จดหมายประเมินภาษี ถึงบ้านหรือยัง? ถือโฉนด “ที่ดินเปล่า” มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายเท่าไหร่

Personal Finance

Financial Planning

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

จดหมายประเมินภาษี ถึงบ้านหรือยัง? ถือโฉนด “ที่ดินเปล่า” มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายเท่าไหร่

Date Time: 7 พ.ค. 2569 10:09 น.

Video

หุ้นไทยกำลังฟื้น vs หุ้นนอกกำลังลง เลือกอะไรดี? | Money Issue EP.47

Summary

เจาะลึกภาษีที่ดินเปล่า 2569 ถอดรหัสไทม์ไลน์ใหม่ และกลไกต้นทุนขั้นบันไดที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ต้องคำนวณ

Latest


ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายคน จะได้รับ “หนังสือแจ้งการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ประจำปี 2569 โดยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสำนักงานเขต แต่ละพื้นที่ กำลังทยอยส่งตรง ถึงมือเจ้าของกรรมสิทธิ์ หลังจากภาครัฐมีมติเลื่อนกรอบเวลาขยับออกไป 1 เดือน เพื่อจัดระเบียบข้อมูลให้แม่นยำยิ่งขึ้น

สำหรับกลุ่มผู้ถือครอง “ที่ดินเปล่า” หรือที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ยังไม่ได้นำมาทำประโยชน์ ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือกลุ่มที่ต้องแบกรับอัตราภาษีในสัดส่วนที่สูงและมีเงื่อนไขซับซ้อนกว่าที่ดินประเภทอื่น แม้ว่าหลายท่านจะพอคุ้นเคยกับโครงสร้างภาษีที่ดินรูปแบบใหม่นี้มาบ้างแล้ว นับตั้งแต่เริ่มประกาศใช้ทดแทนภาษีโรงเรือนและที่ดินแบบเดิมเมื่อปี 2563

แต่การเปลี่ยนแปลงเชิงรายละเอียด โดยเฉพาะไทม์ไลน์ในปี 2569 และกลไกการคำนวณแบบขั้นบันได ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องอย่างถี่ถ้วน เพื่อรักษาสิทธิ์และวางแผนบริหารจัดการต้นทุนสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ใครคือผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่แท้จริง?

กลไกของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะพิจารณาจัดเก็บภาษีตามมูลค่าของทรัพย์สินเป็นหลัก โดยหน่วยงานส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบต. สำนักงานเขตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือศาลาว่าการเมืองพัทยา จะเป็นผู้รับผิดชอบจัดเก็บเพื่อนำเงินไปพัฒนาท้องถิ่นนั้นๆ

สิ่งที่ต้องเน้นย้ำให้ชัดเจนคือ ข้อบังคับนี้จะพิจารณาจาก “ความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ณ วันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้นๆ” โดยยึดตามชื่อที่ปรากฏอยู่บนโฉนดที่ดินเป็นสำคัญ ไม่เกี่ยวข้องกับชื่อในทะเบียนบ้านแต่อย่างใด

  • หากมีชื่อร่วมกันในโฉนดหลายคน ทุกคนกฎหมายกำหนดให้ต้องร่วมกันรับผิดชอบค่าภาษี
  • ในกรณีที่เจ้าของที่ดินและเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินผืนนั้นเป็นคนละคนกัน ภาระภาษีจะถูกแยกส่วนประเมินตามรายชื่อที่ระบุในแต่ละโฉนด

อัปเดตไทม์ไลน์ภาษีปี 2569 ขยับกำหนดการและสิทธิ์การผ่อนชำระที่ควรรู้

การประกาศขยายเวลาของภาครัฐในรอบปี 2569 นี้ ส่งผลให้กิจกรรมทางภาษีขยับจากกรอบเวลาเดิมออกไป 1 เดือนเต็ม ซึ่งส่งผลต่อการบริหารกระแสเงินสดของเจ้าของที่ดินโดยตรง โดยมีกำหนดการสำคัญดังต่อไปนี้

ขั้นตอนการแจ้งประเมินภาษี จากเดิมที่ต้องเสร็จสิ้นภายในเดือนเมษายน ขยับมาเป็นภายในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งก็คือช่วงเวลาปัจจุบันที่จดหมายประเมินกำลังทยอยส่งออก

กำหนดการชำระภาษี จากเดิมต้องจ่ายภายในเดือนมิถุนายน ถูกเลื่อนออกไปเป็นภายในเดือนกรกฎาคม 2569

สำหรับผู้ที่มียอดภาษีสูงและต้องการใช้สิทธิ์ผ่อนชำระ กฎหมายยังคงอนุญาตให้แบ่งจ่ายได้ 3 งวดโดยไม่มีดอกเบี้ย แต่ต้องปฏิบัติตามกรอบเวลาใหม่ คือ 

  • งวดที่ 1 ต้องชำระภายในเดือนกรกฎาคม 2569
  • งวดที่ 2 ชำระภายในเดือนสิงหาคม 2569 
  • และงวดที่ 3 ชำระภายในเดือนกันยายน 2569

ส่วนกระบวนการแจ้งเตือนสำหรับผู้ค้างชำระภาษี ท้องถิ่นจะเริ่มดำเนินการส่งจดหมายแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

เจาะลึกอัตราภาษี “ที่ดินรกร้างว่างเปล่า” ปีแรก และมาตรการเพิ่มโทษทุก 3 ปี

ทั้งนี้ ในบรรดาที่ดินทั้ง 4 ประเภทตามกฎหมาย (เกษตรกรรม, อยู่อาศัย, พาณิชยกรรม และรกร้างว่างเปล่า) กลุ่มที่ดินเปล่าที่ไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ ถือเป็นเป้าหมายหลักที่ภาครัฐต้องการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา ดังนั้น อัตราภาษีจึงถูกออกแบบมาให้เป็นลักษณะขั้นบันไดตามมูลค่าราคาประเมินทุนทรัพย์ ยิ่งที่ดินมีราคาสูง อัตราจัดเก็บก็ยิ่งทวีคูณ

สำหรับผู้ที่เพิ่งครอบครองที่ดินเปล่าเป็นปีแรก อัตราภาษีจะถูกสตาร์ทเริ่มต้นตั้งแต่ 0.3% ไปจนถึงสูงสุดที่ 0.7% โดยคำนวณตามเกณฑ์มูลค่าสินทรัพย์ดังนี้

  • ที่ดินมูลค่า 0 ถึง 50 ล้านบาทแรก เสียภาษีในอัตรา 0.3% หรือคิดเป็นล้านละ 3,000 บาท
  • ที่ดินมูลค่ามากกว่า 50 ถึง 200 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.4% หรือคิดเป็นล้านละ 4,000 บาท
  • ที่ดินมูลค่ามากกว่า 200 ถึง 1,000 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.5% หรือคิดเป็นล้านละ 5,000 บาท
  • ที่ดินมูลค่ามากกว่า 1,000 ถึง 5,000 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.6% หรือคิดเป็นล้านละ 6,000 บาท
  • ที่ดินมูลค่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษีในอัตรา 0.7% หรือคิดเป็นล้านละ 7,000 บาท

ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนหรือผู้ถือครองที่ดินระยะยาวต้องตระหนักคือ "มาตรการเพิ่มอัตราภาษีแบบก้าวหน้า" หากปล่อยที่ดินให้ทิ้งร้างติดต่อกันเกิน 3 ปี อัตราภาษีจะปรับเพิ่มขึ้นอีก 0.3% ในทุกๆ 3 ปี และจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะชนเพดานสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 3%

ยกเว้นเพียงแต่ที่ดินผืนนั้นจะอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือมีการนำไปทำประโยชน์ทางการเกษตรกรรมอย่างถูกต้องตามเกณฑ์ขั้นต่ำ รวมไปถึงที่ดินที่ถูกลิดรอนสิทธิ์ด้วยข้อกฎหมายอื่น หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาล จึงจะไม่ถูกนับว่าเป็นที่ดินรกร้าง

เปิดสูตรและกรณีตัวอย่างการคำนวณภาษีที่ดินเปล่า

การคำนวณภาษีสำหรับที่ดินเปล่าที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง มีสูตรสมการพื้นฐานที่ตรงไปตรงมา คือ มูลค่าที่ดิน (ราคาประเมิน) คูณด้วย อัตราภาษีตามขั้นบันได เท่ากับ จำนวนภาษีที่ต้องชำระ เพื่อให้เห็นภาพการคำนวณและเข้าใจถึงผลกระทบเชิงตัวเลขชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณากรณีตัวอย่างต่อไปนี้

สมมติตัวอย่างที่ 1: 

คุณครอบครองที่ดินเปล่าทำเลเมือง ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้ทำประโยชน์ มีราคาประเมินทุนทรัพย์อยู่ที่ 10 ล้านบาท เมื่อตรวจสอบเกณฑ์มูลค่า 10 ล้านบาท จะตกอยู่ในขั้นแรก คือไม่เกิน 50 ล้านบาท อัตราภาษีที่นำมาคิดคือ 0.3% วิธีคำนวณคือ นำราคาประเมิน 10,000,000 บาท คูณด้วย 0.3% ผลลัพธ์ที่ได้คือ 30,000 บาท 

สรุปคือ ในปีภาษีนี้คุณมีภาระที่ต้องชำระให้กับท้องถิ่นเป็นจำนวนเงิน 30,000 บาท


สมมติตัวอย่างที่ 2: 

เพื่อให้เห็นความแตกต่างชัดเจนในแง่การบริหารต้นทรัพย์ หากที่ดินผืนนั้นมีมูลค่าสูงถึง 70 ล้านบาท หากปล่อยทิ้งไว้เป็นที่ดินรกร้าง มูลค่า 70 ล้านบาทจะอยู่ในเกณฑ์ขั้นที่สอง (ช่วง 50 ถึง 200 ล้านบาท) ซึ่งต้องเสียอัตราภาษี 0.4% วิธีคำนวณคือ 70,000,000 บาท คูณด้วย 0.4% 

เท่ากับคุณต้องจ่ายภาษีสูงถึง 280,000 บาทต่อปี

แต่ถ้าหากเจ้าของที่ดินมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ นำที่ดินผืนเดิมนี้ไปทำเกษตรกรรมอย่างถูกต้องตามเกณฑ์ อัตราภาษีจะเปลี่ยนไปใช้เกณฑ์เกษตรกรรมทันที ซึ่งในระดับมูลค่า 50 ถึง 75 ล้านบาท กฎหมายเรียกเก็บเพียง 0.03% เท่านั้น วิธีคำนวณใหม่คือ 70,000,000 บาท คูณด้วย 0.03% ผลลัพธ์จะเหลือเพียง 21,000 บาท นี่คือเหตุผลว่าทำไมมูลค่าภาษีที่ต่างกันหลักแสน จึงทำให้เจ้าของที่ดินหลายท่านหันมาใส่ใจเรื่องเงื่อนไขประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินกันมากขึ้น

บทลงโทษทางกฎหมาย ผลกระทบที่รุนแรงจากการละเลยหรือเลี่ยงภาษีที่ดิน 

เนื่องจากการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐจึงมีการกำหนดบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรงสำหรับผู้ที่ละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามกรอบเวลา โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักคือ

โทษทางอาญา จะเกิดขึ้นต่อเมื่อผู้เสียภาษีมีพฤติกรรมเจตนาหลีกเลี่ยง เช่น การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานปลอมมาแสดงต่อเจ้าพนักงานเพื่อลดหย่อนภาษี มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โทษปรับ (เบี้ยปรับล่าช้า) จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดภาษีที่ค้างชำระ โดยแบ่งตามระดับความล่าช้าคือ

  • เสียเบี้ยปรับ 10% ของยอดภาษีค้างชำระ หากชำระเกินเวลาแต่จ่ายก่อนที่ท้องถิ่นจะส่งหนังสือเตือน
  • เสียเบี้ยปรับ 20% ของยอดภาษีค้างชำระ หากชำระภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในหนังสือแจ้งเตือน
  • เสียเบี้ยปรับ 40% ของยอดภาษีค้างชำระ หากเพิกเฉยจนเลยกำหนดเวลาที่เตือนไว้ในหนังสือ

เงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) นอกเหนือจากค่าปรับข้างต้นแล้ว ระบบจะคิดดอกเบี้ยปรับเพิ่มอีก 1% ต่อเดือน ของเงินภาษีที่ค้างชำระ โดยเริ่มนับทันทีในวันถัดจากวันที่พ้นกำหนดเวลาชำระภาษี ไปจนถึงวันที่มาดำเนินการจ่ายจริง แต่กฎหมายมีเพดานกำหนดไว้ว่าเงินเพิ่มส่วนนี้ต้องไม่เกินจำนวนยอดภาษีรวมที่ต้องชำระจริง

เมื่อได้รับหนังสือแจ้งประเมินภายในเดือนนี้ สิ่งที่เจ้าของที่ดินควรทำเป็นอันดับแรกคือตรวจสอบความถูกต้องของ "ราคาประเมิน" และ "ประเภทการใช้ประโยชน์" ที่ระบุในเอกสารว่าตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ หากพบข้อผิดพลาดสามารถยื่นคำร้องคัดค้านการประเมินได้ภายในกำหนดเวลา เพื่อรักษาสิทธิ์ตามกฎหมายและหลีกเลี่ยงค่าปรับสะสมที่จะตามมาในอนาคต

ที่มา : ธนาคารกรุงไทย ,ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney





Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ