
ประเด็นเรื่อง "ดอกเบี้ยบัตรเครดิต" ในไทยที่หลายคนมองว่าสูงเกินไป หรือมีวิธีคำนวณที่ดูซับซ้อนจนน่าปวดหัว เป็นเรื่องที่ผู้ใช้สินเชื่อทุกคนต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เรากลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่จนจ่ายไม่ไหว
แน่นอนว่าบัตรฯ ทั้งหลายที่เราได้ "วงเงินสินเชื่อมาใช้ล่วงหน้า" ไม่ได้มีแค่บัตรเครดิต ยังมีบัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคล ถ้าจะใช้เราก็ต้องเข้าใจเงื่อนไขให้เคลียร์เสมอ เพราะไม่งั้นหนี้บาน…
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนเรามีตัวอย่างจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ถ้าเรามีบัตรเครดิตที่กดเงินสด (สินเชื่อส่วนบุคคล) ออกมาใช้ได้ เรากดไปที่ 15,000 บาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ 25% ต่อปี พอสิ้นเดือนเราจ่ายขั้นต่ำที่ 3% ต่อเดือน หรือราว 450 บาท ถ้าจ่ายแบบนี้ไปเรื่อยๆ ต้องใช้เวลาถึง 18 ปี 3 เดือนหนี้ก้อนนี้ถึงจะหมด
เงินต้น 15,000 บาท แต่ส่วนดอกเบี้ยอยู่ที่ 29,000 บาท
เห็นไหม ว่าจากหนี้ก้อนเล็กก็กลายเป็นก้อนใหญ่ได้ ถ้าเราไม่เข้าใจ “สินเชื่อ” ที่เรากำลังใช้อยู่ แต่เงื่อนไขหลักๆ มีอะไรบ้าง Thairath Money รวบรวม 10 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ บัตรเครดิต, บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคล มาไว้ที่นี่แล้ว
สำหรับบัตรเครดิต “ไม่มีดอกเบี้ย” ถ้าเราจ่ายเงินเต็มจำนวนตามที่รูดใช้จ่ายไป ส่วนใหญ่จะมีระยะปลอดดอกเบี้ย (Grace Period) ราว 45-55 วัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขแต่ละธนาคารสำหรับบัตรกดเงินสด, สินเชื่อส่วนบุคคล ถ้าสถาบันการเงินมีโปรโมชันดอกเบี้ย 0% มักระบุเลยว่าให้กี่เดือน ถ้าเราไม่จ่ายคืนตรงเวลา ก็จะถูกชาร์จดอกเบี้ย
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นคนกำหนด เพดานสูงสุดว่าสินเชื่อที่กำกับดูแลอยู่จะคิดดอกเบี้ยได้เท่าไร หลักๆ แบ่งเป็น
ถึงเพดานดอกเบี้ยของสินเชื่อแต่ละแบบจะกำหนดไว้แล้ว แต่การใช้ บัตรเครดิต, บัตรกดเงินสด, สินเชื่อส่วนบุคคล เมื่อเราผิดนัดชำระ หรือ ผ่อนขั้นต่ำ จะถูกคิดคำนวณดอกเบี้ย “รายวัน”
เคยไหมที่หลายคนรูดช้อปเพลิน พอสิ้นเดือนบิลบัตรเครดิตมาถึงมือก็จ่ายไม่ไหว และเลือกจ่ายขั้นต่ำไป… แต่อาจลืมดูไปว่าโดนดอกเบี้ยไปเท่าไร ซึ่งเราจะถูกคิดเป็นรายวัน เช่น
อาร์ม มีบัตรเครดิตที่สรุปยอดทุกวันที่ 17 ในแต่ละเดือน และกำหนดจ่ายหนี้วันที่ 2 เดือนถัดไป
- เมื่อ 18 พ.ค. 2569 อาร์มรูดจ่ายค่าแว่นตาไป 10,000 บาท
- จะไปสรุปยอดวันที่ 17 มิ.ย. 2569
- มีกำหนดจ่ายหนี้วันที่ 2 ก.ค. 2569 ซึ่งอาร์มเลือกจ่ายขั้นต่ำ 10% หรือ 1,000 บาท
แม้หนี้ส่วนเงินต้นของอาร์มจะเหลือ 9,000 บาท แต่ในงวดถัดไป 2 ส.ค. 69 อาร์มต้องจ่ายดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่วันรูดซื้อแว่นตาอีก 260.38 บาทมาจากดอกเบี้ย 2 ส่วน
1) ส่วนเงินต้น 10,000 บาท ต้องเสียดอกเบี้ย 197.26 บาท
ซึ่งคำนวณจาก 10,000 (เงินต้น) x 16% (ดอกเบี้ย) x 45 (จำนวนวันตั้งแต่ 18 พ.ค. - 1 ก.ค.) และหารด้วย 365 วัน
2) ดอกเบี้ยที่ค้างจ่าย ต้องเสียอีก 63.12 บาท
ซึ่งคำนวณจาก 9,000 (หนี้ที่เหลืออยู่) x 16% (ดอกเบี้ย) x 16 (จำนวนวันตั้งแต่ 2-17 ก.ค.) และหารด้วย 365 วัน
กรณีนี้ใกล้เคียงกับข้อ 3 คือถ้าเราจ่ายหนี้ “ช้ากว่ากำหนด” ก็ต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มและมากกว่าที่คิด ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น
- ในวันที่ 2 มี.ค. 2569 ส้มโอ รูดซื้อมือถือเครื่องใหม่รวม 80,000 บาท
- มีกำหนดจ่ายหนี้ในวันที่ 15 เม.ย. 2569แต่ส้มโอลืม และไปจ่ายคืนวันที่ 30 เม.ย. 2569
ดังนั้น ทางบัตรเครดิตจะคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน (16% ต่อปี) นับตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. 2569 ถึง 30 เม.ย. 2569 รวมแล้ว 60 วัน ส้มโอจะต้องเสียเงินเพิ่ม 2,104 บาท (80,000 x 16% x 60 / 365) ซึ่งช่วงก่อนหน้านั้น ทางบัตรฯ ต้องส่งพนักงานมาโทรตาม ส้มโอต้องจ่ายค่าทวงถามหนี้ + VAT 7% หรือราว 107 บาทเพิ่มไปอีก
แม้บัตรเครดิต อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 16% ต่อปีต่ำกว่าบัตรกดเงินสด แต่ถ้านำบัตรไปกดถอนเงินสดจากตู้ ATM (หรือโอนเข้าบัญชี) มักเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าบัตรกดเงินสด เพราะจะมี
ตอนกดเงินสดมาได้เต็มก้อน แต่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะไปโผล่ในบิลรอบถัดไป ไม่จ่ายก็เสียดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ ที่สำคัญคือ การเบิกถอนเงินสดจากบัตรเครดิตบางผู้ให้บริการจะจัดเป็น สินเชื่อส่วนบุคคล ดอกเบี้ยก็จะสูงกว่า
เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ หรือของชิ้นใหญ่ ทุกวันนี้มีโปรโมชันให้รูดจ่ายด้วยบัตรเครดิตสามารถผ่อนดอกเบี้ย 0% ได้ แต่จุดที่ต้องระวัง คือ
สินเชื่อส่วนบุคคล (Ploan) มีหลายแบบให้เลือก และอัตราดอกเบี้ยไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของผู้กู้เอง บางกรณีอาจไม่ได้กู้จากธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิต
แต่สิ่งที่ต้องเช็กให้ดีคือเป็นอัตราดอกเบี้ยเป็นแบบคงที่ (Flat Rate) หรือ แบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) ถ้าเป็นอย่างหลัง เราอาจทยอยโป๊ะหนี้เพิ่มเติมได้ เพราะจะช่วยให้เงินต้นลดลงเร็วขึ้น
แบงก์ชาติอธิบายคำว่า Refinance ไว้ว่าเป็น การปิดสินเชื่อจากเจ้าหนี้เดิม และย้ายไปใช้สินเชื่อของเจ้าหนี้ใหม่ที่ให้เงื่อนไขดีกว่า เช่น อัตราดอกเบี้ยถูกลง เป็นต้น
แต่บางกรณีเราอาจรีไฟแนนซ์ในธนาคารเดิม แต่เปลี่ยนประเภทสินเชื่อก็ได้ เช่น จากบัตรเครดิตที่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี แต่เราขอสินเชื่อส่วนบุคคลกับธนาคารนี้ได้ดอกเบี้ย 10% ต่อปี ผ่อนยาว 2 ปี ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน
10. “รวมหนี้” ลดดอกเบี้ยได้
เราสามารถนำหนี้บัตรเครดิตมารวมกับหนี้บ้านได้! ด้วยมาตรการแก้หนี้ระยะยาวของ ธปท. ที่ช่วยให้ผู้กู้ที่มีประวัติชำระดี 'รวมหนี้' (Debt Consolidation) ได้ง่ายขึ้น เช่น
เอก มีสินเชื่อบ้านและหนี้บัตรเครดิต 50,000 บาทกับธนาคารเดียวกัน และมูลค่าบ้านปัจจุบันครอบคลุมยอดหนี้ทั้งหมด
เอก สามารถขอรวมหนี้เพื่อจ่ายดอกเบี้ยในอัตราสินเชื่อบ้าน (มักเฉลี่ยราว 3-5% ต่อปี) ซึ่งถูกกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 16% ต่อปีตามเงื่อนไขของธปท. เราสามารถรวมหนี้ข้ามธนาคารได้ด้วย ขึ้นอยู่กับธนาคารนั้นๆ ว่ามีเงื่อนไขอย่างไร
สุดท้ายนี้ บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้เราได้ แต่ก็มีต้นทุนดอกเบี้ยสูง ก่อนจะใช้สินเชื่อเหล่านี้ ต้องคิดและวางแผนให้ดีว่ามีจ่ายหนี้คืน เพื่อให้เราไม่ตกอยู่ในวงจร “หนี้ดอกเบี้ยสูง” ในระยะยาว
อ้างอิงข้อมูล ธปท., ตลท., KTC, กรุงศรี คอนซูมเมอร์, MAKE by KBank
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney