
วันที่ 9 กันยายน 2014 มีหนึ่งบริษัทเทคโนโลยีเจ้าใหญ่สัญชาติจีน สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จนสั่นสะเทือนไปทั้งวอลล์สตรีท เมื่อ Alibaba เข้า IPO สามารถกวาดเงินทุนไปได้กว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในวันแรกที่เริ่มเทรด และขึ้นแท่นเป็นการเข้าตลาดฯ ของบริษัทเทคที่มูลค่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ Twitter ในปีก่อนหน้านั้น
ภาพของ Alibaba ณ ตอนนั้น รู้จักกันดีในฐานะอีคอมเมิร์ซ ก่อตั้งโดยมหาเศรษฐี Jack Ma เมื่อปี 1999 ตามวิสัยทัศน์ที่ต้องการจะเชื่อมผู้ขายในจีนเข้ากับผู้ซื้อทั่วโลก ความสำเร็จของ Alibaba ทำให้บริษัทติดชื่อเป็นการ IPO ของบริษัทเทคที่มูลค่าสูงสุดอยู่หลายปี ขยายแพลตฟอร์มเพิ่มจาก Alibaba สู่ Taobao และ Tmall
กระทั่งเศรษฐกิจจีนเข้าสู่ภาวะซบเซา คู่แข่งในตลาดอีคอมเมิร์ซที่เพิ่มมากขึ้นและแข่งกันรุนแรงขึ้น นำมาสู่การขยายอาณาจักรของ Alibaba ให้ครอบคลุมทั้งน่านน้ำ ทั้งด้านการเงิน โลจิสติกส์ ความบันเทิง คลาวด์ และสำคัญที่สุด คือ AI รวมทั้งระบบแล้ว Alibaba มีธุรกิจครอบคลุมถึง 25 ธุรกิจ และมองตัวเองว่าดำเนินงานแบบผสมผสานทั้ง Amazon, PayPal, Google, Uber และแม้กระทั่ง Netflix เลยทีเดียว
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: ย้อนเส้นทาง Jack Ma อดีตนักศึกษาเอกอิ๊ง ที่กลายเป็นมหาเศรษฐีจีน เจ้าของอาณาจักร Alibaba
ปัจจุบัน การแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซของจีนและทั่วโลกก็ยังคงดุเดือด แม้ Alibaba จะเคยโดนรัฐบาลจีนตรวจสอบเรื่องผูกขาด และต้องเสียส่วนแบ่งในตลาดให้กับคู่แข่งไป แต่มีอีกกลุ่มธุรกิจที่ Alibaba สร้างฐานมาอย่างยาวนาน และกำลังเป็นธุรกิจที่ทรงพลังที่สุดของบริษัท นั่นก็คือ AI และ Cloud Computing
ย้อนกลับไปในปี 2016 เป็นจุดเริ่มต้นเส้นทาง AI ของ Alibaba อย่างเป็นทางการ ผ่านการเปิดตัวแล็บ AI ครั้งแรก เดินหน้าศึกษา ทดลอง และวิจัยด้าน AI มาต่อเนื่อง สร้างฐานด้านเทคโนโลยีขั้นสูง กระทั่งเข้าปี 2017-2018 ก็ได้ขยายสู่วงการการศึกษา ก่อตั้ง DAMO Academy สถาบันวิจัยที่โฟกัสไปที่พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเทคโนโลยี และเมื่อถึงช่วงโควิด-19 ระบาด การศึกษาค้นคว้าต่าง ๆ ของ Alibaba ก็ยิ่งถูกเร่ง ผ่านไปไม่กี่ปีสามารถสร้างโมเดล AI พื้นฐาน ตลอดจนออกแบบชิปเป็นของตัวเองได้ ส่งสัญญาณชัดเจนมาตั้งแต่ก่อน 2020 ว่า จะพัฒนาศักยภาพ AI เองทุกอย่างแบบครบวงจร
และแล้วปลายปี 2022 ก็เดินทางมาถึง เมื่อ ChatGPT สร้างโมเมนต์สำคัญ ทำให้ทั้งโลกได้รู้จักกับคำว่า AI ผลักดันให้บริษัทเล็กใหญ่ต้องเร่งพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่ง Alibaba ที่สร้างฐานมาก่อนแล้ว ตอบรับกระแสนี้ด้วยการเปิดตัวห้องปฏิบัติการวิจัย AI ในระดับเดียวกับระดับโลก ทุ่มลงทุนในสตาร์ทอัพ พร้อมตั้งความหวังว่าจะเป็น “OpenAI เวอร์ชันจีน” ให้ได้
ไม่ถึงปีหลัง ChatGPT สร้างปรากฏการณ์ ทาง Alibaba ก็ได้แต่งตั้ง Joe Tsai ขึ้นเป็นประธานคนใหม่ของบริษัท และตั้ง Eddie Wu ขึ้นเป็นซีอีโอ การปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ก็มาถึง Alibaba ปรับโครงสร้างบริษัทให้แต่ละฝ่ายบริหารด้วยตัวเอง และลดจำนวนกลุ่มธุรกิจลงบางส่วนเพื่อให้บริหารง่ายขึ้น โดยยังคงยกเอาอีคอมเมิร์ซเป็นธุรกิจหลักที่ยังคงทำเงินได้สูงสุด พร้อมกับทุ่มเงินลงทุนมหาศาลในอนาคต ซึ่งก็คือ AI และ Cloud Computing
Eddie Wu ผลักดันให้ Alibaba กลับมาเดินหน้าแบบแนวคิดสตาร์ทอัพ มีกลยุทธ์หลัก 2 อย่างคือ “User first” และ “AI-driven” และในระยะเวลาเพียง 15 เดือนหลังเข้ารับตำแหน่ง ยอดรายจ่ายการลงทุน (CapEx) รายไตรมาสเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา บริษัทเร่งทุ่มเงินหนักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI และบริการคลาวด์
ด้วยแรงผลักดัน การเปลี่ยนแปลง และการเดินหน้าเต็มกำลังของ Alibaba ทำให้บริษัทสามารถขยายผลิตภัณฑ์ AI ออกไปได้ โดยมีตัวชูโรงสำคัญคือ “Qwen” โมเดลประเภท Large Language Model (LLM) โมเดลนี้มีชื่อเต็มมาจากคำว่า “Tongyi Qianwen (通义千问)” แปลความหมายได้ประมาณว่า “ถามได้เป็นพันคำ ตอบได้ด้วยปัญญาหนึ่งเดียว”
ความสามารถของ Qwen คล้ายคลึงกับ ChatGPT คือ เข้าใจข้อความ สามารถตอบคำถามได้ แปลภาษาได้ และวิเคราะห์ภาพได้ แต่ส่วนที่ทำให้แตกต่างคือ Qwen เป็นโมเดลแบบเปิด หรือ Open-Source ที่จะเปิดให้นักพัฒนาเข้าไปดัดแปลง แก้ไข แจกจ่าย หรือนำโค้ดไปใช้ได้แบบฟรี ๆ
สำหรับจีนแล้ว โมเดลแบบเปิดถือว่าเป็นแนวทางหลักของการพัฒนา AI ขณะที่สหรัฐอเมริกาจะมุ่งเน้นไปที่โมเดลแบบปิด นั่นหมายความว่าโมเดลนั้นไม่สามารถดาวน์โหลดหรือนำไปใช้ต่อได้ และเป็นวิธีที่ทางบริษัทเทคสหรัฐฯ ใช้เพื่อทำเงินเป็นหลัก แต่ทางจีนเองมองว่า โมเดลเปิดจะช่วยให้เกิดการใช้งานในวงกว้างขึ้น แถมยังช่วยให้อีโคซิสเต็มเติบโตขึ้นได้อีก
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: Open Source คืออะไร ทำไมเป็นประเด็นร้อนวงการ AI? เมื่อ Meta-DeepSeek-OpenAI ปล่อย AI ให้ใช้ฟรี
ตอนต้นปี 2025 มีหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้โลก AI สั่นสะเทือน นั่นคือ การเข้ามาของ DeepSeek โมเดลแบบเปิดอีกตัวในตลาด AI ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่โลกตะวันตกที่ต้องเร่งขยับตัว แต่ในจีนเองก็ถูกกดดันให้สนามนี้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้น
ข้อมูลจาก CNBC ระบุว่า ช่วงเวลาที่ DeepSeek ออกมาใกล้กับวันหยุดยาวของจีน แต่ผลของโมเดล R1 นั้นทำให้ผู้พัฒนา Qwen เลือกเปลี่ยนวันหยุดเป็นวันสร้างสิ่งที่เหนือกว่า และไม่กี่วันหลังจาก DeepSeek โมเมนต์ Alibaba ได้เปิดตัว Qwen 2.5 โมเดลที่มีความสามารถเทียบเท่า R1 และต่อมาในเดือนเมษายน 2025 ก็ได้เปิดตัว Qwen 3 โมเดลที่ล้ำที่สุดในปัจจุบัน
Qwen ยังเป็นขุมพลังสำคัญของ “Quark” แอปพลิเคชันผู้ช่วย AI ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานต่อเดือนกว่า 150 ล้านคน โดย Quark ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือ AI สำหรับทั้งผู้ใช้ทั่วไปและธุรกิจ ตั้งแต่แปลเอกสาร สรุปข้อมูลเอกสารการประชุม ค้นหาสถานที่ ไปจนถึงเชื่อมต่อกับแอปฯ ช้อปปิ้งของ Alibaba เองด้วย ทำงานได้หลากหลายจนถูกเรียกว่าเป็นจินนี่อัจฉริยะของคนจีนเลยทีเดียว
อีกหนึ่งคีย์สำคัญในอาณาจักร AI ของ Alibaba คือ “ModelScope” ทำหน้าที่เป็นดั่งแอปสโตร์ของนักพัฒนา AI และนักวิจัย โดย ModelScope จะมีโมเดล Pre-trained หลากหลายให้นักพัฒนาเลือกใช้ และนำไปดัดแปลงหรือพัฒนาต่อได้โดยที่ไม่ต้องเริ่มสร้างจากศูนย์ด้วยตัวเอง ซึ่งปัจจุบัน ModelScope มีผู้ใช้งานกว่า 16 ล้านราย มีการสร้างโมเดลใหม่ ๆ ขึ้นมาบนแพลตฟอร์มนี้หลายพันโมเดล เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการปั้นอีโคซิสเต็ม AI ของบริษัทไปอีกขั้น
นอกจากนี้ เบื้องหลังโมเดล AI ที่เติบโตและกระจายตัวมากขึ้น ยังมี “Aliyun” ตัวแปรสำคัญ เป็นแพลตฟอร์มคลาวด์ เบื้องหลังที่ทำให้ Alibaba เป็นฮับ AI โดยจะเปิดให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถเข้ามารัน Qwen หรือโมเดลอื่น ๆ ได้บน Alibaba Cloud เพื่อสร้างหรือพัฒนาแอปฯ อื่น ๆ ต่อ และที่ไม่ธรรมดาคือ Aliyun ถูกยกว่าเป็นคู่แข่งสำคัญของ Amazon Web Services และ Microsoft Azure เลยทีเดียว
แม้ว่าตอนนี้ Aliyun จะเป็นผู้เล่นตัวเล็กในตลาดคลาวด์ระดับโลก ถือส่วนแบ่งตลาดอยู่ราว 4% ตามหลังทั้ง AWS, Microsoft Azure และ Google Cloud อยู่ค่อนข้างไกล แต่กลับเป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่สุดของจีน กินส่วนแบ่งตลาดในประเทศอยู่มากถึง 1 ใน 3 (ข้อมูลจากปี 2024)
จีนเองที่ไม่เคยยอมอ่อนข้อในเรื่องการแข่งขันกับประเทศอื่น ได้ประกาศกร้าวอย่างชัดเจนว่าจะเป็น “ผู้นำโลกในด้าน AI” ให้ได้ และ Alibaba ก็คือหนึ่งในหมากสำคัญที่ถูกวางไว้ให้เป็นสมบัติของชาติ และนับตั้งแต่ 2018 เป็นต้นมา Alibaba ได้ปรับตัว ปรับวิสัยทัศน์ให้เดินตามกลยุทธ์ของประเทศด้วย
ตามรายงานของ Morgan Stanley ระบุว่า การลงทุนด้าน AI ของจีนจะคืนผลตอบแทน 52% ได้ภายในปี 2030 แต่ดูเหมือนว่าปัจจุบันนี้ Alibaba จะเห็นผลตอบแทนนั้นก่อนแล้ว ในเดือนสิงหาคม 2025 ที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจคลาวด์มีรายได้เติบโตขึ้น 26% จากปีก่อนหน้า ขณะที่โปรเจกต์ AI ต่าง ๆ นั้นเติบโตในระดับเลขสามหลักติดต่อกันถึง 8 ไตรมาสแล้ว
ผลตอบแทนนี้เป็นผลมาจากการลงแรงและลงทุนตั้งแต่ช่วงก่อนหน้า ที่ทำให้ Alibaba มีพื้นฐานมั่นคงแข็งแรงกว่าเจ้าอื่นที่เพิ่งเริ่มเกม มีโมเดลแบบเปิดที่ทำให้มีจำนวนผู้ใช้มากมายมาเติมอีโคซิสเต็ม และยังมีการร่วมมือกับภาครัฐ ภาคการศึกษาเพื่อสร้างศูนย์วิจัย ปั้นคนให้มีความสามารถด้าน AI ต่อไป
แม้ว่าวันนี้ ทั้งในด้าน AI และด้านคลาวด์ จีนยังถูกมองว่าตามหลังสหรัฐอเมริกาอยู่ การแข่งขันนอกประเทศทำให้จีนสู้ยากขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Alibaba ถึงทุ่มลงทุนหนัก เพื่อเป็นศูนย์กลางของประเทศในฐานะผู้พัฒนา AI ของชาติและของโลก และเพื่อปิดช่องว่างส่งจีนขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI ทันปี 2030
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney