
สรุปชัด 8 ประเภทเงินได้ฉบับปี 2568 เจาะลึกมาตรา 40(1)-(8) รายได้แบบคุณหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่? อัปเดตวิธียื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อบริหารภาษีให้ประหยัดและถูกกฎหมาย
เคยสงสัยไหมว่าทำไมสรรพากรต้องแบ่งประเภทรายได้ให้ยุ่งยาก? คำตอบง่ายๆ คือ "ต้นทุนของแต่ละอาชีพไม่เท่ากัน"
ซึ่งการรู้ว่ารายได้ของเราจัดอยู่ใน “มาตรา” ไหน (มาตรา 40(1) - (8)) คือหัวใจสำคัญของการประหยัดภาษี เพราะมันกำหนดว่าเราจะ “หักค่าใช้จ่าย” ได้มากหรือน้อยเพียงใด
Thairath Money ชวนเช็กให้ชัดว่าปี 2568 นี้ รายได้ที่โอนเข้าบัญชีเรา ต้องเรียกชื่อว่าอะไรในแบบแสดงรายการภาษี
1. เงินได้มาตรา 40(1): มนุษย์เงินเดือน (Salary & Bonus)
นี่คือกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดและ “หนีไม่ได้” ที่สุด รายได้กลุ่มนี้คือเงินที่ได้จาก “การจ้างแรงงาน” ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน, โบนัส, เบี้ยเลี้ยง หรือแม้แต่ภาษีที่บริษัทออกให้
ซึ่งกลุ่มนี้หักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมาเท่านั้น คือ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (ถ้ารวมกับ 40(2)) ดังนั้นถ้าคุณมีรายได้สูง การลดหย่อนผ่านกองทุนหรือประกันจึงสำคัญมาก
2. เงินได้มาตรา 40(2): รับงานนอก / ฟรีแลนซ์ (Service Income)
คล้ายกลุ่มแรกแต่ไม่ใช่พนักงานประจำ เช่น ค่าคอมมิชชัน, ค่าจ้างทำของเป็นรายชิ้น, หรือค่าตำแหน่ง (Position Allowance) ที่ได้ตามงาน
ซึ่งจุดตายของหลายคนชอบสับสนกับ 40(6) หรือ 40(7) แต่จำไว้ว่า 40(2) มักเป็นงานที่ใช้ "แรงกายและทักษะเฉพาะตัว" โดยที่เราไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์หรือมีหน้าร้านถาวร
3. เงินได้มาตรา 40(3): ค่าลิขสิทธิ์ / ทรัพย์สินทางปัญญา (Goodwill & Copyright)
สำหรับสาย Creator, นักเขียน, หรือศิลปิน ที่ได้รับเงินจากค่า Royalty หรือลิขสิทธิ์ต่างๆ รวมถึงเงินปี (Annulity)
ซึ่งใครที่ทำ Content หรือมีรายได้จากการขายสติกเกอร์ไลน์ ต้องดูให้ดีว่าสัญญาของเราคือการจ้างทำของ (40(2)) หรือค่าลิขสิทธิ์ (40(3)) เพราะวิธีหักค่าใช้จ่ายต่างกัน!
4. เงินได้มาตรา 40(4): สายลงทุน (Interests & Dividends)
เงินที่เกิดจาก “เงินทำงานแทนเรา” เช่น ดอกเบี้ยธนาคาร เงินปันผลหุ้น ผลประโยชน์จากคริปโตเคอร์เรนซี
รายได้กลุ่มนี้มักถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว เช่น
ผู้เสียภาษีสามารถเลือกได้ว่าจะ• ไม่นำมารวมคำนวณภาษี (ถือเป็น Final Tax) หรือนำมารวมปลายปี ซึ่งอาจได้เงินคืน หากฐานภาษีต่ำ
ทั้งนี้ กำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล จัดอยู่ในมาตรา 40(4)(ช) โดยตั้งแต่ปี 2568-2572 รัฐให้ “ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” สำหรับกำไรจากการขายคริปโตฯ เฉพาะกรณีที่ขายผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาตในไทย
5. เงินได้มาตรา 40(5): เสือนอนกิน (Rental Income)
รายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน, คอนโดมิเนียม, รถยนต์ หรือที่ดิน
ข้อดีของกลุ่มนี้คือหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้สูง (เช่น บ้าน/โรงเรือน หักได้ 30%) หรือถ้าเรามีค่าซ่อมแซมเยอะ จะเลือกหักตามจริงก็ได้ถ้ามีหลักฐานใบเสร็จครบ
6. เงินได้มาตรา 40(6): วิชาชีพอิสระ (Professional Practices)
ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นฟรีแลนซ์จะเป็นกลุ่มนี้ได้ กฎหมายล็อกไว้แค่ 6 อาชีพ: ประกอบโรคศิลปะ (หมอ), กฎหมาย, วิศวกรรม, สถาปัตยกรรม, บัญชี และประณีตศิลปกรรม
ซึ่งอาจมีคำถามว่า ทำไมต้องแยก? ก็เพราะกลุ่มนี้หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้สูงมาก (30% - 60%) เพื่อสะท้อนถึงความยากลำบากและความรับผิดชอบในวิชาชีพนั่นเอง
7. เงินได้มาตรา 40(7): ผู้รับเหมา (Contract of Work)
หัวใจคือเราต้อง "จัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญ" เอง ไม่ใช่แค่มาแต่ตัวกับเครื่องมือ (เช่น รับเหมาก่อสร้างที่ต้องซื้อปูน ซื้อเหล็กเอง) ซึ่งถ้าผู้ว่าจ้างซื้อของให้หมด เรามาแต่แรง นั่นจะกลายเป็น 40(2) ทันที ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้น้อยกว่ามาก
8. เงินได้มาตรา 40(8): รายได้อื่นๆ ที่เหลือทั้งหมด
ถ้าอ่านมา7 ข้อแล้วยังไม่ลงล็อก แสดงว่าเราอาจอยู่ในกลุ่มนี้่ เช่น ขายของออนไลน์, เปิดร้านอาหาร, ธุรกิจขนส่ง, การเกษตร รวมถึงเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์
นี่คือกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นสูงที่สุด เพราะสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ (ถ้ามีเอกสารกำกับภาษีครบ) ซึ่งเหมาะมากสำหรับธุรกิจที่มีกำไรน้อยแต่ยอดขายสูง
สรุปแล้ว การยื่นภาษี ของเงินได้ปี 2568 เริ่มต้นที่ "การคัดแยก" และการบริหารจัดการ ซึ่งหากเราแยกประเภทเงินได้ผิด เราอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่าย หรืออาจโดนเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้
ที่มา : กรมสรรพากร
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney