เปิดตำนาน “ประกันสังคม” จากกองทุนแห่งความหวัง เงินสะสมล้านล้าน สู่คำถาม “เงินเราหายไปไหนบ้าง”

Personal Finance

Financial Planning

Tag

เปิดตำนาน “ประกันสังคม” จากกองทุนแห่งความหวัง เงินสะสมล้านล้าน สู่คำถาม “เงินเราหายไปไหนบ้าง”

Date Time: 23 ม.ค. 2569 12:18 น.

Video

ยุคนี้เก็บเงินอย่างเดียวไม่พอ! Gen Z มั่งคั่งได้ไง? กับ ท็อป Bitkub | Thairath Money Night Stand EP.29

Summary

ทำไมต้อง "บังคับ" จ่ายประกันสังคม ? ชวนย้อนรอยประวัติศาสตร์การต่อสู้ของแรงงาน สู่ขุมทรัพย์ 2.9 ล้านล้านบาท กองทุนที่ใหญ่ที่สุดในไทย กับเบื้องหลังการลงทุนที่สังคมกังขา และสวัสดิการที่สวนทาง

Latest


เคยสงสัยไหมว่า? เงินที่ถูก "บังคับ" หักไปทุกเดือนตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานจนถึงวันที่เกษียณ มันเดินทางไปไหนต่อ? ในขณะที่เราต้องทนรอคิวในโรงพยาบาลเป็นวันๆ เห็นความเหลื่อมล้ำจากการถูกปฎิบัติต่างจากผู้ป่วยกลุ่มอื่นอย่างชัดเจน 

หรือได้ยินข่าวการนำเงินไปลงทุนแบบไม่ควรจะเป็น รวมถึงงบประมาณมหาศาลที่ถูกเปลี่ยนเป็น เสื้อ ,หมวก, ปฎิทิน ,สื่อประชาสัมพันธ์ ที่เราไม่ได้ร้องขอ แต่ขอให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มจาก 750 เป็น 875 บาทต่อเดือน

คำถามใหญ่ที่เกิดขึ้นในใจคนทำงานทั้งประเทศคือ เงินมหาศาลหลักล้านล้านบาทนี้ จะถูกบริหารโปร่งใสแค่ไหน? 

ThairathMoney ชวนย้อนรอย กลับไปดูจุดกำเนิดของกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กองทุนที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของแรงงานเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เพื่อดูว่าอุดมคติในวันนั้น กลายมาเป็นคำถามคาใจในวันนี้ได้อย่างไร? และที่สำคัญ "ทำไมเราถึงตรวจสอบเงินของตัวเองได้ยากเหลือเกิน?"

จุดเริ่มต้น ประกันสังคม การเดิมพันของ “แรงงานไทย”

ย้อนไป ประกันสังคม ในไทยไม่ได้ เกิดขึ้นมาง่ายๆ แต่มันคือการต่อสู้บนท้องถนนของกลุ่มแรงงานที่ใช้เวลานานเกือบครึ่งศตวรรษ ตามประวัติ แม้แนวคิดนี้จะถูกจุดประกายขึ้นตั้งแต่ปี 2497 ในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่กลับถูกแช่แข็งไว้นานกว่า 36 ปี เพราะถูกมองว่าเป็นภาระงบประมาณ และเป็นเรื่องไกลตัวเกินกว่าจะหยิบยื่นให้คนใช้แรงงาน จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2533

ในช่วงปี 2531-2533 กระแสเรียกร้องสิทธิสวัสดิการปะทุขึ้นอย่างหนัก เกิดการรวมตัวกันครั้งใหญ่ของกลุ่มแรงงานและนักวิชาการ จนรัฐบาลยอมผ่านกฎหมายนี้ เพื่อให้คนตัวเล็กๆ มีหลักประกันยามเจ็บป่วยหรือแก่ตัวลง

จนท้ายที่สุด พลังของคนตัวเล็กๆ ก็ชนะ กฎหมายฉบับนี้ถูกประกาศใช้ในวันที่ 3 กันยายน 2533 โดยมีอุดมคติที่สวยหรูว่า “นี่คือการสร้างหลักประกันชีวิตให้คนทำงาน เพื่อไม่ให้ใครต้องล้มละลายจากการเจ็บป่วย หรือต้องอยู่อย่างอดอยากในวัยเกษียณ"

ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกระทรวงแรงงานในปี  2536 สำนักงานประกันสังคมอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยรวม สำนักงานประกันสังคมมีหน้าที่รับผิดชอบโครงการประกันสังคมที่ครอบคลุมซึ่งรวมถึง การประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยทุพพลภาพ และตาย ทั้งนี้เนื่องและไม่เนื่องจากการทำงาน รวมไปถึงการคลอดบุตรสงเคราะห์บุตร ชราภาพ  และการว่างงาน

ขณะบอร์ดประกันสังคม มาจากระบบไตรภาคี (รัฐ-นายจ้าง-ลูกจ้าง) แต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่ามีการเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งอย่างไร

ส่วนโครงสร้างกองทุน  แบ่งเป็น 3 มาตราหลัก คือ 

  • ม.33 (ลูกจ้างบริษัท)
  • ม.39 (สมัครใจส่งต่อ)
  • ม.40 (อาชีพอิสระ)

ด้วย พันธกิจ (Mission) ที่สำนักงานประกันสังคม เผยแพร่ในเว็บไซต์ไว้ว่า 

“ การบริหารการประกันสังคมและเงินทดแทนที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และโปร่งใสควบคู่กับการสร้างความสุขในการใช้ชีวิตให้แก่ นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน และบุคลากรของสำนักงานประกันสังคม ”

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าประกันสังคมคือ “ทางเลือก” แต่ในความเป็นจริง สำหรับพนักงานบริษัทหรือลูกจ้าง ม.33 มันคือ “ภาคบังคับ” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตามกฎหมาย เพราะ ตาม พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 กำหนดให้ผู้ที่มีฐานะเป็น "ลูกจ้าง" และ "นายจ้าง" ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมและจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน หากนายจ้างไม่หักเงินส่ง หรือลูกจ้างปฏิเสธการจ่าย ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย (มาตรา 46 และมาตรา 47)

เมื่อเราจ่าย 1 ส่วน นายจ้างต้องจ่ายสมทบอีก 1 ส่วน และรัฐบาลจ่ายสมทบอีกส่วน (ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด) การบังคับนี้มีไว้เพื่อเป็นหลักประกันว่าลูกจ้างจะไม่ถูกทอดทิ้ง และนายจ้างต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสี่ยงจากการทำงานของลูกจ้างด้วย


จาก “ความหวังของแรงงาน” สู่ กองทุนที่สังคมเริ่มถามว่า เงินเราหายไปไหนบ้าง?

ปัจจุบัน กองทุนประกันสังคม คือหนึ่งในกองทุนที่ “ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย”มีเงินสะสมระดับ หลักล้านล้านบาท มาจากเงินสมทบของแรงงานนับสิบล้านคนตลอดหลายสิบปี  ในทางหลักการ นี่จะเป็น “เงินอนาคต” ของคนทำงาน เป็นหลักประกันยามเจ็บป่วย ชราภาพ ว่างงาน และวันที่แรงทำงานหมดลง เราจะมีเงินโอนเข้าบัญชีทุกเดือน 

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพของกองทุนนี้ในสายตาสังคม ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ จากข่าวและข้อมูลชุดแล้วชุดเล่า ที่ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อ “วิธีใช้เงิน” ของกองทุนประกันสังคม เช่น …

  • การนำเงินกองทุนไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูง เช่น กรณี ตึก SKYY9 ที่ถูกตั้งคำถามว่า “ซื้อแพงเกินจริงหรือไม่” และคุ้มค่ากับเงินผู้ประกันตนหรือเปล่า
  • ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับสวัสดิการโดยตรงของผู้ประกันตน อย่างงบปรับปรุงโรงอาหารในกระทรวง ,งบทำปฏิทินปีใหม่ปีละหลายสิบล้าน ทั้งที่ผู้ประกันตนจำนวนมากไม่เคยได้รับ ,งบประชาสัมพันธ์ และงบโครงการต่าง ๆ ที่สังคมตั้งคำถามว่า “จำเป็นแค่ไหน?”
  • โครงการไอทีและระบบต่าง ๆ ที่ใช้งบสูง แต่ใช้งานจริงไม่ได้หรือยังไม่คุ้มค่าจนเกิดคำถามว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการวางแผน ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่
  • ล่าสุด ปรากฎข่าวการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่มูลค่าลดลงอย่างมากอย่างกรณี TU Dome ที่ถูกวิจารณ์ว่า ลงทุนไปหลายร้อยล้าน แต่คุ้มค่ากับเงินผู้ประกันตนหรือไม่?

เงินกองทุนประกันสังคมวันนี้ ใหญ่แค่ไหน และได้ผลตอบแทนดีไหม?

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะกรณีข้อกังขาเรื่องการนำเงินไปลงทุนในโครงการ TU Dome สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ออกมาชี้แจงสถานะกองทุนล่าสุด ว่า ณ สิ้นปี 2568 กองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนสะสมรวมกว่า 2.9 ล้านล้านบาท 

โครงสร้างเงินกองทุน (รวม 2.9 ล้านล้านบาท)

  • เงินต้น (เงินสมทบ): 1.73 ล้านล้านบาท (จากนายจ้าง, ลูกจ้าง และรัฐบาล)
  • ดอกผล (กำไรสะสม): 1.13 ล้านล้านบาท (กำไรจากการนำเงินไปลงทุนตลอดหลายปี)

ผลงานในปี 2568 (เฉพาะปีเดียว)

  • กำไรที่รับรู้แล้ว: มากกว่า 80,000 ล้านบาท
  • อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย: 6.1%

ในเชิงโครงสร้างพอร์ตการลงทุน สปส. ชี้แจงว่า เงินส่วนใหญ่ยังถูกจัดสรรไปอยู่ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำถึงประมาณ 69% ขณะที่ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงราว 31% และมีการกระจายการลงทุนทั้งในประเทศประมาณ 60% และต่างประเทศราว 40% เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว 

ขณะเดียวกัน ในส่วนของ “กองทุนเงินทดแทน” ซึ่งเป็นอีกกองหนึ่งที่ สปส. ดูแลอยู่ ก็มีเงินลงทุนสะสมราว 88,000 ล้านบาท และในปี 2568 สามารถทำผลตอบแทนได้กว่า 4,200 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 5.68% ของพอร์ต โดยกองทุนนี้ใช้นโยบายที่ระมัดระวังมากกว่า ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำสูงถึงกว่า 81%


อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขภาพรวมจะสะท้อนว่ากองทุนยังมีขนาดใหญ่ ยังแข็งแรง และยังสร้างผลตอบแทนได้ต่อเนื่อง แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำถามของสังคมก็ยังไม่จางหายไป ไม่ว่าจะเป็นคำถามว่า เหตุใดเงินบางส่วนจึงไปอยู่ในการลงทุนที่ถูกมองว่าไม่คุ้มค่า เหตุใดยังมีเงินจำนวนหนึ่งไปอยู่ในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำอย่างการฝากออมทรัพย์ หรือท้ายที่สุดแล้ว ใครคือผู้ตัดสินใจว่าเงินก้อนมหาศาลของแรงงานทั้งประเทศควรถูกนำไปวางไว้ตรงไหน เพราะสำหรับผู้ประกันตนจำนวนมาก ประเด็นอาจไม่ใช่แค่คำถามว่า “กองทุนยังไม่ล้มใช่หรือไม่” แต่อยู่ที่คำถามที่ลึกกว่านั้นว่า เงินของพวกเขา ถูกบริหารได้ดีที่สุดแล้วจริงหรือยัง

"ระเบิดเวลา" ที่รอวันปะทุ เมื่อเงินขาเข้า สวนทางกับเงินขาออก

ท่ามกลางตัวเลขผลกำไร 8 หมื่นล้านที่ดูสวยหรู แต่มีการประเมินจากนักเศรษฐศาสตร์และองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ออกมาเรื่อยๆ ที่ระบุว่า "หากไม่มีการปฏิรูป กองทุนประกันสังคมอาจหมดลงภายใน 30-40 ปีข้างหน้า"

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

  • โครงสร้างประชากรที่บิดเบี้ยว: ในอดีตคนหนุ่มสาว 10 คน จ่ายเงินเลี้ยงคนแก่ 1 คน แต่ในอนาคตอันใกล้ คนทำงานเพียง 2-3 คน ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายของผู้เกษียณ 1 คน
  • สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น แต่เงินสมทบเท่าเดิม: ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เราเพิ่มสิทธิประโยชน์มากมาย ทั้งกรณีว่างงาน ชราภาพ และการรักษาพยาบาลที่แพงขึ้นตามเทคโนโลยี แต่ "เพดานเงินสมทบ" กลับถูกแช่แข็งไว้ที่ 750 บาทมาตั้งแต่ปี 2533 (เพิ่งจะมีมติขยับขึ้นในปี 2569 นี่เอง)
  • ความเสื่อมถอยของความเชื่อมั่น: เมื่อผู้ประกันตนรู้สึกว่า "ไม่คุ้ม" หลายคนจึงพยายามเลี่ยงการจ่าย หรือเลือกเข้าระบบให้น้อยที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของกองทุนในระยะยาว

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราตรวจสอบเงินได้ยาก คือโครงสร้างการบริหารที่ "ไกลตัว" ผู้ประกันตนมาตลอดหลายสิบปี บอร์ดประกันสังคมที่มีอำนาจตัดสินใจเหนือเงิน 2.9 ล้านล้านบาท มักถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของตัวแทนภาครัฐและผู้ทรงคุณวุฒิที่แต่งตั้งกันมา

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ กับการ "เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย (ธันวาคม 2566) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนได้เลือก "ตัวแทน" ของตัวเองเข้าไปตรวจสอบการใช้งบประมาณ แม้ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิจะยังไม่มาก แต่นี่คือสัญญาณว่า "เจ้าของเงิน" เริ่มอยากทวงคืนสิทธิในการกำหนดอนาคตเงินออมของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการลงทุนที่โปร่งใสแบบรายโครงการ ,การขอลดงบประมาณฟุ่มเฟือยที่ไม่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการ รวมไปถึงเป้าหมายสูงสุด อย่างการยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาลให้เท่าเทียมกับมาตรฐานที่ดีที่สุด

ท้ายที่สุด ประกันสังคมไม่ได้เป็นแค่การหักเงินเดือน แต่มันคือสัญญาประชาคมที่รัฐทำไว้กับเรา ในวันที่เราแก่ตัวลงเงินก้อนนี้ต้องอยู่ แต่คำถามคือ ในวันที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป และความโปร่งใสยังถูกตั้งคำถาม สัญญานี้จะยังศักดิ์สิทธิ์อยู่ไหม? คงต้องรอติดตาม…

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney


Author

อุมาภรณ์ พิทักษ์

อุมาภรณ์ พิทักษ์
เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์