
Foreign Direct Product Rule หรือ FDPR นโยบายของสหรัฐอเมริกา ที่หยิบขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้ากับมหาอำนาจอื่น โดยเฉพาะจีน ส่งผลให้ทุกวันนี้ การสร้างเทคโนโลยี AI ของจีนจึงยังตามหลัง
ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในสมัยแรก ช่วงปี 2019 ทรัมป์ได้ประกาศสั่งให้ Huawei ผู้ผลิตและจำหน่ายสมาร์ทโฟนรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ห้ามดำเนินธุรกิจในประเทศ โดยยกเอากฎหมาย Foreign Direct Product Rule หรือ FDPR ขึ้นมาเป็นมาตรการหลักขับเคลื่อนการแบนในครั้งนี้
FDPR คือหนึ่งในเครื่องมือของสหรัฐอเมริกา ที่ใช้เพื่อควบคุมการค้า โดยสาระสำคัญของกฎข้อนี้คือ หากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใดก็ตามถูกผลิตขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะผลิตในประเทศใดก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ มีอำนาจสั่งห้ามการจำหน่ายได้ทันที ทำให้สหรัฐฯ สามารถขยายอำนาจการควบคุมออกไปไกลกว่าพรหมแดนของตัวเอง ครอบคลุมไปถึงสินค้าในต่างประเทศที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีอเมริกัน
แม้ว่ากฎนี้จะมีตั้งแต่ปี 1959 แต่เมื่อปี 2022 ในสมัยของประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้มายกระดับในสินค้ากลุ่มซูเปอร์คอมพิวเตอร์และผลิตภัณฑ์ประมวลผล ซึ่งรวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ด้วย ทั้งนี้เพื่อสกัดกั้นประเทศมหาอำนาจอื่น โดยเฉพาะจีนไม่ให้สามารถเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา AI และเทคโนโลยีระดับสูงในยุคปัจจุบันได้นั่นเอง
และ FDPR นี่เองที่ทำให้ “จีน” ต้องเจอกับข้อจำกัด ทำให้แข่งขันได้ยากยิ่งขึ้นในตลาด AI แม้ว่าที่ผ่านมา จีนจะพยายามเร่งพัฒนาชิปเองในประเทศ ตัวอย่างเช่น Ascend ของ Huawei ที่เรียกได้ว่าเป็นพระเอกในสนามเซมิคอนดักเตอร์
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: เปิดศึก 3 ยุค เทคจีนสะเทือนอเมริกา จาก 5G สู่โซเชียลมีเดีย จนถึง AI รัฐบาลสหรัฐฯ รับมืออย่างไร?
ตามข้อมูลของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่อ้างอิงจาก Bernstein ระบุว่า ประสิทธิภาพการประมวลผลของชิป AI ชิปจากฝั่งสหรัฐฯ อย่าง Nvidia B300, B200, B100 รวมถึง AMD MI300X และ H100/H800 มีประสิทธิภาพสูงกว่าชิปจีนอย่างชัดเจน ขณะที่ชิปจีน อย่าง Ascend 910C, 910B และ BW1000 (DCU3) ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า แม้จีนจะพยายามพัฒนาชิปของตัวเอง แต่ช่องว่างด้าน Performance ต่อการใช้งาน AI ระดับสูงยังไม่สามารถปิดได้ในระยะสั้น
นอกจากนี้ FDPR ยังไม่ได้กีดกันแค่เฉพาะเรื่องชิป แต่ยังรวมไปถึงเทคโนโลยีที่ใช้ผลิตชิปด้วย จากผลกระทบนี้ ชี้ให้เห็นว่ารายได้ของ ASML บริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตชิปรายใหญ่ของจีนมีรายได้ลดลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2024 ซึ่งหมายความว่าจีนได้ถูกตัดท่อน้ำเลี้ยงในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่แค่สินค้าเฉพาะตัว
ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลจีนจะพยายามผลักดันการพึ่งพาตัวเองอย่างจริงจัง แต่ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดชิปในจีนปี 2024 ระบุว่า Nvidia ยังครองสัดส่วนสูงถึง 70% ขณะที่ Huawei มี 24% และผู้เล่นจีนรายอื่นอย่าง Baidu, Iluvatar, Cambricon มีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมและบริษัทเทคโนโลยีจีนยังเลือกใช้ชิปสหรัฐฯ เพราะคุ้มค่าและพร้อมใช้งานจริงมากกว่า
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนชิปสหรัฐฯ ในตลาดจีนลดลงจาก 70% ในปี 2024 เหลือ 58% ในปี 2025 ซึ่งแปลว่าจีนเริ่มทดแทนด้วยชิปในประเทศมากขึ้น แต่ตัวเลข 58% ก็ยังถือว่าสูงมาก และสะท้อนว่าการหลุดพ้นจากเทคโนโลยีสหรัฐฯ ตอนนี้ยังไม่เกิดขึ้นจริงในเชิงโครงสร้าง
ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, Reuters
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney