
เจาะพอร์ต 2.8 ล้านล้าน! ผ่าผลตอบแทน 10 ปี “กองทุนประกันสังคม” ท่ามกลางสมรภูมิรื้อโครงสร้าง ดราม่าความยั่งยืน
กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนทำงานทั้งประเทศจับตามอง เมื่อเงินออมก้อนใหญ่ที่สุดของชีวิตอย่าง “กองทุนประกันสังคม” กำลังถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ท่ามกลางกระแสข่าวการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
ล่าสุดวันนี้ (27 มกราคม 2569) มีความเคลื่อนไหวสำคัญจาก บอร์ดประกันสังคม ที่นัดประชุมเคาะแผนนโยบายการลงทุนฉบับใหม่ หรือ “SAA เฟส 2” (ปี 2570-2574) ที่เตรียมปรับสูตรพอร์ตลงทุนแบบพลิกโฉม เพิ่มเพดานสินทรัพย์เสี่ยงขึ้นเป็น 50% เท่ากับสินทรัพย์มั่นคง (50:50) เพื่อหนีตายจากผลตอบแทนที่อาจไม่พอกับรายจ่ายในอนาคต
ขณะที่ฟากการเมือง “ตรีนุช เทียนทอง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งรื้อระบบประกันสังคมเป็นวาระเร่งด่วน โดยชูโมเดล “ความอิสระ” แบบ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพื่อสร้างระบบที่ยั่งยืนให้ผู้ประกันตนทุกมาตรา
ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากสำนักงานประกันสังคม (ณ 31 ธ.ค. 2568) แสดงให้เห็นภาพรวมดังนี้
หากดูย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2559 จะเห็นว่าขนาดกองทุนโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด หรือ อาจกล่าวได้ว่า ในรอบ 10 ปี เงินกองทุนขยายตัวขึ้นเกือบ 100%
กำไรที่รับรู้ (ผลตอบแทน) มีความผันผวนตามจังหวะตลาด โดยในแต่ละปี กองทุนสร้างรายได้จาก 2 แหล่งหลัก คือ ดอกเบี้ย/กำไรจากตราสารหนี้ และ เงินปันผล/กำไรจากตราสารทุน
ทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ปีที่ท็อปฟอร์มที่สุด คือปี 2562 ทำกำไรทะลุ 85,633 ล้านบาท ส่วนปีที่แผ่วลง เช่นปี 2561 และ 2566 ที่กำไรหล่นมาอยู่ที่ประมาณ 5.5 - 5.8 หมื่นล้านบาท
ขณะสถานการณ์ล่าสุดปี 2568 ผลตอบแทนรวม มากกว่า 80,000 ล้านบาท (ตามการเปิดเผยล่าสุดของ สำนักงานประกันสังคม)
หนึ่งในคำถามสำคัญของการรื้อโครงสร้างกองทุนประกันสังคม คือ ตัวเลขผลตอบแทนจากการลงทุนสะท้อนความจริงของพอร์ต 2.8 ล้านล้านบาทมากน้อยแค่ไหน ?
ล่าสุด “ ภัณฑิรา เวอร์การา” อนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด กองทุนประกันสังคม ชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผลตอบแทนดีหรือแย่ แต่อยู่ที่ระบบรายงานของไทยซึ่งยังใช้ Statutory reporting ที่รับรู้เฉพาะกำไร-ขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ (realized) โดยไม่สะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจของสินทรัพย์ทั้งพอร์ต ทำให้ไม่สามารถประเมินสุขภาพกองทุนได้จริง
กรณีรายงานกำไร 80,000 ล้านบาท และผลตอบแทน 6.31% ในปี 2568 หากคำนวณบนฐานสินทรัพย์ 2.8 ล้านล้านบาท ผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจควรอยู่ราว 1.76 แสนล้านบาท สะท้อนว่า “ตัวเลขผลตอบแทน” ที่เห็นอาจขาดหายไปเกือบแสนล้านบาท ไม่ใช่เพราะเงินหาย แต่เพราะวิธีการรับรู้บัญชีที่ไม่เป็นสากล ทำให้ตัวเลขสะท้อนจังหวะการขายมากกว่าประสิทธิภาพบริหารพอร์ตจริง
ภัณฑิรา ระบุว่า กองทุนขนาดใหญ่อย่างประกันสังคมควรใช้การรายงานแบบ mark-to-market เช่นเดียวกับกองทุนชั้นนำทั่วโลก เพื่อให้เห็นมูลค่าทั้งกอง ความเสี่ยง และความผันผวน โดยเฉพาะเมื่อสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดเพิ่มขึ้น หากยังขาดระบบประเมินมูลค่าที่ชัดเจน อาจทำให้ความเสี่ยงที่แท้จริงของพอร์ตถูกบดบังโดยไม่รู้ตัว
ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ให้แง่คิดเรื่องนโยบาย ว่า หากประเมินจาก เพดานความเสี่ยง “ประกันสังคมไทย”ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.5% ขณะที่โลกได้ 7-9% เพราะเราโดนล็อกไม่ให้เสี่ยงเกินไป
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะเรายึดติดกับหุ้นไทยมานานเกินไป ทั้งที่หุ้นต่างประเทศให้โอกาสโตมากกว่า ส่วนจุดที่ต้องจี้ คือ "ธรรมาภิบาล" ในการเลือกดีลลงทุน เช่น ทำไมถึงไปลงในโครงการอสังหาฯ บางแห่งที่สังคมสงสัย? และทำไมไม่ยอมจ้างมืออาชีพเก่งๆ มาบริหารจัดการให้คุ้มค่ากว่านี้
“อาจต้องเลิกดูแค่ ตัวเลขกำไร แล้วเปลี่ยนมาจี้ที่ นโยบายการจัดสรรสินทรัพย์ ,ผลตอบแทนสินทรัพย์แต่ละประเภท และ ความเป็นมืออาชีพและธรรมาภิบาล ของผู้บริหารกองทุนเพื่อให้เงินของพวกเราทุกคน งอกเงยได้สมศักดิ์ศรีของกองทุนระดับประเทศ “
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney