
เป็นไปตามคาด เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วานนี้ (19 ธ.ค.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1.75% จาก 1.50% ต่อปี ส่วนจะมีผลอย่างไร? ต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน ต้องติดตามต่อไป
ด้านศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ อีไอซี ออกบทวิเคราะห์มองว่าหลังจากนี้ อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินน่าจะปรับขึ้นตามอย่างช้าๆ และในขนาดที่น้อยกว่าการขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยตลาดได้คาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของ กนง. ไว้บ้างแล้ว ทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรไทยในช่วงที่ผ่านมาปรับสูงขึ้นไปก่อนแล้ว ตลาดการเงินจึงไม่ได้ตอบสนองมากนัก
นอกจากนี้คาดว่า กนง. น่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในปีหน้า และอย่างเร็วที่สุดในรอบการประชุมเดือนมี.ค. เนื่องจาก กนง. น่าจะรอประเมินผลกระทบของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ด้วย โดย กนง. ได้สื่อสารว่ายังมีความเสี่ยงด้านต่ำต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ได้รับผลจากราคาน้ำมันที่ต่ำลงมากในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้คณะกรรมการฯ น่าจะรอดูตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจที่จะออกในเดือนมี.ค. เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะยังคงขยายตัวต่อไปได้ต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2019 จะสามารถอยู่ในกรอบเป้าหมายได้ รวมถึงคุณภาพสินเชื่อเพื่อการบริโภค และสินเชื่อ SME ที่โน้มแย่ลงในช่วงที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ กนง. ต้องรอประเมินหลังจากที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ดังนั้นวัฏจักรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบนี้ จึงเป็นการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ทั้งนี้ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยเงินฝากแบบประจำและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ถูกปรับขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายในสัดส่วนที่มากกว่าการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ โดยหากดูที่วัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากไม่ได้ถูกปรับขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายทุกครั้ง โดยหลังจากที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นครั้งแรก อัตราดอกเบี้ยเงินฝากแบบประจำ (time deposits) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ (MLR) และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ปรับขึ้นก่อนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแบบออมทรัพย์ (saving deposits) โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแบบประจำถูกปรับขึ้นตามในสัดส่วนที่มากกว่าอัตราดอกเบี้ยประเภทอื่น
อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น อาจเป็นความเสี่ยงต่อภาคธุรกิจไทยที่ระดมทุนผ่านหุ้นกู้ อาจทำให้ต้นทุนการต่ออายุหุ้นกู้สูงขึ้น แต่ความเสี่ยงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วยังคงต่ำ โดยจากข้อมูลของสมาคมตราสารหนี้ไทยเดือน ส.ค. 2561 พบว่า มูลค่าคงค้างของหุ้นกู้ระยะยาวที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในระหว่างปี 2019-2021 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นของไทย มีสัดส่วนสูงถึงกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าคงค้างหุ้นกู้ระยะยาวทั้งหมดในตลาด แต่ด้วยโครงสร้างตลาดตราสารหนี้ไทยที่หุ้นกู้ส่วนใหญ่จ่ายอัตราดอกเบี้ยในรูปแบบคงที่ จึงทำให้ในระยะสั้นนี้ อัตราดอกเบี้ยอาจยังไม่ปรับสูงขึ้นในทันที
พร้อมย้ำว่าภาคธุรกิจไทยยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการต่ออายุหุ้นกู้ (roll-over risk) ในระยะต่อไป สำหรับความเสี่ยงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั้งรัฐบาลและเอกชน จะปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (yield snapback) นั้นอาจมีไม่สูงนัก เนื่องจากสภาพคล่องในระบบการเงินยังมีสูง และธนาคารแห่งประเทศไทยน่าจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป.