ปี 67 ตลาดคริปโตฯ ขาขึ้น Bitcoin มีโอกาสทำนิวไฮ แต่อะไรคือปัจจัยหนุน และความเสี่ยงที่ต้องระวัง?

Tech & Innovation

Digital Assets

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ปี 67 ตลาดคริปโตฯ ขาขึ้น Bitcoin มีโอกาสทำนิวไฮ แต่อะไรคือปัจจัยหนุน และความเสี่ยงที่ต้องระวัง?

Date Time: 22 ม.ค. 2567 10:42 น.

Video

ต้นทุนพุ่ง! นำเข้าสินค้าออนไลน์ เตรียมรับมือ ภาษีนำเข้า 1 บาท (ม.ค. 69)  | Thairath Money Night Stand EP.25

Summary

Merkle Capital มอง Spot Bitcoin ETH ดึงเม็ดเงินไหลเข้ามาในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี เพิ่มดีมานด์การลงทุนบิตคอยน์ในระยะยาว มีความเป็นไปได้ที่บิตคอยน์ทำ New High ในปีนี้

Latest


นายพีระสิทธิ์ จิวะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด เปิดเผยกับ Thairath Money ถึงแนวโน้มของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในปีนี้ว่า ถือเป็นปีที่มีความสดใส จากปัจจัยบวก 2 ประเด็นด้วยกัน 

1) การอนุมัติการจัดตั้งกองทุนรวม Spot Bitcoin ETF และอนุญาตให้เป็นหลักทรัพย์ที่ซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการ จาก SEC หน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา (ก.ล.ต สหรัฐฯ) เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567

ซึ่งมีผลให้กองทุนรวมที่จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์จำนวน 11 ราย ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งกองทุนรวม Spot Bitcoin ETF เพื่อเสนอขายต่อนักลงทุน ทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนในบิตคอยน์ (BTC) และถือครองได้ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า ETF (Exchange Traded Fund) ซึ่งเป็นตราสารทางการเงินชนิดหนึ่งในลักษณะกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เช่น ดัชนีหุ้นทั้งในและต่างประเทศ ดัชนีตราสารหนี้ และทองคำ ที่จะเอาเงินจากผู้ถือหน่วยลงทุนไปลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆ  

หลังการพิจารณาที่รอคอยกันมายาวนาน การอนุมัติ Spot Bitcoin ETH ของ ก.ล.ต.สหรัฐฯ จะทำให้ดีมานด์ของคริปโตเคอร์เรนซี โดยเฉพาะบิตคอยน์ (BTC) เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากพิจารณาจากราคาในเดือนพฤศจิกายน 66 ราคาบิตคอยน์อยู่ที่ 26,000 ดอลลาร์สหรัฐ และในวันที่ 10 มกราคม 67 หลังจากประกาศอนุมัติ ราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้นอยู่ที่ 48,000 ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจจากตลาดอย่างมีนัยสำคัญ 

ทั้งนี้ การเพิ่มสัดส่วนบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์หนึ่งในพอร์ตการลงทุนที่มากขึ้นโดยผู้เสนอขาย ส่งผลต่อเนื่องไปยังการเปลี่ยนแปลงของประเภทผู้ลงทุนที่ ‘ผู้ลงทุนสถาบัน’ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดบิตคอยน์ และทำให้บิตคอยน์เป็น Asset Class ที่ของการลงทุนทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลเหรียญคริปโตฯ อื่นๆ ที่จะมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นด้วยเช่นกัน 

2) เหตุการณ์ Bitcoin Halving ครั้งที่ 4 ในเดือนเมษายน การลดจำนวนรางวัลบล็อกจากการขุดลงครึ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นทุกๆ 4 ปี นับตั้งแต่ปีที่กำเนิดบิตคอยน์ในปี 2008 ซึ่งจะลดลงจาก 6.25 เหรียญในปี 2563 เหลือ 3.125 เหรียญในปี 2567 ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลต่อการจำกัดปริมาณ (Supply) ของบิตคอยน์ ณ ปัจจุบัน บวกกับการเพิ่มขึ้นของความต้องการลงทุน (Demand) ในตลาดจากผู้ลงทุนสถาบัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาของบิตคอยน์เพิ่มสูงขึ้น

นายพีระสิทธิ์ กล่าวว่า การที่ผู้ลงทุนสถาบันเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอขายหลักทรัพย์สู่ท้องตลาดถือเป็นเรื่องดีสำหรับสินทรัพย์นั้นๆ ในระยะยาว ที่จะมีแนวโน้มของมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น  

โดยหากเปรียบเทียบกับสินทรัพย์อื่น อาทิ กองทุนรวมทองคำ Gold ETF ที่เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2547 ในสหรัฐอเมริกา ขณะนั้นราคาทองคำอยู่ที่ 400 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปัจจุบันในปี 2567 ราคาทองคำอยู่ที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ และหากพิจารณาถึงมูลค่าโดยรวมตลาดทองคำทั้งโลก พบว่ามีอัตราการเติบโตถึง 13 เท่า โดยในปี 2547 อยู่ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ 13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ 

โอกาสที่ราคาของบิตคอยน์จะทำ New High 

ทั้งนี้ ยังมีการคาดการณ์จากกูรูทั่วโลกถึงความเป็นไปได้ที่จะทำนิวไฮในปีนี้ สืบเนื่องจากเม็ดเงินที่จะไหลเข้าตลาดหลักๆ จากผู้ลงทุนสถาบันที่ได้รับการอนุมัติ Spot Bitcoin ETF ทั้ง 11 ราย รวมทั้งสิ้นประมาณ 23 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหนึ่งในกองทุนที่ได้รับการอนุมัติอย่าง BlackRock คือ บริษัทจัดการหลักทรัพย์กองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ประมาณ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ธนาคาร Standard Chartered ที่ได้ทำราคาเป้าหมายไว้ที่ 50,000-100,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกองทุน ARK ที่มีการคาดการณ์ราคาบิตคอยน์ภายใน 6 ปีไว้ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นแตะ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากตลาดมีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาขึ้น หรือหากตลาดมีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาลง ราคาจะอยู่ที่ 3.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ 

ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงต่อสินทรัพย์ดิจิทัลที่นักลงทุนทั่วไปต้องพิจาณาหลัก มีอยู่  2 ประการ ได้แก่ 

1) กฎเกณฑ์กำกับดูแลสินทรัพย์ใหม่ อันดับแรก นักลงทุนต้องเผชิญกับความเสี่ยงกับการถูกหลอกลวง เพราะกฎระเบียบจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลยังไม่ชัดเจนสมบูรณ์มากพอ หรือกระบวนการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องในระดับสากลยังไม่ครบถ้วน ทำให้ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนได้ อย่างไรก็ดี เมื่อกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับใดๆ ผ่านการอนุมัติที่มีความชัดเจนต่อแนวการลงทุนมากขึ้น ก็อาจส่งผลให้เกิดภาพลบต่อสินทรัพย์ดิจิทัลที่ส่งผลต่อมูลค่าเช่นเดียวกัน  

2) ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ นอกเหนือจากภาวะเงินเฟ้อและการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงจากสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ทั่วโลก รวมถึงคริปโตเคอร์เรนซีด้วย

ด้านปัจจัยของตัวเลขเศรษฐกิจ การพิจารณาช่วงเวลาของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ FED ที่จะส่งผลต่อความคาดหวังของผู้ลงทุน หากการปรับลดดอกเบี้ยเกิดขึ้นช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ ก็อาจส่งผลต่อราคาของสินทรัพย์เสี่ยงจะปรับลดลงตาม 

สำหรับแนวทางในการลงทุน นายพีระสิทธิ์ ระบุ ผู้ลงทุนต้องศึกษาและติดตามข้อมูลข่าวสารเศรษฐกิจในระดับโลกมากยิ่งขึ้น เพราะผู้ลงทุนสถาบันจะมีแนวการลงทุนที่พิจาราณาจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค ที่คล้ายกับการบริหารกองทุนหุ้นหรือตราสารหนี้ ซึ่งจะแตกต่างกับผู้ลงทุนรายย่อยที่มีแนวทางการซื้อขายที่พิจารณาตาม Market sentiment

ยกตัวอย่าง การปรับลดอัตราเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ช่วงเวลาที่จะประกาศยกเลิกแผน QT การติดตามภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และการคาดการณ์เลือกตั้งครั้งต่อไปของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อตลาดการเงินการลงทุน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีแนวโน้มส่งผลต่อราคาบิตคอยน์และตลาดคริปโตฯ มากยิ่งขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน    


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ