำจัดในการเข้าถึงส่วนประกอบสำคัญอย่างชิปขั้นสูง ผลักดันให้เทคโนโลยีจีนพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังนำมาซึ่งชนชั้นนำเทคโนโลยีแบบใหม่ของจีน จากยุคซีอีโอสไตล์ร็อกสตาร์ภาพลักษณ์โดดเด่นของแจ๊ค หม่า ที่ทั่วโลกรู้จักหน้าตาของเขา ซีอีโอรุ่นใหม่เหล่านี้เลือกที่จะหลีกเลี่ยงแสงสปอตไลต์ ซึ่งถ้าหากตามข่าวอย่างใกล้ชิด มักจะเห็นเรื่องราวของอดีตเด็กอัจฉริยะ และมักเรียกตัวเองว่าเป็นเพียงนักวิจัยธรรมดา ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อและไม่มีภาพถ่ายปรากฏสู่สาธารณะ

ความเงียบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นยุทธศาสตร์ สำหรับชนชั้นนำเทคโนโลยีรุ่นใหม่ของจีน การรักษาโปรไฟล์ต่ำ คือ เกราะป้องกันภัยคุกคามสองด้าน ทั้งความเสี่ยงจากการถูกขึ้นบัญชีคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และการถูกเพ่งเล็งจากรัฐบาลจีนเอง ซึ่งเริ่มไม่สบายใจกับการอวดความมั่งคั่งอย่างเปิดเผย

คนแรก หยาน จวิ้นเจี๋ย วัย 36 ปี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ MiniMax Group Inc. บริษัทพัฒนาโมเดล AI แบบมัลติโมเดลที่ระดมทุนไปได้กว่า 618 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเข้าจดทะเบียนในฮ่องกงและทำให้หยานมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิราว 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐี AI ที่อายุน้อยที่สุดของจีน

ต่อมา เหลียง เหวินเฟิง ผู้ก่อตั้ง DeepSeek โมเดล AI ที่สร้างความตระหนกไปทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา หลังเปิดตัวโมเดลต้นทุนต่ำ R1 วางตัวเป็นคู่แข่งของ ChatGPT จาก OpenAI ความสำเร็จดังกล่าวดันให้เขามีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิราว 11,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ในฝั่งฮาร์ดแวร์ หัวใจของสงคราม AI บริษัทจีนก็เร่งสร้าง Nvidia เวอร์ชันจีนของตัวเองอย่าง Moore Threads Technology Co. ที่ก่อตั้งโดย จาง เจี้ยนจง อดีตผู้บริหารจาก Nvidia ที่ใช้เวลาห้าปีสร้าง Moore Threads ให้มีมูลค่าถึง 45,000 ล้านดอลลาร์ ด้วยคำมั่นว่าจะผลิตชิปใหม่ทดแทนชิปที่เขาเคยขาย แม้จะถูกขึ้นบัญชีดำทางการค้าของสหรัฐฯ เขาพาบริษัท IPO ระดมทุนไปได้ถึง 1,100 ล้านดอลลาร์ในเซี่ยงไฮ้ และทำให้เขามีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิราว 4,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะเดียวกันแนวโน้มผู้บริหารมากประสบการณ์จากบริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสหรัฐฯ ทีเดินทางกลับจีนยังมี MetaX Integrated Circuits Shanghai Co. ของเฉิน เหว่ยเลียง อดีตผู้อำนวยการอาวุโสของ AMD ก็ระดมทุนไปได้เกือบ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญด้านชิป AI ภายในประเทศ ขณะที่เขามีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของเขาอยู่ที่ราว 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ความเคลื่อนไหวสำคัญ คือ การ IPO ของบริษัทเหล่านี้ โดยตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา บริษัท AI ที่เข้าตลาดหุ้นในฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ที่ระดมทุนไปได้รวมแล้วกว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้บริษัทส่วนใหญ่ยังขาดทุน แต่ราคาหุ้นกลับพุ่งขึ้นระหว่าง 95% ถึงมากกว่า 400% สะท้อนแรงเดิมพันของนักลงทุนที่มองศักยภาพมากกว่ากำไรระยะสั้น

ตามการประเมินของ Morgan Stanley ตลาด AI ของจีนอาจขยายตัวแตะ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 จากมูลค่าเพียง 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ซึ่งตัวเลขนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนยอมรับความเสี่ยงเพื่อโอกาสในระยะยาว

สิ่งที่ทำให้คลื่นมหาเศรษฐี AI จีนแตกต่างจากยุคก่อน คือ พวกเขาเติบโตมาพร้อมกับนโยบายรัฐที่ชัดเจนมากขึ้น จีนเร่งอัดฉีดเงินทุน สนับสนุนทางภาษี และผลักดันนโยบายซื้อและใช้ของในประเทศเพื่อสร้างห่วงโซ่เทคโนโลยีครบวงจร ตั้งแต่โมเดล AI ไปจนถึงชิปประมวลผล ซึ่งทั้งหมดเป็นไปเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่มากขึ้น

บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Baidu ยังประกาศแผนแยกธุรกิจชิป Kunlunxin ออกมาจดทะเบียนในฮ่องกง สะท้อนว่าการแข่งขันไม่ได้จำกัดแค่สตาร์ตอัป แต่ขยายสู่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของประเทศ หรือในขณะเดียวกันที่บริษัท AI จีนหลายแห่งกำลังรุกตลาดประเทศกำลังพัฒนา ด้วยจุดขายด้านต้นทุนที่ต่ำกว่าตะวันตก ซึ่งผู้บริหารของ Microsoft เคยยอมรับว่ากำลังได้ความนิยมเพิ่มขึ้น

สิ่งที่ชัดเจน คือ มหาเศรษฐี AI หน้าใหม่ของจีนไม่ได้บอกแค่เรื่องของมูลค่าเงินในภาคเทคโนโลยีที่สูงขึ้น แต่โมเมนตัมที่สำคัญนี้ คือ ภาพสะท้อนของจีนที่กำลังเร่งสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีของตนเองที่สหรัฐฯ พยายามจะขัดขวาง และมหาเศรษฐีเหล่านี้ คือ ผลผลิตโดยตรงของยุคที่เอกราชทางเทคโนโลยีเข้มข้นขึ้นทุกวัน


อ่านเพิ่มเติม 

ที่มาข้อมูล Bloomberg , Forbes

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ