
Alphabet บริษัทแม่ของ Google ปรับโครงสร้างธุรกิจฝั่ง AI ครั้งใหญ่ หลัง Jeff Dean ลาออกจากตำแหน่ง Chief Scientist จนต้องย้ายผู้บริหารฝั่ง DeepMind มาช่วยงาน อีกทั้งยังต้องเผชิญกับการทยอยลาออกและย้ายค่ายของนักวิจัยและผู้บริหารระดับสูงหลายราย ท่ามกลางกระแสต้านจากนักลงทุน ที่เห็นว่าตอนนี้ Google กำลังทุ่มลงทุนหนักเกินไปจนกระแสเงินสดติดลบ แต่ผลงานกลับร่วงแรง กลับตามหลังคู่แข่งในตลาด AI อีกครั้ง
Alphabet บิ๊กเทคโนโลยี บริษัทแม่ของ Google ประกาศปรับโครงสร้างทีม AI ครั้งใหญ่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (5 สิงหาคม) หลัง Jeff Dean ผู้บริหารระดับสูงที่เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกด้าน AI ให้ Alphabet ตัดสินใจลาออกจากบริษัท ท่ามกลางกระแสกดดันที่ Google กำลังเจอจากการพัฒนาโมเดล AI ที่เริ่มตามหลังตลาด และก่อนหน้านี้ นักวิจัยตลอดจนผู้บริหารสาย AI ระดับสูงทยอยย้ายค่ายไปร่วมงานกับบิ๊ก AI เจ้าอื่น บ้างก็ออกไปตั้งสตาร์ทอัพ AI เป็นของตัวเอง
Jeff Dean ที่อยู่ร่วมงานกับบริษัทแม่ของ Google มายาวนานกว่า 27 ปี ล่าสุดตัดสินใจลาออกจากบริษัท อำลาตำแหน่ง Chief Scientist เพื่อไปก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ใหม่เป็นของตัวเองร่วมกับอดีตผู้บริหารจาก Google อีก 3 คน
ตามบันทึกภายในที่ Sundar Pichai ซีอีโอของ Google เผยแพร่ผ่านบล็อกของบริษัท ระบุว่า Demis Hassabis ซีอีโอของ Google DeepMind จะลงจากตำแหน่งซีอีโอ และขยับขึ้นรับตำแหน่ง Chairman ของ Google DeepMind แทน พร้อมกับควบตำแหน่ง Chief Scientist ของ Alphabet แทนที่ Jeff Dean
Jeff Dean ถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกด้าน AI ของ Google และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหลายอย่างของบริษัท เข้าร่วมงานกับ Google มาตั้งแต่ปี 1999 ในฐานะพนักงานคนที่ 30 ของบริษัท
ตลอดระยะเวลากว่า 27 ปี เขามีบทบาทสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของระบบค้นหา Google Search ไม่ว่าจะเป็นระบบ Crawling และ Indexing ที่ใช้รวบรวมและจัดทำดัชนีข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต รวมถึงระบบ Query Serving ที่ทำหน้าที่ประมวลผลและแสดงผลการค้นหาให้ผู้ใช้งาน
ในยุค AI เขายังมีส่วนสำคัญในการพัฒนา โมเดล Multimodal ของ Gemini ที่สามารถประมวลผลข้อมูลได้หลายรูปแบบ ทั้งข้อความ รูปภาพ เสียง และวิดีโอ ตลอดจนเป็นหนึ่งในผู้นำการวิจัย AI ยุคบุกเบิกของ Google
Google ระบุว่าการแยกทางครั้งนี้กับ Jeff Dean เป็นไปด้วยดี และบริษัทจะเข้าไปร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพแห่งใหม่ของเขาด้วย โดย Sundar Pichai ระบุว่า “หลังจากสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมมาตลอด 27 ปี Jeff Dean มาถึงช่วงเวลาที่ต้องการลองทำสิ่งใหม่ ๆ และเรายินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนเขาต่อไป”
ด้าน Demis Hassabis เขาคนนี้คือ ผู้ร่วมก่อตั้ง DeepMind ห้องปฏิบัติการวิจัยด้าน AI ที่ต่อมาในปี 2014 เข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของ Google ผ่านการเข้าซื้อกิจการ ซึ่งหน้าที่ของ DeepMind คือเป็นผู้ดูแลงานด้านโมเดล AI พื้นฐาน (Foundation Models) ของ Alphabet มาโดยตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แม้ว่า Demis Hassabis จะลงจากตำแหน่งซีอีโอ เขายืนยันแผนถัดไปว่า “นี่คือเวลาที่เหมาะสมในการส่งต่องานบริหารประจำวันของ Google DeepMind ให้คนอื่นรับช่วงต่อ เพื่อที่ผมจะมีเวลาและพื้นที่สำหรับการมองภาพใหญ่ และช่วยกำหนดทิศทางของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างเต็มที่”
โดยเขาจะทำงานร่วมกับ Sundar Pichai ในประเด็นเชิงกลยุทธ์และงานระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับ AI ต่อไป พร้อมกันนี้เขาจะยังคงดูแล Isomorphic Labs บริษัทสตาร์ทอัพ AI สำหรับการค้นคว้ายา ซึ่งแยกตัวออกมาจาก Google DeepMind แต่ยังอยู่ภายใต้ Alphabet เช่นเดิม
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ยังรวมถึงการแต่งตั้ง Koray Kavukcuoglu ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ของ Google DeepMind ให้ขึ้นมารับตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย AI ของบริษัท โดยเขาจะเป็นผู้รับผิดชอบการพัฒนา Gemini 4 โมเดล AI รุ่นถัดไปของ Google และรายงานตรงต่อ Sundar Pichai
Jeff Dean ที่ได้ลาออกจาก Alphabet ไปนั้น จะไปรับตำแหน่งซีอีโอของบริษัทใหม่ชื่อ Discovery Loop เป็นสตาร์ทอัพที่เขาและอดีตนักวิจัยจาก Alphabet อีก 3 คนร่วมกันก่อตั้งขึ้นมา ประกอบไปด้วย Oriol Vinyals, Quoc Le และ Sanjay Ghemawat
ทั้ง 4 คนถือเป็นนักวิจัยระดับแนวหน้าของ Google ที่อยู่เบื้องหลังความก้าวหน้าสำคัญในหลายสาขา ตั้งแต่คณิตศาสตร์ ชีววิทยาเชิงโครงสร้าง ไปจนถึง AI และยังเป็นกลุ่มนักวิจัยที่มีผลงานได้รับการอ้างอิง (Citation) สูงที่สุดในโลก
บริษัทแห่งนี้จัดตั้งในรูปแบบ Public Benefit Corporation (PBC) โดยมีเป้าหมายใช้ AI เพื่อเร่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ผ่านการทำให้งานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่ซับซ้อนและมีหลายขั้นตอนสามารถทำงานอัตโนมัติได้
ในระยะแรก Discovery Loop จะมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้ทำงานวิจัยและวิศวกรรมด้าน Machine Learning ได้แบบอัตโนมัติ ผ่านระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Technology Stack) ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง
และในระยะยาว บริษัทตั้งเป้านำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้กับงานด้านต่าง ๆ เช่น การออกแบบฮาร์ดแวร์ การค้นคว้ายา ตลอดจนการแก้ปัญหาระดับโลก อย่างเช่น ด้านพลังงานสะอาด
โดย Alphabet จะร่วมสนับสนุน Discovery Loop ทั้งด้าน Cloud Infrastructure และกำลังประมวลผล พร้อมเข้าร่วมลงทุนในบริษัทด้วย ขณะที่ Radical Ventures และ Khosla Ventures จะร่วมเป็นผู้นำการลงทุนในรอบ Seed Funding
Jeff Dean เปิดเผยว่า เขาเริ่มคิดเรื่องการตั้งบริษัทใหม่อย่างจริงจังเมื่อประมาณ 5 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ และได้ติดต่อเพื่อนร่วมงานที่ทำงานด้วยกันมายาวนาน มาร่วมพูดคุยถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ ที่จะเปิดทางให้งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สามารถทำงานแบบอัตโนมัติได้ในวงกว้าง
ทั้ง 4 คนเห็นตรงกันว่า การเดินหน้าภารกิจใหม่จำเป็นต้องออกมาตั้งบริษัทของตัวเอง พร้อมระบุว่า “เราต้องการสร้างบางสิ่งในรูปแบบที่แตกต่างจากวิธีการที่ Google กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน”
พวกเขามองว่า โครงสร้างพื้นฐานของ Google ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับแอปพลิเคชันสำหรับผู้บริโภค ระบบโฆษณาขนาดใหญ่ และ Search ซึ่งมีความต้องการแตกต่างจากโครงสร้างพื้นฐานสำหรับงานวิจัยอย่างมาก
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะที่ไม่คงที่ของ Google ซึ่งตอนนี้ยังไม่สามารถกลับขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน AI ในตลาดได้ แม้จะมีการทุ่มลงทุนจำนวนมหาศาลต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่ง Sundar Pichai ระบุว่า “เราจำเป็นต้องเดินหน้าให้เร็วขึ้น พร้อมมีเป้าหมายที่ชัดเจน เรามุ่งมั่นที่จะเป็นแนวหน้าของการพัฒนา AI และกำลังโฟกัสอย่างเต็มที่ในจุดที่เรายังต้องปรับปรุง”
อย่างไรก็ตาม การทุ่มเงินจำนวนมากของ Google ในด้าน AI ส่งผลให้ล่าสุด Google มีกระแสเงินสด (Cash Flow) ติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เนื่องจากรายจ่ายที่เป็นเงินลงทุน (Capital Expenditure) นั้นสูงขึ้น และยังคาดการณ์ว่า CapEx ตลอดทั้งปีอาจสูงถึง 205,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย
นอกจากการลาออกของ Jeff Dean แล้ว Google ยังต้องสูญเสียบุคลากรระดับหัวกะทิอีกหลายคนในช่วงที่ผ่านมา
หนึ่งในนั้นคือ Noam Shazeer ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยเรื่อง Transformer Architecture ในปี 2017 ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการปฏิวัติวงการ AI และ John Jumper นักวิจัยผู้ร่วมคว้ารางวัล Nobel Prize จากผลงาน AlphaFold ในปี 2024 โดยทั้งสองย้ายไปร่วมงานกับ OpenAI และ Anthropic ตามลำดับ
ขณะเดียวกัน Google ก็ยังไม่สามารถเปิดตัว Gemini 3.5 Pro โมเดลเรือธงรุ่นใหม่ได้ตามกำหนด ส่งผลให้หลังการประกาศลาออกของ Jeff Dean หุ้นของ Alphabet ปรับตัวลดลงราว 4%
แม้ Google จะใช้งบลงทุนมหาศาล แต่ในมุมของการเติบโต ธุรกิจ AI ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจ Google Cloud ภายใต้การบริหารของ Thomas Kurian เติบโตเร็วกว่าคู่แข่งรายใหญ่ทั้ง Amazon Web Services (AWS) และ Microsoft Azure
ในไตรมาส 2 ที่เพิ่งมีรายงานออกมานี้ Google Cloud มีรายได้ 24,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 82% แซงหน้า AWS มีรายได้เติบโต 37% และ Microsoft Azure เติบโต 43%
ที่มา: CNBC, WSJ, Fortune, Wired, TechCrunch
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney