แม้จะเร่งพัฒนา AI อย่างหนัก แต่ทำไม “จีน” ยังตามหลัง? รู้จัก FDPR กฎหมายที่ทำให้จีนยังแพ้ในสนาม AI

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

แม้จะเร่งพัฒนา AI อย่างหนัก แต่ทำไม “จีน” ยังตามหลัง? รู้จัก FDPR กฎหมายที่ทำให้จีนยังแพ้ในสนาม AI

Date Time: 6 ม.ค. 2569 10:10 น.

Video

อธิบายทีเดียวว่า ทำไมฟองสบู่ AI จะไม่แตกซ้ำรอยดอทคอม? | Digital Frontiers EP.51

Summary

Foreign Direct Product Rule หรือ FDPR นโยบายของสหรัฐอเมริกา ที่หยิบขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้ากับมหาอำนาจอื่น โดยเฉพาะจีน ส่งผลให้ทุกวันนี้ การสร้างเทคโนโลยี AI ของจีนจึงยังตามหลัง

Latest


ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในสมัยแรก ช่วงปี 2019 ทรัมป์ได้ประกาศสั่งให้ Huawei ผู้ผลิตและจำหน่ายสมาร์ทโฟนรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ห้ามดำเนินธุรกิจในประเทศ โดยยกเอากฎหมาย Foreign Direct Product Rule หรือ FDPR ขึ้นมาเป็นมาตรการหลักขับเคลื่อนการแบนในครั้งนี้

FDPR คือหนึ่งในเครื่องมือของสหรัฐอเมริกา ที่ใช้เพื่อควบคุมการค้า โดยสาระสำคัญของกฎข้อนี้คือ หากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใดก็ตามถูกผลิตขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะผลิตในประเทศใดก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ มีอำนาจสั่งห้ามการจำหน่ายได้ทันที ทำให้สหรัฐฯ สามารถขยายอำนาจการควบคุมออกไปไกลกว่าพรหมแดนของตัวเอง ครอบคลุมไปถึงสินค้าในต่างประเทศที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีอเมริกัน

แม้ว่ากฎนี้จะมีตั้งแต่ปี 1959 แต่เมื่อปี 2022 ในสมัยของประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้มายกระดับในสินค้ากลุ่มซูเปอร์คอมพิวเตอร์และผลิตภัณฑ์ประมวลผล ซึ่งรวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ด้วย ทั้งนี้เพื่อสกัดกั้นประเทศมหาอำนาจอื่น โดยเฉพาะจีนไม่ให้สามารถเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา AI และเทคโนโลยีระดับสูงในยุคปัจจุบันได้นั่นเอง

และ FDPR นี่เองที่ทำให้ “จีน” ต้องเจอกับข้อจำกัด ทำให้แข่งขันได้ยากยิ่งขึ้นในตลาด AI แม้ว่าที่ผ่านมา จีนจะพยายามเร่งพัฒนาชิปเองในประเทศ ตัวอย่างเช่น Ascend ของ Huawei ที่เรียกได้ว่าเป็นพระเอกในสนามเซมิคอนดักเตอร์



ตามข้อมูลของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่อ้างอิงจาก Bernstein ระบุว่า ประสิทธิภาพการประมวลผลของชิป AI ชิปจากฝั่งสหรัฐฯ อย่าง Nvidia B300, B200, B100 รวมถึง AMD MI300X และ H100/H800 มีประสิทธิภาพสูงกว่าชิปจีนอย่างชัดเจน ขณะที่ชิปจีน อย่าง Ascend 910C, 910B และ BW1000 (DCU3) ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า แม้จีนจะพยายามพัฒนาชิปของตัวเอง แต่ช่องว่างด้าน Performance ต่อการใช้งาน AI ระดับสูงยังไม่สามารถปิดได้ในระยะสั้น

นอกจากนี้ FDPR ยังไม่ได้กีดกันแค่เฉพาะเรื่องชิป แต่ยังรวมไปถึงเทคโนโลยีที่ใช้ผลิตชิปด้วย จากผลกระทบนี้ ชี้ให้เห็นว่ารายได้ของ ASML บริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตชิปรายใหญ่ของจีนมีรายได้ลดลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2024 ซึ่งหมายความว่าจีนได้ถูกตัดท่อน้ำเลี้ยงในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่แค่สินค้าเฉพาะตัว

ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลจีนจะพยายามผลักดันการพึ่งพาตัวเองอย่างจริงจัง แต่ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดชิปในจีนปี 2024 ระบุว่า Nvidia ยังครองสัดส่วนสูงถึง 70% ขณะที่ Huawei มี 24% และผู้เล่นจีนรายอื่นอย่าง Baidu, Iluvatar, Cambricon มีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมและบริษัทเทคโนโลยีจีนยังเลือกใช้ชิปสหรัฐฯ เพราะคุ้มค่าและพร้อมใช้งานจริงมากกว่า

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนชิปสหรัฐฯ ในตลาดจีนลดลงจาก 70% ในปี 2024 เหลือ 58% ในปี 2025 ซึ่งแปลว่าจีนเริ่มทดแทนด้วยชิปในประเทศมากขึ้น แต่ตัวเลข 58% ก็ยังถือว่าสูงมาก และสะท้อนว่าการหลุดพ้นจากเทคโนโลยีสหรัฐฯ ตอนนี้ยังไม่เกิดขึ้นจริงในเชิงโครงสร้าง



ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ