
อดีตผู้บริหารกองทุน KXVC หลอกลวงนักลงทุนด้วยดีล Token Allocation ปลอม
หลายวันที่ผ่านมา เว็บไซต์ต่างประเทศ Scamurai เปิดโปงกรณีอื้อฉาวที่สั่นสะเทือนวงการ Web3 ของไทย เมื่ออดีตผู้บริหารระดับสูงของกองทุน KXVC ซึ่งเป็นกองทุน Web3 และ AI มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3,200 ล้านบาท ถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงนักลงทุนด้วยดีล Token Allocation ปลอม ก่อนหายตัวไปพร้อมเงินของเหยื่อ
หลังจากนั้นกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหูบนสื่อสังคมออนไลน์ จนมีผู้เสียหายหลายรายต่างออกมาเผยเรื่องราวของตน โดยผู้เสียหายล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มีหน้ามีตาในสังคม นักธุรกิจ นักลงทุน รวมถึงผู้พัฒนาโปรเจ็กต์ Web3 ที่มีความรู้ความเข้าใจในด้านการเงินการลงทุน ทั้งในรูปแบบดั้งเดิมและการลงทุนอนาคตเป็นอย่างดี
แต่เรื่องราวที่เผยแพร่ออกไป รวมถึงสิ่งที่ผู้สื่อข่าว Thairath Money ได้พูดคุยกับผู้เสียหายหลายรายโดยตรง รวมถึงอดีตพนักงานองค์กรที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ต้องสงสัย พบว่า จอม เริ่มปฏิบัติการนี้ตั้งแต่ปี 2565 ที่ตัวเขาเองนั้นเริ่มต้นเข้าสู่โลก Web3 เต็มตัว ในฐานะผู้บริหารกองทุน ที่สามารถเข้าถึงแหล่งดีลระดับ exclusive และความเสียหาย ณ ปัจจุบันตามที่แหล่งข่าวคาดการณ์ราว 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,000 ล้านบาท ครอบคลุมผู้เสียหายในอีกหลายประเทศทั่วโลก
"เงินหลักร้อยล้าน ด้วยความสามารถ ตำแหน่ง และสถานะที่ยืนอยู่ในอุตสาหกรรม ถ้าเขาทำมาหากินด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ยังไงก็หาจากความสุจริต ไม่มีใครคิดหรอกว่าคนระดับนั้นจะยอมแลกชื่อเสียงของตัวเองกับอะไรแบบนี้"
นี่คือสิ่งที่ผู้เสียหายส่วนใหญ่บอกกับ Thairath Money เมื่อพูดถึง กัมปนาท วิมลโนท หรือที่คนในวงการรู้จักกันในชื่อ "จอม"
ในโลก Startup และ Venture Capital (VC) ของไทย อดีตผู้บริหารวัย 37 ปีรายนี้ไม่ใช่คนหน้าใหม่ ตามข้อมูลบน LinkedIn เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการเงิน สาขาการวิเคราะห์การลงทุน จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในสหราชอาณาจักร ด้วย GPA 4.00 ก่อนที่จะเข้าวงการการลงทุนในฐานะนักวิเคราะห์การเงิน (Investment Banking Analyst) กับแบงก์ดังในไทย และสั่งสมประสบการณ์ในแวดวงการเงินการลงทุนมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ซึ่งรวมไปถึงการทำงานกับบริษัทที่ปรึกษาและตรวจสอบบัญชีชั้นนำระดับโลก (Big 4) ด้วยเช่นกัน
หลังจากนั้นก็ได้เข้าสู่แวดวง VC ในฐานะนักวิเคราะห์การลงทุน ให้กับ Venture Builder แห่งหนึ่งที่โฟกัสในการค้นหาธุรกิจใหม่และลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ ตลอดจนให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์แก่ธุรกิจที่บริษัทได้ลงทุน ต่อมาก็ได้เป็นหนึ่งใน Founding Member ก่อตั้งสตาร์ทอัพบริการขนส่งสินค้าและเป็นผู้ขยายไปเปิดให้บริการในจาการ์ตา อินโดนีเซีย
ต่อมาเขาก็ได้สร้างชื่อเสียงด้านการลงทุนต่อ ผ่านการเข้าร่วมงานกับ Assend ในฐานะหัวหน้าฝ่ายการลงทุน Venture Capital จนกระทั่งปี 2560 เขาได้เข้าร่วมกับ Krungsri Finnovate เป็นผู้บริหารระดับสูงที่ดูแลภาพรวมกลยุทธ์การลงทุนทั้งหมดขององค์กร (Head of Investment) และ Strategic Partnership และขึ้นเป็นกรรมการบริหาร (Executive Directors) ในระยะเวลาต่อมา
หลังจากนั้นในช่วงกลางปี 2565 เขาได้เข้าร่วมงานกับ KX ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุน ก่อนที่ทางบริษัทจะมีการสปินออฟ KXVC ออกมา ในปี 2566 และเขาก็มานั่งตำแหน่ง Managing Director ซึ่งเป็นกองทุน Web3 และ AI ที่มีมูลค่ากองทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้คนมักเห็นเขาให้สัมภาษณ์สื่อ ขึ้นเป็นสปีกเกอร์ในงาน Tech Conference ดังทั้งในไทยและต่างประเทศ ภาพที่ปรากฏสู่สาธารณะคือนักลงทุนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญ น่าเชื่อถือ และอยู่ในวงในของอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
แน่นอนว่าด้วยตำแหน่งที่ใหญ่โต ประกอบกับชื่อเสียงขององค์กรที่หนุนหลัง ทำให้จอมได้รับการยอมรับเป็นบุคคลที่มีเครดิตและความน่าเชื่อถือสูงมากในสายตาของนักลงทุนระดับนานาชาติและคนในวงการบล็อกเชน...
ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในโลก Web3 คงสงสัยว่าทำไมนักลงทุนที่มีประสบการณ์ มีเงิน และดูไม่น่าตกหลุมพรางใครง่ายๆ จึงยอมโอนเงินจำนวนมหาศาลให้กับคนเพียงคนเดียว โดยไม่มีหลักประกันใดๆ
คำตอบจึงอยู่ที่ธรรมชาติของการลงทุนในโลกคริปโตฯ ซึ่งจอมเลือกนำมาใช้เป็นเครื่องมือนั่นเอง...
แหล่งข่าววงการบล็อกเชนรายหนึ่ง อธิบายว่า ในโลกคริปโตฯ โปรเจกต์ที่ยังไม่ได้เปิดตัวเหรียญ (Token) มักจะขายโควต้าการลงทุนในรอบต้นน้ำให้กับนักลงทุนที่คัดสรรมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Seed Round, Private Round หรือ KOL Round ผู้ที่ได้โควต้าเหล่านี้จะสามารถซื้อเหรียญในราคาที่ถูกกว่าตลาดหลายเท่าตัว ตัวอย่างเช่น ลงทุนที่ราคา 0.03 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาตลาดเมื่อเหรียญเปิดตัวอาจพุ่งสูงไปถึง 3 ดอลลาร์ หรือได้กำไรสูงถึง 100 เท่า
แน่นอนว่ามีเงื่อนไขแลกเปลี่ยน นั่นคือเหรียญจะถูกล็อกไว้ (Lock-up Period) นานหนึ่งถึงสี่ปี ก่อนจะค่อยๆ ปลดล็อกแจกจ่ายเมื่อถึงวัน Token Generation Event (TGE) หรือวันเปิดตัวเหรียญอย่างเป็นทางการ นั่นหมายความว่าเมื่อลงทุนไปแล้ว นักลงทุนต้องรอนานเป็นปีกว่าจะรู้ว่าดีลนั้นได้ผลหรือเปล่า และนี่คือช่องว่างที่จอมชักชวนลงทุนได้ง่ายๆ
โควต้าเหล่านี้ไม่ได้หาได้ทั่วไป แต่วนเวียนอยู่ในกลุ่มคนวงแคบๆ ผ่านทาง Telegram ส่วนตัว กลุ่มปิด และเครือข่ายนักลงทุนที่รู้จักกัน ใครที่นั่งอยู่ตรงกลางของระบบนิเวศนี้ได้คือ "คนวงใน" ที่ทุกคนอยากรู้จัก และอยากได้รับการชักชวนจากเขา
และ จอมรู้ดีว่าตนเองคือคนแบบนั้นในสายตาของคนรอบข้าง และเขาใช้มันอย่างเต็มที่ ในฐานะ ผู้บริหาร Venture Capital ระดับพันล้านบาท ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าหากจะสามารถมีโควต้า Private Allocation
“ต้องบอกว่าจอมไม่ใช่คนโง่” นักลงทุนรายใหญ่ในแวดวง Web3 กล่าวกับ Thairath Money หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เคสนี้แตกต่างจากเคสทั่วๆ ไป คือ จอมเลือกเหยื่อแต่ละรายอย่างมีกลยุทธ์ แหล่งข่าวหลายรายให้ข้อมูลตรงกันว่า เขาเป็นคนฉลาด มีวาทศิลป์ดี และรู้งานว่าต้องคุยกับใครอย่างไร ใครสนใจอะไร และควรนำเสนออะไร นี่คงฟังดูเป็น Soft Skill ที่ยอดเยี่ยมมาก หากใช้อย่างสุจริต
จากการพูดคุยกับแหล่งข่าว Thairath Money จะแบ่งกลุ่มผู้เสียหาย ที่เป็นเป้าหมายของจอม อย่างน้อย 3 กลุ่ม
เหยื่อกลุ่มแรกคือนักลงทุนและผู้ประกอบการที่อยู่ในแวดวง Blockchain และ Crypto อยู่แล้ว กลุ่มนี้รู้จักจอมในฐานะผู้มีชื่อเสียงในวงการฟินเทคมานาน บางรายเริ่มรู้จักกันจากการทำงานร่วมกัน เช่น การช่วยตรวจสอบข้อมูลเชิงเทคนิค (Technical Support) และประเมินโปรเจกต์ต่างๆ ความสัมพันธ์พัฒนาจากพันธมิตรทางธุรกิจมาสู่ความไว้วางใจส่วนตัว ก่อนที่จอมจะทาบทามเพื่อชวนลงทุน
คนกลุ่มนี้เข้าใจโลก Web3 เป็นอย่างดี รู้จักโปรเจกต์ที่จอมนำมาเสนอ และนั่นคือสาเหตุที่พวกเขายิ่งเชื่อ เพราะทุกอย่างดูสมเหตุสมผลในบริบทที่พวกเขารู้จักกันดี
จากที่พูดคุยกับแหล่งข่าว เป็นที่น่าสังเกตว่า จอมเลือกโปรเจกต์ที่เสนอให้เหยื่อแต่ละรายอย่างมีเป้าหมาย
ผู้เสียหายรายหนึ่งเล่าว่า ตนและจอมได้รู้จักกันโดยบังเอิญที่งานอีเวนท์สตาร์ทอัพแห่งหนึ่งในต่างประเทศ เมื่อปี 2565 ตอนนั้นเขาได้ย้ายมาทำงานที่ KX เรียบร้อยแล้ว ความเข้าใจนี้เกิดจากนามบัตรที่เขายื่นให้ และการพูดคุยแนะนำตัวต่อกัน หลังจากนั้นจอมรู้ดีว่าตนสนใจโปรเจกต์ Layer 1 Blockchain ในปีเดียวกันนั้นจอมก็ได้นำโปรเจกต์ที่น่าสนใจมานำเสนอ ให้รูปแบบ Private Allocation โดยตอนนำเสนอกับเขานั้นเป็น Pitch Desk ที่ทางผู้ก่อตั้งโปรเจกต์ดังกล่าว เสนอให้กับทาง KX โดยเฉพาะ
หลังจากนั้นเขาได้โอนเงินในรูปแบบ USTD ให้กับจอมไปกว่า 30,000 เหรียญ รวมถึงได้ส่ง Wallet Address ให้ เพื่อที่จอมจะได้โอนโทเคนให้เขาเมื่อถึงเวลาที่ทางโปรเจ็กต์ปลดล็อก
เมื่อคนในวงการ Web3 เริ่มจับโป๊ะได้และทวงเงินคืน จอมเบนเข็มไปยังกลุ่มใหม่ที่มีเงินแต่รู้จัก Crypto น้อยกว่า นั่นคือนักลงทุนในโลก Web2 และผู้มีเครือข่ายธุรกิจแบบดั้งเดิม จอมใช้ความรู้เกี่ยวกับ background ของคนรอบข้างอย่างเป็นระบบ
จอมศึกษา background ของคนรอบข้างอย่างละเอียด โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมงานกับจอม และเป็นอดีตพนักงาน KX เล่ากับ Thairath Money ว่า เขามีเครือข่ายครอบครัวที่เชื่อมต่อกับผู้ประกอบการและนักลงทุนระดับแนวหน้าในวงการ Startup ไทย จอมจึงใช้คอนเนกชันนี้เป็นประตูเปิดเข้าไปหาผู้มีเงินในวงการธุรกิจได้อีกกลุ่ม ด้วยการขอร่วมกลุ่มด้วยเมื่อมีนัดรับประทานอาหารหรือพบปะสังสรรค์ ซึ่งเขาก็ไม่รู้มาก่อนว่า จอมจะใช้วิธีการแบบนี้ไปชักชวนคนรู้จักของเขามาลงทุนด้วยเช่นกัน
กลุ่มสุดท้ายที่น่าเศร้าที่สุดคือคนใกล้ชิดในชีวิตประจำวัน ทั้งเพื่อนร่วมงาน และคนที่เชื่อใจเขาในระดับส่วนตัว อดีตเพื่อนร่วมงานของจอมที่ Thairath Money พูดคุยด้วย ก็ตกเป็นเหยื่อ จากการที่จอมขอยืมเงินในช่วงเดือนเมษายน ปี 2568 ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าป่วยอยู่โรงพยาบาล สัญญาว่าจะคืนในเดือนสิงหาคม แต่สุดท้ายก็เชิดเงินหนีไป
นอกจากนี้ ยังมีพนักงานในบริษัทที่โดนหลอกไปอีกหลายล้านบาทในลักษณะการชวนลงทุนใน Private Allocation
จากการพูดคุยกับผู้เสียหายหลายรายและการรวบรวมเอกสารหลักฐาน Thairath Money พบว่าจอมใช้กลวิธีที่สร้างขึ้นเป็นขั้นตอน และมักจะมีรูปแบบเดียวกัน ในการเข้าหาเหยื่อ
จอมจะนำเสนอโปรเจกต์ Startup ที่ทาง KXVC กำลังจะลงทุนจริงๆ มาเสนอให้เหยื่อ โดยอ้างว่าตนเองได้รับ Private Allocation ในราคาพรีเซล ซึ่งปกติแล้วนักลงทุนรายย่อยทั่วไปเข้าถึงได้ยากมาก ต้องเป็นระดับสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่ในวงการเท่านั้น
ผู้เสียหายหลายรายเล่าตรงกันว่า จอมมักจะอ้างถึงโควต้าพิเศษที่ได้จากการคุยกับ Founder โดยตรง หรืออ้างว่า "โปรเจกต์นี้ KXVC กำลังเล็งจะลงทุนอยู่" ทำให้เหยื่อเชื่อมั่นว่านี่คือดีลวงในระดับสถาบันที่หาไม่ได้จากที่ไหน และโปรเจกต์ที่จอมมานำเสนอนั้นมักเป็นชื่อที่รู้จักกันดีในวงการ
จอมจะนำ Pitch Deck และเอกสารประกอบของโปรเจกต์จริงที่ทาง KXVC ได้รับมา มาใช้นำเสนอให้เหยื่อดู เอกสารเหล่านี้มีความน่าเชื่อถือสูงมากเพราะดูเป็นของจริง ทำให้เหยื่อไม่มีเหตุผลที่จะสงสัย
เมื่อเหยื่อสนใจและตกลงลงทุน ผู้เสียหายอ้างว่า จอมจะนำสัญญา SAFT (Simple Agreement for Future Tokens) ที่ทำขึ้นสำหรับ KXVC โดยเฉพาะ มาแก้ไขด้วยการใส่ชื่อตัวเองลงไปแทน พร้อมแนบสำเนาพาสปอร์ต สร้างภาพว่านี่คือสัญญาการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย 100%
แต่เมื่อสืบทราบภายหลัง เอกสารเหล่านั้นล้วนเป็นสัญญาของจริงที่ถูกปลอมแปลง ผู้เสียหายรายหนึ่ง เล่าว่า ตนต้องทวงถามจอมหลายรอบกว่าจะได้รับสัญญา และเมื่อสัญญามาถึงก็ยังทำแบบลวกๆ ไม่ละเอียด ขนาดอีเมลของตัวเองที่ระบุในสัญญายังสะกดผิดเป็น @gmailkl.com
เพื่อให้แยบยลมากที่สุด คือ การควบคุมข้อมูล โดยผู้เสียหายหลายรายอ้างตรงกันว่า จอมจะกำชับอย่างหนักว่า "ห้ามนำเอกสารไปให้คนอื่นดู" และ "ห้ามนำเรื่องนี้ไปถามเจ้าของโปรเจกต์เด็ดขาด" โดยอ้างว่าเป็นความลับทางธุรกิจระหว่างเขากับโปรเจกต์ ซึ่งในโลก VC การรักษาความลับของดีลเป็นเรื่องปกติ เหยื่อจึงยอมรับเงื่อนไขนี้โดยไม่ตั้งคำถาม
แต่ภายหลัง ก็มีผู้เสียหายบางราย ซึ่งมีรู้จักกับเจ้าของโปรเจ็กต์ได้นำไป cross check ผลลัพธ์ปรากฎว่า ดีลนั้นไม่มีอยู่จริง
จอมไม่ได้เข้าหาเพื่อชวนลงทุนก้อนใหญ่ตั้งแต่แรก แต่ใช้จิตวิทยาผ่านการส่งข้อความส่วนตัวกับคนใกล้ชิดว่า "พอดีมีดีลส่วนตัว แต่เงินขาดอยู่ประมาณ 3,000-5,000 ดอลลาร์ ช่วยเติมให้หน่อยได้ไหม" ด้วยความเกรงใจในฐานะคู่ค้าหรือเพื่อนร่วมงาน เหยื่อยอมโอนเงินโดยไม่ทันระวังว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ความสูญเสียที่ใหญ่กว่ามาก โดยผู้เสียหายรายหนึ่งเล่าให้ Thairath Money ฟังว่า ตนลงทุนไปกว่า 15 โปรเจกต์ รวมมูลค่าความเสียหายส่วนตัวราว 5 ล้านบาท ให้ไปทีละเล็กน้อยมานานเป็นปี เริ่มตั้งแต่ปี 2566
นอกจากวิธีดังกล่าวแล้ว ถ้าหากเหยื่อไม่ให้เงินจอมแล้ว ก็จะมีวิธีการใหม่อย่าง การขอเรียกเก็บค่าธรรมเนียมยิบย่อยหลังลงทุน ผู้เสียหายรายหนึ่ง ซึ่งได้ลงทุนกับจอมในชวงเดือนเมษายน 2568 เล่าว่า ตนได้ลงทุนกับจอมไป 3 โปรเจกต์ โปรเจกต์ละประมาณ 30,000 เหรียญโดยประมาณ เมื่อมาเสนอโปรเจกต์อีกภายหลัง ตนไม่สนใจ
จอมก็จะเรียกเก็บเงินเพิ่มอีกเป็นหลักพันดอลลาร์ โดยอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น ค่าประกันเหรียญ ค่าที่ปรึกษา หรือค่ารักษาสิทธิ์ในโควต้า
ซึ่งผู้เสียหายก็ยอมจ่ายเพิ่มเพราะกลัวเสียสิทธิ์ในการลงทุนที่ผ่านมา และเริ่มปฏิเสธการจ่ายเพิ่ม จอมจะเปลี่ยนรูปแบบเป็นการขอยืมเงินโดยตรง โดยอ้างว่าจะนำไปซื้อเหรียญและจะคืนให้ภายในวันรุ่งขึ้น
หนึ่งในกลวิธีที่ร้ายแรงที่สุดคือการเสนอไอเดียตั้งกองทุนใหม่แบบ Parallel Fund โดยจอมอ้างกับเหยื่อว่าได้รับอนุญาตจากผู้บริหารระดับสูงแล้ว
กองทุนนี้จะระดมทุนจากบุคคลทั่วไปหรือ High Net Worth Individual เพื่อนำไปลงทุนล้อตามกองทุนหลัก หรือบางครั้งก็บอกว่า ต้นสังกัดกำลังจะออกกองทุนใหม่ ผู้เสียหายบางรายเล่าว่า จอมจูงใจด้วยการเสนอไม่คิดค่าบริหารจัดการ (Management Fee) แต่จะไปเก็บจากผลกำไร (Performance Fee) แทนก็มี
Thairath Money พูดคุยกับผู้เสียหายหลายราย โดยระบุถึงความผิดปกติที่เริ่มปรากฏชัดในช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องต้นปี 2568 เมื่อโปรเจกต์ต่างๆ เริ่มถึงกำหนด Token Generation Event (TGE) หรือพูดง่ายๆว่า นี่คือ วันที่นักลงทุนควรได้รับเหรียญที่รอมานาน
โดยมีบางโปรเจกต์ที่นักลงทุนในตลาดทั่วไปได้รับเหรียญตามปกติ แต่ใครก็ตามที่ลงทุนผ่านดีลของจอมกลับไม่ได้รับอะไรเลย เมื่อถูกทวงถาม จอมมักบ่ายเบี่ยงว่าโปรเจกต์ยังไม่ปลดล็อก หรือมีการเปลี่ยนเงื่อนไข
ผู้เสียหายบางรายที่เริ่มสงสัยตัดสินใจนำสัญญาไปถาม Founder ของโปรเจกต์โดยตรง คำตอบที่ได้ คือ โปรเจกต์นั้นๆ ไม่ได้ให้โควต้าจอมเป็นการส่วนตัว หรือบางรายไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำ
ผู้เสียหายรายหนึ่งเล่าว่า เมื่อถูกไล่ต้อนจนมุม ข้ออ้างสุดท้ายที่จอมใช้ตอบผู้เสียหายทุกคนคือ “ผมก็โดนโกงมาเหมือนกัน"
กรณีที่เจ็บปวดที่สุดกรณีหนึ่งคือของผู้เสียหายรายหนึ่งที่ลงทุนในโปรเจกต์หนึ่ง ตั้งแต่ปี 2565 ในราคาประมาณ 5 เซนต์ต่อเหรียญ หากจอมนำเงินไปลงทุนจริงตามที่อ้าง เมื่อราคาเหรียญพุ่งขึ้นเกือบ 100 เท่าไปแตะที่ราว 5 ดอลลาร์ ผู้เสียหายรายนี้ควรได้รับเงินคืนสูงถึง 50 ล้านบาท แต่ไม่มีเหรียญใดถูกส่งมาให้แม้แต่เหรียญเดียว
ผู้เสียหายรายนี้ติดต่อจอมได้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2568 หลังจากนั้นจอมก็ขาดการติดต่อโดยสิ้นเชิง สอดคล้องกับแหล่งข่าวอีกรายที่ระบุว่าแชทสุดท้ายที่จอมส่งถึงผู้เสียหายคือวันที่ 30 ตุลาคม 2568 โดยเนื้อหาเป็นเพียงคำขอโทษ แต่ไม่ยอมรับว่าตนเองหลอกลวง หลังจากนั้นก็หายไปไม่กลับมาอีก
จากการประมาณการณ์ของแหล่งข่าววงการคริปโตฯ และเป็นหนึ่งในผู้เสียหาย บอกกับ Thairath Money ว่า มูลค่าความเสียหายเฉพาะเงินต้นประเมินไว้ที่ราว 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยยังไม่รวมมูลค่าของเหรียญคริปโตฯ ที่เหยื่อควรได้รับหากดีลเป็นของจริง ซึ่งอาจสูงกว่านั้นอีกมาก มีผู้เสียหายรวมมากกว่า 50 ราย ทั้งในวงการ Web2 และ Web3 กระจายอยู่ทั้งในไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอิสราเอล และมีบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการได้รับผลกระทบด้วย โดยมูลค่าที่แต่ละรายสูญเสียไปนั้นต่างกันมาก ตั้งแต่หลักหมื่นบาทไปจนถึงหลักล้านดอลลาร์สหรัฐต่อราย
แหล่งข่าวรายหนึ่งวิเคราะห์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Thairath Money ว่า รูปแบบที่จอมใช้ในช่วงหลังเข้าข่าย Ponzi-style Operation อย่างชัดเจน อธิบายคือ ในช่วงแรก จอมหลอกคนในแวดวง Web3 ด้วยกันก่อน เมื่อคนกลุ่มนี้จับได้ว่าโดนโกงและเริ่มทวงถามเงินคืน จอมจะเบนเข็มไปหาเหยื่อกลุ่มใหม่ เช่น นักลงทุนฝั่ง Web2 เพื่อหลอกเอาเงินมาคืนกลุ่มเก่า เป็นการหมุนเงินไปเรื่อยๆ
เมื่อเครือข่ายในไทยเริ่มรู้เรื่อง และทำให้จอมเริ่มทำงานยากขึ้น จอมจึงขยายเครือข่ายเหยื่อไปต่างประเทศ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติบางรายสูญเงินไปกว่า 500,000 -1,000,000 ดอลลาร์ นี่เป็นข้อมูลจากที่แหล่งข่าวหลายรายกล่าวอ้าง
จากประวัติของจอม ที่การันตีความน่าเชื่อถือในวงการการเงิน และเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดีนั้น ทำให้หลายคนสงสัยว่า เขาโกงเงินคนอื่นมากมายขนาดนี้ไปทำไม แหล่งข่าวรายหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสียหาย เคยติดต่อขอพบจอมแบบต่อหน้า เพื่อตามหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องเงินลงทุนของตน แหล่งข่าวอ้างว่า จอม "ติดพนัน Futures จนพอร์ตแตก" โดยนำเงินของเหยื่อไปเดิมพันในตลาดที่มีความเสี่ยงสูงสุด ซึ่ง Thairath Money ไม่สามารถยืนยันข้อมูลนี้ได้
นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายรายหนึ่ง วิเคราะห์ว่า จอมอาจไม่ได้ตั้งใจสร้างแชร์ลูกโซ่เพื่อหลอกลวงตั้งแต่แรก แต่น่าจะนำเงินของเหยื่อไปเล่นเทรด Futures แบบ Leverage แล้วเกิดอาการพอร์ตแตก จึงต้องหาเงินมาหมุนและโกงคนอื่นต่อเรื่อยๆ หลักฐานที่ชี้ไปในทิศทางนี้คือจอมมักทักมาปรึกษาตนเรื่องทิศทางตลาดและถามถึงการทำ Revenge Trading หรือการเทรดเพื่อดึงทุนที่เสียไปคืน
แหล่งข่าวอีกรายวิเคราะห์ว่า รูปแบบที่จอมเล่นคือ "เกม 0 กับ 1" หากเขาลงทุนสำเร็จและได้กำไรมหาศาล เขาก็จะมีเงินมาคืนทุกคนและทุกคนก็จะแฮปปี้ต่อไป แต่เมื่อผลลัพธ์คือ 0 ระบบที่เขาสร้างไว้ทั้งหมดก็พังทลาย
อย่างไรก็ตามในแง่ของกระบวนการยุติธรรม ผู้เสียหายหลายรายได้ดำเนินการแจ้งความ จนตำรวจส่งหมายเรียกถึงสองครั้ง และออกหมายจับในที่สุด อย่างไรก็ตาม จอมได้หลบหนีออกนอกประเทศผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองไปก่อนเพียง 1 วัน ก่อนที่ตำรวจจะออกหมายเรียก
มีการสันนิษฐานว่าเขาเดินทางออกไปยังประเทศญี่ปุ่น และมีแนวโน้มว่าอาจเดินทางต่อไปยังสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้อ้างว่าพบเห็นเขาเดินอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตเอเชียในลอสแอนเจลิส ซึ่งข้อมูลนี้ผู้สื่อข่าวยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ขณะที่กลุ่มผู้เสียหายได้แยกย้ายกันดำเนินการฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและอาญา
นอกจากนี้ผู้เสียหายทุกรายที่ Thairath Money ติดต่อพูดคุยด้วย ตั้งคำถามถึงความโปร่งขององค์กรต้นสังกัด
แหล่งข่าวรายหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตเพื่อนร่วมงานของจอม เล่าว่า จอมมีปัญหาสุขภาพจึงต้องลาออก ซึ่งภายหลังมาทราบว่า มีคนได้ติดต่อบริษัทเรื่องพฤติกรรมของจอมมาตั้งแต่ต้นปี 2568
แต่ไทม์ไลน์การดำเนินการขององค์กร ที่สามารถตรวจสอบได้ตามสาธารณะ เป็นดังนี้
- 31 มีนาคม 2568 จอมลาออก โดยมีพนักงานในทีมได้รับแจ้งว่าเขา "มีปัญหาด้านสุขภาพ"
-2 เมษายน 2568 ใน LinkedIn ของทาง KX มีการออกประกาศแต่งตั้งผู้บริหารใหม่ และมีผลอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2568
-21 พฤศจิกายน 2568 KXVC ประกาศบนหน้าเว็บไซต์ว่าจอมพ้นสภาพพนักงานแล้ว โดยมีผลตั้งแต่ 31 มีนาคม 2568
-และ ธันวาคม 2568 KXVC ประกาศเตือนมีบุคคลแอบอ้างชื่อกองทุนเพื่อชักชวนนักลงทุนให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว และยืนยันว่า KXVC ไม่เคยระดมทุนจากบุคคลภายนอก และไม่เคยมอบอำนาจให้บุคคลใดกระทำการในนามของกองทุน
อย่างไรก็ตาม นี่อาจไม่ใช่เคสแรกและเคสเดียวในประเทศนี้ ดังนั้นผู้ที่เป็นเหยื่อ จำเป็นต้องออกมาเปิดเผยข้อมูลเพื่อนำไปสู่การลดความเสียหาย และซ้ำรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในลักษณะนี้